พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๑๒๗] ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มี พระภาคว่า
พระสมณโคดมผู้เจริญเป็นผู้องอาจหนอ ก็แหละพระสมณโคดม ทรงมีพระสติสัมปชัญญะอดกลั้น
ซึ่งเวทนาทั้งหลาย อันมีในพระสรีระเกิดขึ้นแล้ว เป็นความลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่สำราญ
ไม่ทรงสบาย ด้วยความที่ พระสมณโคดมเป็นผู้องอาจ มิได้ทรงเดือดร้อน ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๑๒๘] ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มี พระภาคว่า
พระสมณโคดมผู้เจริญเป็นผู้ใฝ่ธุระหนอ ก็แหละพระสมณโคดม ทรงมีพระสติสัมปชัญญะอดกลั้น
เวทนาทั้งหลายอันมีในพระสรีระเกิดขึ้นแล้ว เป็น ความลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่สำราญ ไม่
ทรงสบาย ด้วยความที่พระสมณโคดมเป็นผู้ใฝ่ธุระ มิได้ทรงเดือดร้อน ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๑๒๙] ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า
พระสมณโคดมผู้เจริญเป็นผู้ฝึกแล้วหนอ ก็แหละพระสมณโคดม ทรงมีพระสติสัมปชัญญะ อด
กลั้นซึ่งเวทนาทั้งหลายอันมีในพระสรีระเกิดขึ้นแล้ว เป็นความลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่
สำราญ ไม่ทรงสบาย ด้วยความที่พระ สมณโคดมเป็นผู้ฝึกแล้ว มิได้ทรงเดือดร้อน ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๑๓๐] ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า
ท่านทั้งหลายจงดูสมาธิที่พระสมณโคดมให้เจริญดีแล้ว อนึ่ง จิตพระสมณโคดมให้พ้นดีแล้ว
อนึ่ง จิตเป็นไปตามราคะ พระสมณโคดมไม่ให้น้อม ไปเฉพาะแล้ว อนึ่ง จิตเป็นไปตามโทสะ
พระสมณโคดมไม่ให้กลับมาแล้ว อนึ่ง จิตพระสมณโคดมหาต้องตั้งใจข่ม ต้องคอยห้ามกันไม่
บุคคลใดพึงสำคัญ พระสมณโคดมผู้เป็นบุรุษนาค เป็นบุรุษสีหะ เป็นบุรุษอาชาไนย เป็นบุรุษ
องอาจเป็นบุรุษใฝ่ธุระ เป็นบุรุษฝึกแล้วเห็นปานนี้ว่าเป็นผู้อันตนพึงล่วงเกิน บุคคลนั้น จะเป็น
อะไรนอกจากไม่มีตา ฯ
เทวดานั้นครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถาทั้งหลายนี้ว่า
พราหมณ์ทั้งหลายมีเวทห้า มีตบะ ประพฤติอยู่ตั้งร้อยปี แต่จิตของ
พราหมณ์เหล่านั้นไม่พ้นแล้วโดยชอบ พราหมณ์เหล่านั้นมีจิตเลว ย่อม
ไม่ลุถึงฝั่ง ฯ
พราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้อันตัณหาครอบงำแล้ว เกี่ยวข้องด้วยพรตและ
ศีล ประพฤติตบะอันเศร้าหมองอยู่ตั้งร้อยปีแต่จิตของพราหมณ์เหล่า
นั้นไม่พ้นแล้วโดยชอบ พราหมณ์เหล่านั้นมีจิตเลว ย่อมไม่ลุถึงฝั่ง ฯ
ความฝึกฝนย่อมไม่มีแก่บุคคลที่ใคร่มานะ ความรู้ย่อมไม่มีแก่บุคคลที่มี
จิตไม่ตั้งมั่น บุคคลผู้เดียวเมื่ออยู่ในป่า ประมาทอยู่แล้ว ไม่พึงข้ามพ้น
ฝั่งแห่งแดนมัจจุได้ ฯ
บุคคลละมานะแล้ว มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว มีจิตดี พ้นในธรรมทั้งปวงแล้ว
ผู้เดียว อยู่ในป่า ไม่ประมาทแล้ว บุคคลนั้นพึงข้ามพ้นฝั่งแห่งแดนมัจจุ
ได้ ฯ
ปฐมปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๑๓๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาในป่ามหาวัน เขตพระนคร
เวสาลี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว ธิดาของท้าวปัชชุนนะ ชื่อโกกนทา มีวรรณิอัน
งาม ยังป่ามหาวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึง
ถวายอภิวาท แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๑๓๒] ธิดาของท้าวปัชชุนนะ ชื่อโกกนทา ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้
กล่าวคาถาทั้งหลายนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า
หม่อมฉันชื่อว่าโกกนทา เป็นธิดาของท้าวปัชชุนนะ ย่อมไหว้เฉพาะ
