พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 312 (เล่ม 16)

" ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ทำให้เป็นเถระ ๔ ประการเหล่านี้ คือ
พระเถระในพระศาสนานี้ เป็นผู้มีศีล เป็นพหูสูต ได้ฌาน ๔ เพราะสิ้น
อาสวะทั้งหลาย ฯลฯ เข้าถึงพร้อมอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ทำ
ให้เป็นเถระ ๔ ประการเหล่านี้แล " ดังนี้ ชื่อว่า ธรรมเถระ. ท่านผู้มี
ชื่อว่าเถระอย่างนี้ คือ "ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ที่ชื่อว่า พระเถระ" ก็ดี
คนทั้งหลายเห็นนักบวชเช่นสามเณรเป็นต้น ที่บวชเวลามีอายุมากแล้ว
เรียกขานว่า " พระเถระ พระเถระ" ก็ดี นี้ชื่อว่า สมมติเถระ.
พึงทราบวินิจฉัยในบุญญกิริยาวัตถุต่อไป. ทานนั่นเอง ชื่อว่า ทานมัย
การทำบุญนั้นด้วย วัตถุ ( คือที่ตั้ง ) แห่งบุญญานิสงส์เหล่านั้นด้วย ดังนั้น
จึ่งชื่อ บุญญกิริยาวัตถุ ( ที่ตั้งแห่งการทำบุญ) แม้ในบุญญกิริยาวัตถุ ข้ออื่น ๆ
ก็มีนัยเช่นเดียวกันนี้. แต่โดยความหมาย พึงทราบบุญญกิริยาวัตถุ ๓ อย่าง
เหล่านี้ พร้อมทั้งบุรพภาคเจตนา ( ความตั้งใจก่อนและทำ ) และอปรภาค
เจตนา ( ความตั้งใจภายหลังจากทำแล้ว ) ด้วยอำนาจแห่งเจตนาที่สำเร็จ
ด้วยทานเป็นต้น ซึ่งได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น. และในเรื่องนี้ บุคคลทำกรรม
อย่างหนึ่ง ๆ ด้วยกาย นับตั้งแต่บุรพภาคเจตนา ก็จัดเป็นกายกรรม เมื่อ
เปล่งวาจาอันมีความหมายอย่างนั้น จัดเป็นวจีกรรม. เมื่อไม่ได้ยังองค์แห่ง
กาย และองค์แห่งวาจาให้ไหว คิดด้วยใจ (อย่างเดียว) ก็จัดเป็นมโนกรรม
อีกนัยหนึ่ง สำหรับผู้ให้ทานวัตถุมีข้าวเป็นต้น (ในเวลาที่กล่าวว่า) ข้าพเจ้า
ให้อันนทาน ( ให้ข้าว ) เป็นต้นก็ดี ในเวลาที่ระลึกถึงทานบารมีแล้ว ให้ก็ดี
จัดเป็นบุญญกิริยาวัตถุ สำเร็จด้วยทาน. ตั้งอยู่ในวัตรและศีลแล้วให้ จัดเป็น
บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยศีลเริ่มตั้งความพิจารณาโดยความสิ้นไป เสื่อมไป
แล้วให้ จัดเป็นบุญญกิริยาวัตถุ สำเร็จด้วยภาวนา. บุญกิริยาวัตถุอย่างอื่น

312
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 313 (เล่ม 16)

