พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๒๖๗] กกุธเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาค
ว่า ข้าแต่พระสมณะ พระองค์ทรงยินดีอยู่หรือ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรผู้มีอายุ เราได้อะไรจึงจะยินดี ฯ
กกุธเทวบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ ถ้าอย่างนั้นพระองค์ทรงเศร้าโศกอยู่หรือ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรผู้มีอายุ เราเสื่อมอะไรจึงจะเศร้าโศก ฯ
กกุธเทวบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ ถ้าอย่างนั้นพระองค์ไม่ทรงยินดีเลย ไม่ทรง
เศร้าโศกเลยหรือ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นเช่นนั้นผู้มีอายุ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๒๖๘] กกุธเทวบุตร กราบทูลว่า
ข้าแต่ภิกษุ พระองค์ไม่มีทุกข์บ้างหรือ ความเพลิดเพลินไม่มีบ้างหรือ
ความเบื่อหน่ายไม่ครอบงำพระองค์ผู้ประทับนั่งแต่พระองค์เดียวบ้างหรือ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๒๖๙] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรท่านผู้อันคนบูชา เราไม่มีทุกข์เลย และความเพลิดเพลินก็ไม่มี
อนึ่ง ความเบื่อหน่าย ก็ไม่ครอบงำเราผู้นั่งแต่ผู้เดียว ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๒๗๐] กกุธเทวบุตรกราบทูลว่า
ข้าแต่ภิกษุ ทำไมพระองค์จึงไม่มีทุกข์ ทำไมความเพลิดเพลินจึงไม่มี
ทำไมความเบื่อหน่าย จึงไม่ครอบงำพระองค์ผู้นั่งแต่ผู้เดียว ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๒๗๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ผู้มีทุกข์นั่นแหละ จึงมีความเพลิดเพลิน ผู้มีความเพลิดเพลินนั่นแหละ
จึงมีทุกข์ ภิกษุย่อมเป็นผู้ไม่มีความเพลิดเพลินไม่มีทุกข์ ท่านจงรู้อย่าง
นี้เถิด ผู้มีอายุ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๒๗๒] กกุธเทวบุตรกราบทูลว่า
นานหนอ ข้าพระองค์จึงพบเห็นภิกษุ ผู้เป็นพราหมณ์ดับรอบแล้ว
ไม่มีความเพลิดเพลิน ไม่มีทุกข์ ข้ามพ้นเครื่องข้องในโลกแล้ว ฯ
อุตตรสูตรที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๒๗๓] ราชคฤหนิทาน ฯ อุตตรเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้าง หนึ่งแล้ว ได้
กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า
ชีวิตมีอายุน้อย ถูกชราต้อนเข้าไป ชีวิตที่ถูกชราต้อนเข้าไปแล้ว ย่อม
ไม่มีที่ต้านทาน บุคคลเห็นภัยในมรณะนี้แล้วพึงทำบุญอันจะนำความ
สุขมาให้ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๒๗๔] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ชีวิตมีอายุน้อย ถูกชราต้อนเข้าไป ชีวิตที่ถูกชราต้อนเข้าไปแล้ว ย่อม
ไม่มีที่ต้านทาน ผู้เห็นภัยในความตายนี้ พึงละโลกามิสเสีย มุ่งต่อ
สันติ ฯ
อนาถปิณฑิกสูตรที่ ๑๐

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๒๗๕] อนาถบิณฑิกเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถา
เหล่านี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า
ก็พระเชตวันนี้นั้น อันหมู่แห่งท่านผู้แสวงคุณพำนักอยู่ พระธรรมราชา
ก็ประทับอยู่แล้ว เป็นที่ให้เกิดปีติแก่ข้าพระองค์ ฯ
สัตว์ทั้งหลาย ย่อมบริสุทธิ์ด้วยส่วน ๕ นี้ คือ กรรม วิชชา ธรรม
ศีล และชีวิตอันอุดม หาใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือทรัพย์ไม่ ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ของตน
พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคายอย่างนี้ จึงจะบริสุทธิ์ในธรรมนั้น พระ
สารีบุตรรูปเดียวเท่านั้น เป็นผู้ประเสริฐด้วยปัญญา ศีล และธรรม
เครื่องสงบระงับ ภิกษุใดเป็นผู้ถึงซึ่งฝั่ง ภิกษุนั้นก็มีท่านพระสารีบุตร
นั้นเป็นอย่างเยี่ยม ฯ
อนาถบิณฑิกเทวบุตร ครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำ
ประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๒๗๖] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค เมื่อล่วงราตรีนั้นแล้ว จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา
ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้เทวบุตรองค์หนึ่ง เมื่อราตรี ปฐมยามสิ้นไปแล้ว มีวรรณงาม
ยิ่งนัก ยังวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ก็อภิวาทเราแล้ว ได้
ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เทวบุตรนั้น ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าว
คาถาเหล่านี้ในสำนัก เราว่า
ก็พระเชตวันนี้นั้น อันหมู่แห่งท่านผู้แสวงคุณพำนักอยู่พระธรรมราชา
ก็ประทับอยู่แล้ว เป็นที่ให้เกิดปีติแก่ข้าพระองค์ ฯ
สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ด้วยส่วน ๕ นี้ คือ กรรม วิชชา ธรรม ศีล
และชีวิตอันอุดม หาใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือทรัพย์ไม่ ฯ
เพราะเหตุนั้นแหละ บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ของตน
พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคายอย่างนี้ จึงจะบริสุทธิ์ในธรรมนั้น พระ
สารีบุตรรูปเดียวเท่านั้น เป็นผู้ประเสริฐ ด้วยปัญญา ศีล และธรรม
เครื่องสงบระงับ ภิกษุใดเป็นผู้ถึงซึ่งฝั่ง ภิกษุนั้นก็มีท่านพระสารีบุตร
นั้นเป็นอย่างเยี่ยม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวบุตรนั้นครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว ก็อภิวาทเรา ทำประทักษิณแล้ว อันตรธาน
ไปในที่นั้นเอง ฯ