พุทธธรรมสงฆ์


พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (เล่ม 14)

[๗๘๓] น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุเที่ยง
หรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯ
น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ฯ
ภิกษุณี. เป็นทุกข์ เจ้าข้า ฯ
น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็น
สิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิกษุณี. ไม่ควรเลย เจ้าข้า ฯ
น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน โสตเที่ยงหรือ
ไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ
น. ฆานะเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ
น. ชิวหาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ
น. กายเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ
น. มโนเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯ
น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ฯ
ภิกษุณี. เป็นทุกข์ เจ้าข้า ฯ
น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่ง
นั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิกษุณี. ไม่ควรเลย เจ้าข้า ฯ
น. นั่นเพราะเหตุไร ฯ
ภิกษุณี. เพราะเมื่อก่อน พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงว่า
อายตนะภายใน ๖ ของเรา ไม่เที่ยง แม้เพราะเหตุนี้ เจ้าข้า ฯ
น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ถูกละๆ พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ ตาม
ความเป็นจริง ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (เล่ม 14)

[๗๘๔] น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยง
หรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯ
น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ฯ
ภิกษุณี. เป็นทุกข์ เจ้าข้า ฯ
น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็น
สิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิกษุณี. ไม่ควรเลย เจ้าข้า ฯ
น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เสียงเที่ยง
หรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ
น. กลิ่นเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ
น. รสเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ
น. โผฏฐัพพะเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ
น. ธรรมารมณ์เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯ
น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ฯ
ภิกษุณี. เป็นทุกข์ เจ้าข้า ฯ
น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็น
สิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิกษุณี. ไม่ควรเลย เจ้าข้า ฯ
น. นั่นเพราะเหตุไร ฯ
ภิกษุณี. เพราะเมื่อก่อน พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริง
ว่า อายตนะภายนอก ๖ ของเรา ไม่เที่ยง แม้เพราะเหตุนี้เจ้าข้า ฯ
น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ถูกละๆ พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ ตาม
ความเป็นจริง ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (เล่ม 14)

[๗๘๕] น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุ
วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯ
น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ฯ
ภิกษุณี. เป็นทุกข์ เจ้าข้า ฯ
น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็น
สิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิกษุณี. ไม่ควรเลย เจ้าข้า ฯ
น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน โสตวิญญาณเที่ยง
หรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ
น. ฆานวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ
น. ชิวหาวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ
น. กายวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ
น. มโนวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ
ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯ
น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ฯ
ภิกษุณี. เป็นทุกข์ เจ้าข้า ฯ
น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่ง
นั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ
ภิกษุณี. ไม่ควรเลย เจ้าข้า ฯ
น. นั่นเพราะเหตุไร ฯ
ภิกษุณี. เพราะเมื่อก่อน พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาชอบ ตามความเป็นจริง
ว่า หมวดวิญญาณ ๖ ของเรา ไม่เที่ยง แม้เพราะเหตุนี้ เจ้าข้า ฯ
น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ถูกละๆ พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ ตาม
ความเป็นจริง ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (เล่ม 14)

[๗๘๖] ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย เปรียบเหมือนประทีปน้ำมันกำลังติดไฟอยู่ มีน้ำมัน
ก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไส้ก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไป เป็นธรรมดา เปลวไฟก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา แสงสว่างก็ไม่เที่ยงแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย
ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ว่า ประทีป น้ำมันที่กำลังติดไฟอยู่โน้น มีน้ำมันก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ไส้ก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เปลวไฟก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา แต่ว่า
แสงสว่างของประทีปนั้นแล เที่ยง ยั่งยืน เป็นไปติดต่อ ไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ผู้ที่กล่าวนั้นชื่อว่า พึงกล่าวชอบหรือหนอแล ฯ
ภิกษุณี. หามิได้ เจ้าข้า ฯ
น. นั่นเพราะอะไร ฯ
ภิกษุณี. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะประทีปน้ำมันที่กำลังติดไฟอยู่โน้นมีน้ำมันก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไส้ก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เปลวไฟก็ไม่เที่ยง แปรปรวน
ไปเป็นธรรมดา แสงสว่างของประทีปนั้นก็ต้องไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เช่นกัน ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (เล่ม 14)

[๗๘๗] น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล บุคคลใด พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
อายตนะภายใน ๖ ของเรา ไม่เที่ยง แต่เราอาศัยอายตนะภายในเสวยเวทนาใด เป็นสุขก็ตาม
เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตามเวทนานั้น เที่ยง ยั่งยืน เป็นไปติดต่อ ไม่มีความ
แปรปรวนไปเป็นธรรมดาบุคคลผู้กล่าวนั้น ชื่อว่ากล่าวชอบหรือหนอแล ฯ
ภิกษุณี. หามิได้ เจ้าข้า ฯ
น. นั่นเพราะเหตุไร ฯ
ภิกษุณี. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะเวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ อาศัยปัจจัยที่เกิด
แต่อายตนะภายในนั้นๆ แล้ว จึงเกิดขึ้นได้ เพราะปัจจัยที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ ดับ
เวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ จึงดับไป ฯ
น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ถูกละๆ พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ ตาม
ความเป็นจริง ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (เล่ม 14)