มีอีก ๗ อย่าง คือ บุญญกิริยาวัตถุอันประกอบด้วยความเคารพยำเกรง
ประกอบด้วยการขวนขวาย ( ช่วยทำกิจของผู้อื่น ) การให้ส่วนบุญ การ
อนุโมทนาส่วนบุญ อันสำเร็จด้วยการแสดงธรรม อันสำเร็จด้วยการฟัง
ธรรม บุญกิริยาวัตถุคือ การทำความเห็นให้ตรง ดังนี้. บรรดาบุญกิริยา
วัตถุทั้ง ๗ นั้น ความเคารพ ยำเกรง พึงทราบ โดยอาการเช่น เห็น
พระผู้เฒ่าแล้ว ลุกรับ รับบาตรจีวร กราบไหว้ หลีกทางให้เป็นต้น.
การขวนขวาย พึงทราบด้วยการทำวัตร ปฏิบัติแก่พระภิกษุผู้แก่กว่าตน
ด้วยการที่เห็นภิกษุเข้าบ้าน เพื่อบิณฑบาตแล้ว ถือบาตรไปชักชวน รวบรวม
ภิกษาในบ้าน และด้วยการได้ฟังว่า "ไปเอาบาตรของพวกภิกษุมา"
ดังนี้แล้ว เร่งรีบไปนำบาตรมา เป็นต้น. การให้ส่วนบุญพึงทราบ ด้วยการ
ที่ถวายปัจจัย ๔ แล้ว ( ตั้งจิตอุทิศ ) ให้เป็นไปว่า "ส่วนบุญจะมีแก่สรรพ
สัตว์". การอนุโมทนาส่วนบุญ พึงทราบ ด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ
ที่ผู้อื่นให้ว่า "สาธุ ถูกดีนักแล้ว". ภิกษุรูปหนึ่งตั้งอยู่ในความปรารถนา
ว่า " คนทั้งหลายจักรู้จักเราว่าเป็นธรรมกถึก ด้วยอุบายอย่างนี้" เป็นผู้
หนักในลาภแสดงธรรม ข้อนั้นไม่มีผลมาก. ภิกษุรูปหนึ่งแสดงธรรมที่ตน
คล่องแก่ชนอื่นๆ โดยไม่ได้หวังผลตอบแทน นี้ชื่อว่า บุญกิริยาวัตถุ สำเร็จ
ด้วยการแสดงธรรม. บุคคลผู้หนึ่ง เมื่อจะฟังธรรม ก็ฟังด้วยความมุ่งหมาย
ว่า "คนทั้งหลาย จักได้รู้จักเราว่า มีศรัทธาด้วยอาการอย่างนี้" ข้อนั้น
ไม่มีผลมาก. บุคคลผู้หนึ่ง ฟังธรรมด้วยจิตที่อ่อนโยนแผ่ประโยชน์ว่า จัก
มีผลมากแก่เราด้วยอาการอย่างนี้" นี้ชื่อว่า บุญกิริยาวัตถุ สำเร็จด้วยการ
ฟังธรรมส่วนการทำความเห็นให้ตรงเป็นลักษณะกำหนดสำหรับบุญกิริยา

313
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 314 (เล่ม 16)