พระสัมพุทธเจ้าผู้เลิศกว่าสัตว์ ผู้เสด็จอยู่ในป่า เขตพระนครเวสาลี
สุนทรพจน์ว่า ธรรมอันพระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาจักษุ ตามตรัสรู้
แล้วดังนี้ หม่อมฉันได้ยินแล้วในกาลก่อน แท้จริง หม่อมฉันนั้น
เมื่อพระสุคตผู้เป็นมุนีทรงแสดงอยู่ ย่อมรู้ประจักษ์ในกาลนี้ ชนเหล่า
ใดเหล่าหนึ่งมีปัญญาทราม ติเตียนธรรมอันประเสริฐเที่ยวไปอยู่ ชน
เหล่านั้น ย่อมเข้าถึงโรรุวนรกอันร้ายกาจ ประสบทุกข์ตลอดกาลนาน
ส่วนชนทั้งหลายเหล่าใดแล ประกอบด้วยความอดทนและความสงบใน
ธรรมอันประเสริฐ ชนทั้งหลายเหล่านั้น ละร่างกายอันเป็นของมนุษย์
แล้วจักยังหมู่เทวดาให้บริบูรณ์ ฯ
ทุติยปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๑๐

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๑๓๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาในป่ามหาวัน เขตพระนคร
เวสาลี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว ธิดาของท้าวปัชชุนนะ ชื่อจุลลโกกนทา มีวรรณงาม
ยังป่ามหาวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาท
พระผู้มีพระภาค แล้วยืนอยู่ ณ ที่ ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๑๓๔] ธิดาของท้าวปัชชุนนะ ชื่อจุลลโกกนทา ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ได้กล่าวคาถาทั้งหลายในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า
ธิดาของท้าวปัชชุนนะ ชื่อโกกนทา มีวรรณสว่างดังสายฟ้ามาแล้วใน
ที่นี้ ไหว้พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ได้กล่าวแล้วซึ่งคาถา
ทั้งหลายนี้มีประโยชน์เทียว หม่อมฉันพึงจำแนกธรรมนั้นโดยปริยายแม้
มาก ธรรมเช่นนั้นมีอยู่โดยปริยาย ธรรมเท่าใดที่หม่อมฉันศึกษาแล้วด้วย
ใจ หม่อมฉันจักกล่าวอรรถแห่งธรรมนั้นโดยย่อ ใครๆ ไม่ควรทำกรรม
อันลามกด้วยวาจา ด้วยใจ หรือด้วยกายอย่างไรๆ ในโลกทั้งปวง
ใครๆ ละกามทั้งหลายแล้ว มีสติสัมปชัญญะ ไม่พึงเสพทุกข์อันไม่
ประกอบด้วยประโยชน์ ฯ
จบ สตุลลปกายิกวรรค ที่ ๔
_________________________
สูตรที่กล่าวในสตุลลปกายิกวรรคนั้น สัพภิสูตร มัจฉริสูตร สาธุสูตร นสันติสูตร
อุชฌานสัญญิสูตร สัทธาสูตร สมยสูตร สกลิกสูตร ปัชชุนนธีตุสูตรทั้ง ๒ สูตร ฉะนี้แล ฯ
_________________________
อาทิตตวรรคที่ ๕
อาทิตตสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๑๓๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของ ท่านอานาถ
บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดาองค์หนึ่ง ซึ่ง
มีวรรณงาม ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ครั้นแล้วจึงอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วยืน อยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๑๓๖] เทวดานั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถา เหล่านี้ในสำนักพระผู้มีพระ
ภาคว่า
เมื่อเรือนถูกไฟไหม้แล้ว เจ้าของเรือนขนเอาภาชนะใดออกไปได้ ภาชนะ
นั้นย่อมเป็นประโยชน์แก่เขา ส่วนสิ่งของที่มิได้ขนออกไป ย่อมไหม้ใน
ไฟนั้น ฉันใด ฯ
โลก (คือหมู่สัตว์) อันชราและมรณะเผาแล้ว ก็ฉันนั้น ควรนำออก
(ซึ่งโภคสมบัติ) ด้วยการให้ทาน เพราะทานวัตถุที่บุคคลให้แล้ว ได้ชื่อ
ว่านำออกดีแล้ว ฯ
ทานวัตถุที่บุคคลให้แล้วนั้นย่อมมีสุขเป็นผล ที่ยังมิได้ให้ย่อมไม่เป็น
เหมือนเช่นนั้น โจรยังปล้นได้ พระราชายังริบได้เพลิงยังไหม้ได้ หรือ
สูญหายไปได้ ฯ
อนึ่ง บุคคลจำต้องละร่างกายพร้อมด้วยสิ่งเครื่องอาศัยด้วยตายจากไป
ผู้มีปัญญารู้ชัด ดั่งนี้แล้ว ควรใช้สอยและให้ทาน ฯ
เมื่อได้ให้ทานและใช้สอยตามควรแล้ว จะไม่ถูกติฉิน เข้าถึง สถานที่
อันเป็นสวรรค์ ฯ
กินททสูตรที่ ๒