พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๑๗] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าว คาถานี้ในสำนัก
พระผู้มีพระภาคว่า
ธรรมทั้งหลายอันชนพวกใดลืมเลือนแล้ว ชนพวกนั้น ย่อมถูกจูงไปใน
วาทะของชนพวกอื่น ชนพวกนั้นชื่อว่ายังหลับไม่ตื่น(กาลนี้) เป็นกาล
ควรเพื่อจะตื่นของชนพวกนั้น ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๑๘] ธรรมทั้งหลาย อันชนพวกใดไม่ลืมเลือนแล้ว ชนพวกนั้นย่อมไม่ถูก
จูงไปในวาทะของชนพวกอื่น บุคคลผู้รู้ดีทั้งหลายรู้ทั่วถึงโดยชอบแล้ว
ย่อมประพฤติเสมอในหมู่สัตว์ผู้ประพฤติไม่เสมอ ฯ
มานกามสูตรที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๑๙] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าว คาถานี้ในสำนัก
พระผู้มีพระภาคว่า
ทมะย่อมไม่มีแก่บุคคลที่ปรารถนามานะ ความรู้ย่อมไม่มีแก่บุคคลที่มี
จิตไม่ตั้งมั่น บุคคลผู้เดียว เมื่ออยู่ในป่าประมาทแล้ว ไม่พึงข้ามพ้นฝั่ง
แห่งเตภูมิกวัฏอันเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุได้ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๒๐] บุคคลละมานะแล้ว มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว มีจิตดี พ้นในธรรมทั้งปวงแล้ว
เป็นผู้เดียว เมื่ออยู่ในป่า ไม่ประมาทแล้วบุคคลนั้นพึงข้ามฝั่งแห่ง
เตภูมิกวัฏเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุได้ ฯ
อรัญญสูตรที่ ๑๐

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๒๑] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้ทูลถาม พระผู้มีพระภาค
ด้วยคาถาว่า
วรรณของภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในป่า ฉันภัตอยู่หนเดียว เป็น สัตบุรุษ
ผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐ ย่อมผ่องใสด้วยเหตุ อะไร ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๒๒] ภิกษุทั้งหลายไม่เศร้าโศกถึงปัจจัยที่ล่วงแล้ว ไม่ปรารถนาปัจจัยที่ยังมา
ไม่ถึง เลี้ยงตนด้วยปัจจัยที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า วรรณ (ของภิกษุทั้งหลาย
นั้น) ย่อมผ่องใสด้วยเหตุนั้นเพราะความปรารถนาถึงปัจจัยที่ยังไม่มาถึง
และความโศกถึงปัจจัยที่ล่วงแล้ว พวกพาลภิกษุจึงซูบซีด เหมือนต้นอ้อ
สดที่ถูกถอนเสียแล้ว ฉะนั้น
จบ นฬวรรค ที่ ๑
________________
สูตรที่กล่าวถึงในวรรคนั้น โอฆตรณสูตร นิโมกขสูตร อุปเนยยสูตร อัจเจนติสูตร
กติฉินทิสูตร ชาครสูตร อัปปฏิวิทิตสูตร สุสัมมุฏฐสูตร มานกามสูตร อรัญญสูตร เป็นที่ ๑๐
นฬวรรค ท่านกล่าวด้วยสูตรทั้ง ๑๐ นั้น ฉะนี้แล
___________________
นันทนวรรคที่ ๒
นันทนสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๒๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของท่าน
อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของ พระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๒๔] พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่อง เคยมีมาแล้ว
พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์องค์หนึ่งแวดล้อมด้วยหมู่นางอัปสร อิ่มเอิบ พรั่งพร้อมด้วยเบญจกามคุณ
อันเป็นทิพย์ พวกนางอัปสรบำเรออยู่ในสวนนันทวัน ได้กล่าวคาถานี้ในเวลานั้นว่า
เทวดาเหล่าใดไม่เห็นนันทวัน อันเป็นที่อยู่ของหมู่นรเทพ สามสิบ
ผู้มียศ เทวดาเหล่านั้นย่อมไม่รู้จักความสุข ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเทวดานั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เทวดาองค์ หนึ่งได้ย้อน
กล่าวกะเทวดานั้นด้วยคาถาว่า
ดูกรท่านผู้เขลา ท่านย่อมไม่รู้จักคำของพระอรหันต์ทั้งหลายว่า สังขาร
ทั้งปวงไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้ว
ก็ดับไป ความสงบระงับสังขารเหล่านั้นเสียได้เป็นสุข ฯ
นันทิสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (เล่ม 15)

[๒๖] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าวคาถานี้ในสำนัก
พระผู้มีพระภาคว่า
คนมีบุตรย่อมยินดีเพราะบุตรทั้งหลาย คนมีโค ย่อมยินดี เพราะโค
ทั้งหลายเหมือนกันฉะนั้น เพราะอุปธิเป็นความดีของ คน บุคคลใด
ไม่มีอุปธิ บุคคลนั้นไม่มียินดีเลย ฯ