วัตถุทุกอย่าง. ที่จริง คนทำบุญอย่างใดๆ ก็ตาม มีผลมากได้ ก็ด้วยความ
เห็นตรงนั่นเอง.บุญกิริยาวัตถุ ๗ อย่างเหล่านี้ พึงทราบว่า รวมเข้าได้
กับบุญกิริยาวัตถุ ๓ อย่างข้างต้นนั่นเอง ด้วยประการดังนี้. ในที่นี้ ความ
เคารพ ยำเกรง และการขวนขวาย (ช่วยทำกิจของผู้อื่น ) รวมลงได้
ในสีลมัยบุญกิริยาวัตถุ. การให้ส่วนบุญ และการอนุโมทนาส่วนบุญ รวม
ลงได้ในทานมัยบุญกิริยาวัตถุ, การแสดงธรรม และการฟังธรรม รวมลง
ได้ในภาวนามัยบุญกิริยาวัตถุ การทำความเห็นให้ตรง รวมลงได้ทั้ง
๓ อย่าง.
คำว่า โจทนาวตฺถูนิ หมายถึงเหตุที่จะโจท ( กล่าวหา ) กัน.
คำว่า ทิฏฺเฐน หมายความว่า เห็นความผิดด้วยตาเนื้อก็ตาม ด้วยตาทิพย์
ก็ตาม แล้วโจทขึ้น. คำว่า สุเตน หมายความว่า ได้ยินเสียง ( เล่าอ้าง )
ของผู้อื่น ด้วยหูธรรมดาก็ตาม ด้วยหูทิพย์ก็ตาม แล้วโจทขึ้น. คำว่า
ปริสงฺกาย หมายความว่า โจทขึ้นด้วยความสงสัย เพราะได้เห็นมา ก็ตาม
ด้วยความสงสัย เพราะได้ยินมาก็ตาม ด้วยความสงสัยเพราะได้ทราบมา
ก็ตาม. นี้เป็นความสังเขปในเรื่องนี้. ส่วนรายละเอียดพึงทราบตามนัยที่
ได้กล่าวไว้แล้วในสมันตปาสาทิกานั่นแล.
บทว่า ผู้เข้าถึงกาม หมายความว่า ผู้เข้าไปเสพกาม หรือได้
เฉพาะกาม. บทว่า ผู้มีกามปรากฏแล้ว ได้แก่ ผู้มีกามผูกมัดไว้ คือ ผู้มี
อารมณ์ผูกมัด. คำว่าเปรียบเหมือนมนุษย์ คือ เหมือนพวกมนุษย์. เพราะว่า
พวกมนุษย์ ย่อมยังอำนาจให้เป็นไปในวัตถุที่ผูกพันเท่านั้น มีจิตปฏิพัทธ์
ในมาตุคามคนใด ก็ให้เงินร้อยหนึ่งบ้าง สองร้อยบ้าง แล้วนำมาตุคาม

314
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 315 (เล่ม 16)

นั้นมาบริโภคโภคะที่ผูกพัน. เทพยดาผู้อยู่ในเทวโลก ๔ เหล่า ชื่อว่า เทพยดา
บางพวก. แม้เทพยดาเหล่านั้น ก็ยังอำนาจให้เป็นไปในวัตถุที่ผูกพันนั้น
และ. เทพดาที่เหลือ เว้นพวกสัตว์นรก ชื่อว่า พวกวินิบาต. เพราะ
แม้ปลา และเต่า เป็นต้นก็ยังอำนาจให้เป็นไปในวัตถุที่ผูกพันนั้นแหละ
อธิบายว่า ปลาก็ยังอำนาจให้เป็นไปกับนางปลา เต่าก็ยังอำนาจให้เป็นไป
กับนางเต่า. สองบทว่า เนรมิตแล้ว ๆ ความว่า เนรมิตรูปนั้นๆ ที่ปรารถนา
สำหรับตน โดยเป็นรูปสีเขียว และรูปสีเหลืองเป็นต้น เหมือนเทวดา
เหล่ามนาปกายิกา เนรมิตรูปไว้ข้างหน้าท่านพระอนุรุทธะฉะนั้น. บทว่า
นิมฺมานรตี ความว่า ชื่อว่าเทวดาเหล่านิมมานรดี เพราะอรรถว่า เทวดา
เหล่านั้น ยินดีในของเนรมิตที่ตนเนรมิตแล้ว ๆ อย่างนั้น. บทว่า
ปรนิมฺมิตกามา แปลว่า ผู้มีกามที่ผู้อื่นเนรมิตให้. เพราะว่า เทวดาพวก
อื่นรู้ใจของเทวดาเหล่านั้น แล้วก็เนรมิตกามโภคะตามที่ชอบใจให้ เทวดา
เหล่านั้น ย่อมยังอำนาจให้เป็นไปในกามโภคะนั้นนั่นแหละ. ถามว่า ผู้อื่น
รู้ใจของคนอื่นได้อย่างไร. ตอบว่ารู้ได้ด้วยอำนาจการเสพใช้ตามปกติ
อุปมาเหมือนพ่อครัวผู้ฉลาด เมื่อพระราชาเสวยอยู่ย่อมรู้ได้ว่า พระราชา
พระองค์นั้นทรงรับสิ่งใด ๆ มาก พระองค์ย่อมโปรดสิ่งนั้น ๆ. ผู้อื่นรู้อารมณ์
ที่เขาชอบใจมากตามปรกติด้วยอาการอย่างนี้แล้ว จึงเนรมิตอารมณ์เช่นนั้น
นั้นแลให้ พวกเขาย่อมยังอำนาจให้เป็นไปในสิ่งที่เขาเนรมิตให้นั้น คือ
เสพเมถุน. ส่วนพระเถระบางท่านกล่าวว่า กามกิจย่อมสำเร็จแก่พวกเขา
ด้วยอาการสักว่าหัวเราะ สักว่ามองดูและสักว่าการสรวมกอด. คำของพระ
เถระบางท่านนั้น ถูกคัดค้านไว้ในอรรถกถาว่าคำที่กล่าวนั้นไม่มี. กามกิจ
ที่จะพึงตูกต้องจะสำเร็จแก่ผู้ไม่ถูกต้องด้วยกาย หามิได้. เพราะว่า กามทั้ง

