[๒๖๙] ครั้งนั้น ท่านพระปวิฏฐะได้กล่าวคำนี้กะท่านพระมุสิละว่า ดูกรท่านมุสิละ
เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ และจากการทนต่อ
ความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ท่านมุสิละมีญาณเฉพาะตัวท่านว่าเพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและ
มรณะ ดังนี้หรือ ฯ
พระมุสิละกล่าวว่า ท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามา ความ
ตรึกไปตามอาการ และการทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ผมย่อมรู้ย่อมเห็นอย่างนี้ว่า เพราะชาติ
เป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ ฯ
ป. ท่านมุสิละ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามา ความตรึกไปตาม
อาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ท่านมุสิละมีญาณเฉพาะตัวท่านว่า เพราะภพเป็นปัจจัย
จึงมีชาติ ฯลฯ เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ …เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน … เพราะ
เวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา …เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา … เพราะสฬายตนะ
เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ …เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ … เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย
จึงมีนามรูป …เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ … เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
ดังนี้หรือ ฯ
ม. ท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามาความตรึกไปตามอาการ
การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ผมย่อมรู้ ย่อมเห็นอย่างนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมี
สังขาร ฯ