[๗๘๘] ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ มีรากก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ลำต้นก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา กิ่งและใบก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เงาก็ไม่เที่ยง แปรปรวน ไปเป็นธรรมดา ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย
ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่โน้น มีรากก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ลำต้นก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา กิ่งและใบก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา
แต่ว่าเงาของต้นไม้นั้นแล เที่ยง ยั่งยืน เป็นไปติดต่อ ไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ผู้ที่กล่าวนั้น ชื่อว่าพึงกล่าวชอบหรือหนอแล ฯ
ภิกษุณี. หามิได้ เจ้าข้า ฯ
น. นั่นเพราะเหตุไร ฯ
ภิกษุณี. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะต้นไม้ใหญ่ มีแก่นตั้งอยู่โน้น มีรากก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ลำต้นก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดากิ่งและใบก็ไม่เที่ยง
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เงาของต้นไม้นั้น ก็ต้องไม่เที่ยงแปรปรวนไปเป็นธรรมดาเช่นกัน ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (เล่ม 14)

[๗๘๙] น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล บุคคลใด พึงกล่าวอย่างนี้ว่า
อายตนะภายนอก ๖ ของเรา ไม่เที่ยง แต่เราอาศัยอายตนะ ภายนอกเสวยเวทนาใด เป็นสุขก็ตาม
เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม เวทนานั้น เที่ยง ยั่งยืนเป็นไปติดต่อ ไม่มีความ
แปรปรวนไปเป็นธรรมดา
บุคคลผู้กล่าวนั้น ชื่อว่ากล่าวชอบหรือหนอแล ฯ
ภิกษุณี. หามิได้ เจ้าข้า ฯ
น. นั่นเพราะเหตุไร ฯ
ภิกษุณี. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะเวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ อาศัยปัจจัย
ที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ แล้ว จึงเกิดขึ้นได้ เพราะปัจจัยที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ
ดับ เวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ จึงดับไป ฯ
น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ถูกละๆ พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ ตาม
ความเป็นจริง ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (เล่ม 14)

[๗๙๐] ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย เปรียบเหมือนคนฆ่าโค หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ฉลาด
ฆ่าโคแล้ว ใช้มีดแล่โคอันคมชำแหละโค แยกส่วนเนื้อข้างในแยกส่วนหนังข้างนอกไว้
ในส่วนเนื้อนั้น ส่วนใดเป็นเนื้อล่ำในระหว่าง เอ็นในระหว่าง เครื่องผูกในระหว่าง ก็ใช้มีด
แล่โคอันคมเถือ แล่ คว้านส่วนนั้นๆ ครั้นแล้วคลี่ส่วนหนังข้างนอกออก เอาปิดโคนั้นไว้
แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า โคตัวนี้ ประกอบด้วยหนังผืนนี้ เหมือนอย่างเดิมนั้นเอง ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย
คนฆ่าโคหรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้กล่าวนั้น ชื่อว่ากล่าวชอบหรือหนอแล ฯ
ภิกษุณี. หามิได้ เจ้าข้า ฯ
น. นั่นเพราะเหตุไร ฯ
ภิกษุณี. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะคนฆ่าโค หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ ฉลาดโน้น
ฆ่าโคแล้ว ใช้มีดแล่โคอันคมชำแหละโค แยกส่วนเนื้อข้างใน แยกส่วนหนังข้างนอกไว้
ในส่วนเนื้อนั้น ส่วนใดเป็นเนื้อล่ำในระหว่าง เอ็นในระหว่าง เครื่องผูกในระหว่าง ก็ใช้มีด
แล่โคอันคมเถือ แล่ คว้านส่วนนั้นๆ ครั้นแล้วคลี่ส่วนหนังข้างนอกออก เอาปิดโคนั้นไว้
แม้เขาจะกล่าวอย่างนี้ว่า โคตัว นี้ประกอบด้วยหนังผืนนี้ เหมือนอย่างเดิมนั่นเอง ก็จริง
ถึงกระนั้นแล โคนั้นก็แยกกันแล้วจากหนังผืนนั้น ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (เล่ม 14)

[๗๙๑] น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย เราเปรียบอุปมานี้เพื่อให้เข้าใจเนื้อความชัด เนื้อ
ความในอุปมานั้น มีดังต่อไปนี้ ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ข้อว่าส่วนเนื้อข้างในนั้น เป็นชื่อของ
อายตนะภายใน ๖ ส่วนหนังข้างนอกนั้น เป็นชื่อของอายตนะภายนอก ๖ เนื้อล่ำในระหว่าง
เอ็นในระหว่าง เครื่องผูกในระหว่าง นั้นเป็นชื่อของนันทิราคะ มีดแล่โคอันคมนั้น เป็นชื่อ
ของปัญญาอันประเสริฐ ซึ่งใช้เถือ แล่ คว้านกิเลสในระหว่าง สัญโญชน์ในระหว่าง เครื่องผูก
ใน ระหว่างได้ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (เล่ม 14)

[๗๙๒] ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย โพชฌงค์ที่ภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว เป็นเหตุ
ย่อมเข้าถึงเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ทำให้แจ้งเพราะรู้ยิ่ง
ด้วยตนเองในปัจจุบันอยู่ เหล่านี้มี ๗ อย่างแล ๗ อย่างเป็นไฉน ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย คือ
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
(๑) ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธอันน้อมไป
เพื่อความปลดปล่อย
(๒) ย่อมเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ...
(๓) ย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ...
(๔) ย่อมเจริญปีติสัมโพชฌงค์ ...
(๕) ย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ...
(๖) ย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ...
(๗) ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ
อันน้อมไปเพื่อความปลดปล่อย ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย เหล่านี้แล โพชฌงค์ ๗ ที่ภิกษุเจริญแล้ว
ทำให้มากแล้วเป็นเหตุ ย่อมเข้าถึงเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลาย
สิ้นไป ทำให้แจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันอยู่ ฯ