315
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 316 (เล่ม 16)

หลายของเหล่าเทพชั้น ฉกามาวจร เป็นไปตามปรกติเหมือนกัน. สมจริงดัง
ที่ตรัสไว้ว่า
เทพเหล่ากามาวจรหกชั้นเหล่านั้น พรั่ง
พร้อมด้วยการทั้งปวง อายุของเทพเหล่านั้น
เมื่อนับรวมกันจะเป็นเท่าไร.
บทว่า สุขูปปตฺติโย แปลว่า ผู้ได้เฉพาะสุข. คำว่า อุปฺปาเทตฺวา
อุปฺปาเทตฺวา สุขํ วิหรนฺติ ความว่า ยังความสุขในปฐมฌานให้เกิดขึ้น
ในขั้นต่ำ แล้วเสวยความสุขในฌานอันเป็นตัววิบากในชั้นสูง. สองบทว่า
สุเขน อภิสนนา แปลว่า ชุ่มฉ่ำด้วยสุข ในทุติยฌาน. บทว่า ปริสนฺนา
แปลว่า ชุ่มฉ่ำโดยทั่วถึง. บทว่า ปริปูรา แปลว่า บริบูรณ์. บทว่า
ปริปฺผุฏา เป็นไวพจน์ของคำว่า ปริปูรา นั้นนั่นแหละ. แม้คำนี้ที่ว่า
สุขหนอ สุขหนอ ก็ทรงตรัสหมายเอาความสุขอันเป็นตัววิบาก นั้นนั่งเอง.
ได้ยินว่า เทพเหล่านั้น เกิดความโลภในภพมากชั้น เพราะฉะนั้น จึงเปล่ง
อุทานอย่างนั้นในที่บางแห่ง ในบางเวลา. บทว่า สนฺตเมว แปลว่า ประณีต
แท้. บทว่า สนฺตุสิตา หมายความว่า เป็นผู้สันโดษ เพราะไม่ต้องการ
สุขยิ่งขึ้นไปกว่านั้น. สองบทว่า สุขํ ปฏิเวเทนฺติ แปลว่า เสวยสุขใน
ตติยฌาน.
ปัญญาของพระอริยเจ้า ๗ พวก ชื่อว่า เสกขปัญญา ปัญญาของ
พระอรหันต์เป็นอเสกขปัญญา ปัญญาที่เหลือ เป็นเนวเสกขานาเสกขปัญญา
( เป็นเสกขปัญญาก็ไม่ใช่ เป็นอเสกขปัญญาก็ไม่ใช่ ). ในปัญญาที่สำเร็จ
ด้วยความคิด เป็นต้น มีความพิสดารดังต่อไปนี้ ที่ว่าบรรดาปัญญาเหล่านั้น

316
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 317 (เล่ม 16)

ปัญญาที่สำเร็จด้วยความคิดเป็นไฉน ในบ่อเกิดของการงานที่น้อมนำเข้าไป
ด้วยปัญญา หรือในบ่อเกิดของศิลปะ ที่น้อมนำเข้าไปด้วยปัญญา หรือใน
สถานที่ของวิชาที่น้อมนำเข้าไปด้วยปัญญา บุคคลไม่ได้ฟังมาแต่ผู้อื่น กลับ
ได้กัมมัสสกตาญาณ หรือ สัจจานุโลมิกญาณ หรือ อนุโลมิกขันติ ทิฐิ รุจิ
มุนิ เปกขะ ธัมมนิชฌานขันติ เห็นปานนี้ อันใดว่ารูปไม่เที่ยง ฯลฯ
วิญญาณไม่เที่ยง นี้เรียกว่า จินตามยปัญญา ในปัญญา ๓ ประการนั้น
ปัญญาที่สำเร็จด้วยการฟังเป็นไฉน ในบ่อเกิดของการงานที่น้อมนำเข้าไป
ด้วยปัญญา ได้ฟังจากผู้อื่นเท่านั้น จึงกลับได้ ฯลฯ ธัมมนิชฌานขันติ
นี้เรียกว่า สุตมยปัญญา ในปัญญา ๓ ประการนั้น ปัญญาที่สำเร็จด้วย
การเจริญภาวนาเป็นไฉน ปัญญาแม้ทั้งหมดของผู้เข้าสมาบัติชื่อว่า ภาวนา-
มยปัญญา.
บทว่า สุตาวุธํ ได้แก่ อาวุธ คือ สุตะ. อาวุธ คือ สุตะนั้น
โดยใจความได้แก่ พระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎก. เพราะว่า ภิกษุอาศัย
อาวุธนั้น คือ อาศัยอาวุธ ๕ ประการ ย่อมเป็นผู้ไม่ครั้นคร้าม ข้ามล่วง
สังสารกันดารได้ เหมือนทหารกล้า ไม่ครั่มคร้ามข้ามล่วงมหากันดารได้
ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้นแหละ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกษุทั้ง
หลายอริยสาวกผู้มีสุตะเป็นอาวุธ ย่อมละอกุศล ทำกุศลให้เจริญ ละสิ่งที่
มีโทษ ทำสิ่งที่ไม่มีโทษให้เจริญ บริหารตนให้บริสุทธิ์อยู่ดังนี้ . บทว่า
ปวิเวกาวุธํ ความว่า อาวุธ คือ วิเวก แม้สามประการนี้คือ กายวิเวก
จิตตวิเวก อุปธิวิเวก. วิเวก ๓ ประการนั้นมีการกระทำต่าง ๆ กัน. กายวิเวก
สำหรับบุคคลผู้มีกายหลีกออกไป ยินดีในเนกขัมมะ จิตตวิเวกสำหรับบุคคล

317
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 318 (เล่ม 16)

ผู้มีจิตบริสุทธิ์ บรรลุถึงความผ่องแผ้วอย่างยอด และอุปธิวิเวกสำหรับบุคคล
ผู้ไม่มีอุปธิ ถึงซึ่งวิสังขาร (คือพระนิพพาน). ก็บุคคลผู้ยินดียิ่งแล้วในวิเวก
๓ อย่างนี้ ย่อมไม่กลัวแต่ที่ไหน ๆ เพราะฉะนั้น วิเวกแม้นี้ก็เรียกว่าอาวุธ
เพราะอรรถว่า เป็นที่พึ่งอาศัยอาวุธคือปัญญา อันเป็นโลกิยะ และโลกุตตระ.
จัดเป็นอาวุธ คือปัญญา. เพราะว่า บุคคลผู้มีอาวุธ คือ ปัญญานั้น ย่อมไม่
กลัวแต่ที่ไหนๆ ทั้งใครๆ ก็ไม่กลัวบุคคลนั้น เพราะฉะนั้น ปัญญาแม้นั้นก็
เรียกว่า อาวุธ เพราะอรรถว่า เป็นที่พึ่งอาศัย .
บทว่า อนญฺญตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ความว่า อินทรีย์ที่เกิดขึ้น
แก่ผู้ปฏิบัติด้วยหวังว่า เรารู้จักธรรมที่ยังไม่รู้ ยังไม่แจ้งในกาลก่อนแต่นี้.
คำว่า อนญฺญตญฺญตสฺสามีตินฺทฺริย นี้ เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ.
บทว่า อญฺญินฺทฺริย ได้แก่ อินทรีย์อันเป็นความรู้ทั่วถึง คือ เป็นความรู้.
คำว่า อญฺญินฺทฺริย นี้เป็นชื่อของญาณ ในฐานะ ๖ ประการ เริ่มแต่โสดา-
ปัตติผลไป. บทว่า อญฺญาตาวินฺทฺริยํ นี้ ได้แก่ อินทรีย์ในธรรมทั้ง
หลายที่เป็นของท่านผู้รู้ทั่วถึง คือ อันถึงที่สุดกิจของการรู้. คำว่า อญฺญาตา-
วินฺทฺริยํ นี้เป็นชื่อของอรหัตตผลญาณ.
มังสจักขุ ได้แก่ จักขุประสาท. ทิพยจักขุ ได้แก่ ญาณอาศัย
แสงสว่าง ปัญญาจักขุ ได้แก่ ปัญญาอันเป็นโลกิยะ และโลกุตตระ.
พึงทราบวินิจฉัยในอธิสีลสิกขาเป็นต้นต่อไป. ศีลอันยิ่งนั้นด้วย
ชื่อว่า สิกขา เพราะจะต้องศึกษาด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อธิสีล-
สิกขา. แม้ในสิกขาทั้ง ๒ นอกนั้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ในอธิสีลสิกขา
เป็นต้นนั้น ศีล คือศีลอันยิ่ง จิต คือจิตอันยิ่ง ปัญญา ก็คือปัญญาอันยิ่ง
เพราะเป็นต้น พึงทราบความต่างกันเพียงเท่านี้. ศีล ๕ และ ศีล ๑๐ ชื่อว่า

318
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 319 (เล่ม 16)

ศีล. ความสำรวมในพระปาฏิโมกข์ ชื่อว่า ศีลอันยิ่ง. สมาบัติ ๘ จัดเป็นจิต
(สมาธิ). ฌานอันเป็นบาทของวิปัสสนา จัดเป็นจิตอันยิ่ง. กัมมัสสกตา-
ญาณ จัดเป็นปัญญา. วิปัสสนา จัดเป็นปัญญาอันยิ่ง. เพราะว่าศีล ๕
และศีล ๑๐ ย่อมมีในพุทธุปบาทกาลแม้ยังไม่เกิดขึ้นเพราะเหตุนั้น ศีล ๕
ศีล ๑๐ จึงคงเป็นศีลนั้นแหละ. ปาติโมกขสังวรศีล ย่อมมีเฉพาะในพุทธุป-
บาทกาลเท่านั้น เพราะเหตุนั้น ปาติโมกขสังวร จึงจัดเป็นศีลอันยิ่ง. แม้
ในจิตและปัญญาก็นัยนี้เหมือนกัน. อีกอย่างหนึ่ง ศีล ๕ ก็ดี ศีล ๑๐ ก็ดี
ที่บุคคลปรารถนาพระนิพพานสมาทานแล้ว จัดเป็นศีลอันยิ่งเหมือนกัน
แม้สมาบัติ ๘ ที่บุคคลเข้าแล้ว ก็จัดเป็นจิตอันยิ่งเหมือนกัน. หรือว่า
โลกิยศีลทั้งหมด เป็นศีลเท่านั้น. ( ส่วน ) โลกุตตรศีล เป็นศีลอันยิ่ง.
แม้ในจิตและปัญญาก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
พึงทราบวินิจฉัยในภาวนา ต่อไป. กายอันเป็นไปในทวาร ๕ ของ
พระขีณาสพ ชื่อว่า กายภาวนา. สมาบัติ ๘ ชื่อว่า จิตตภาวนา.
ปัญญาในอรหัตผล ชื่อว่า ปัญญาภาวนา. ก็พระขีณาสพย่อมเป็นผู้
อบรมกายอันเป็นไปในทวาร ๕ มีดีแล้ว โดยส่วนเดียว. สมาบัติ ๘ ของ
ท่านก็ไม่ทุรพลเหมือนของคนอื่น. และปัญญาของท่านเท่านั้น ชื่อว่า
อบรมแล้วเพราะความไพบูลย์ด้วยปัญญา. เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าว
อย่างนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในอนุตตริยะต่อไป. วิปัสสนาจัดเป็นทัสสนานุต-
ตริยะ มรรคจัดเป็นปฏิปทานุตตริยะ ผลจัดเป็นวิมุตตานุตตริยะ. หรือว่า ผล
เป็นทัสสนานุตตริยะ มรรคเป็นปฏิปทานุตตริยะ นิพพานเป็นวิมุตตานุต-
ตริยะ. หรือว่า นิพพานจัดเป็นทัสสนานุตตริยะ เพราะว่า ธรรมดาสิ่งที่จะ
พึงเห็นที่ยิ่งไปกว่าพระนิพพานนั้น ย่อมไม่มี มรรคจัดเป็นปฏิปทานุตตริยะ

319
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 320 (เล่ม 16)

ผลจัดเป็นวิมุตตานุตตริยะ. คำว่า อนุตฺตริยํ แปลว่า สูงสุด คือเจริญที่สุด.
พึงทราบวินิจฉัยในสมาธิต่อไป. สมาธิในปฐมฌาน ที่ทั้งวิตกและ
วิจาร. โดยปัญจกนัย สมาธิในทุติยฌาน ไม่มีวิตก มีแต่วิจาร. สมาธิที่
เหลือ ( จากสมาธิในทุติยฌาน ) ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร. กถาในสุญญตะ
เป็นต้น มี ๓ อย่างคือ โดยความสำเร็จ โดยคุณของตน โดยอารมณ์.
ภิกษุรูปหนึ่ง ยึดถือโดยความเป็นอนัตตา เห็นโดยความเป็นอนัตตา ย่อม
ออกไป (คือหลุดพ้น) โดยความเป็นอนัตตา ชื่อว่า (สุญญตะ) โดยความ
สำเร็จ. วิปัสสนาของท่านชื่อว่า เป็นสุญญตะ เพราะเหตุไร. เพราะกิเลส
ตัวกระทำไม่ให้เป็นสุญญตะไม่มี. มรรคสมาธิ ชื่อว่าเป็นสุญญตะ เพราะ
สำเร็จด้วยวิปัสสนา ผลสมาธิ ชื่อว่า เป็นสุญญตะ เพราะสำเร็จด้วยมรรค.
รูปอื่นอีก ยึดถือโดยความเป็นของไม่เที่ยง เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง
แล้วออกไปโดยความเป็นของไม่เที่ยง. วิปัสสนาของท่าน ชื่อว่าเป็น อนิมิต
ตะ. เพราะเหตุไร. เพราะไม่มีกิเลสที่กระทำนิมิต. มรรคสมาธิ ชื่อว่า เป็น
อนิมิตตะ เพราะสำเร็จโดยวิปัสสนา ผล ชื่อว่า อนิมิตตะ เพราะสำเร็จโดย
มรรค. รูปอื่นอีก ยึดมั่นโดยความเป็นทุกข์ เห็นโดยความเป็นทุกข์ แล้ว
ออกไป ( หลุดพ้น ) โดยความเป็นทุกข์. วิปัสสนาของท่านชื่อว่า เป็น
อัปปณิหิตะหาที่ตั้งมิได้. เพราะเหตุไร. เพราะไม่มีกิเลสตัวที่กระทำปณิธิที่
ปรารถนา. มรรคสมาธิ ชื่อว่า เป็นอัปปณิหิตะ เพราะสำเร็จโดยวิปัสสนา
ผลชื่อว่า เป็นอัปปณิหิตะ. เพราะสำเร็จโดยมรรค กถาโดยความสำเร็จมีเท่า
ที่พรรณนามานี้แล. ก็มรรคสมาธิ ชื่อว่า สุญญตะ เพราะว่างเปล่าจากราคะ
เป็นต้น ชื่อว่า อนิมิตตะ เพราะไม่มีราคะ เป็นนิมิตเป็นต้น ชื่อว่า
อัปปณิหิตะ เพราะไม่มีราคะเป็นที่ตั้งอาศัยเป็นต้น กถาโดยคุณของตน

320
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 321 (เล่ม 16)

มีเท่าที่พรรณนามานี้แล. พระนิพพาน ชื่อว่า สุญญตะ อนิมิตตะ และ
อัปปณิหิตะ เพราะว่างเปล่าจากราคะ เป็นต้น และเพราะไม่มรราคะเป็นต้น
เป็นเครื่องหมาย แล้วเป็นที่ตั้งอาศัย. มรรคสมาธิ ซึ่งมีนิพพานนั้นเป็นอา-
รมณ์ จึงเป็นสุญญตะอนิมิตตะ อัปปณิหิตะ.กถาว่าโดนอารมณ์มีเพียงเท่านี้.
ธรรมอันทำความสะอาด คือปฏิปทาแห่งความสะอาด ชื่อว่า โสเจยฺ-
ยานิ. ก็ในข้อที่ว่าด้วยความสะอาดนี้ พึงทราบความพิสดารด้วยอำนาจ
สุจริต ๓ ซึ่งตรัสไว้โดยนัยมีอาทิดังนี้ว่า ในความสะอาด ๓ อย่างนั้น ความ
สะอาดทางกาย เป็นไฉน คือ เจตนาเครื่องงดเว้นจากปาณาติบาต.
ธรรมอันทำความเป็นมุนีได้แก่ โมเนยฺยปฏิปทา ชื่อว่า โมเนยฺยานิ.
ความพิสดารแห่งธรรมอันทำความเป็นมุนีเหล่านั้น ดังนี้ว่า ในความเป็น
มุนีเหล่านั้น ความเป็นมุนีทางกาย เป็นไฉน คือการละกายทุจริต ๓ อย่าง
เป็นกายโมเนยยะ กายสุจริต ๓ อย่าง เป็นกายโมเนยยะ ญาณมีกายเป็น
อารมณ์ เป็นกายโมเนยยะ มรรคอันสหรคตด้วยการกำหนดรู้กายเป็นกาย
โมเนยยะ การละฉันทราคะในกาย เป็นกายโมเนยยะ การเข้าจตุตถฌาน
อันดับเสียซึ่งกายสังขาร เป็นกายโมเนยยะ ในความเป็นมุนีเหล่านั้น
ความเป็นมุนีทางวาจาเป็นไฉน การละวจีทุจริต ๔ เป็นวจีโมเนยยะ
วจีสุจริต ๔ ญาณมีวาจาเป็นอารมณ์ มรรคอันสหรคต ด้วยการกำหนดรู้
วาจา การละฉันทราคะในวาจา การเข้าทุติยฌาน อันดับเสียซึ่งวจีสังขาร
เป็นวจีโมเนยยะ. ในความเป็นมุนีเหล่านั้น ความเป็นมุนีทางใจเป็นไฉน
การละมโนทุจริต ๓ เป็นมโนโมเนยยะ มโนสุจริต ๓ ญาณมีใจเป็นอารมณ์
มรรคอันสหรคตด้วยการกำหนดรู้ใจการละฉันทราคะในใจ การเข้าสัญญา

321