[๔๐๖] ธรรม ๔ อย่างที่แทงตลอดได้ยากเป็นไฉน คือสมาธิ ๔ ได้แก่ สมาธิเป็นไป
ในส่วนข้างเสื่อม ๑ สมาธิเป็นไปในส่วนข้างทรงอยู่ ๑ สมาธิเป็นไปในส่วนข้างวิเศษ ๑
สมาธิเป็นไปในส่วนข้างแทงตลอด ๑ ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้รู้ได้ยาก ฯ
[๔๐๖] ธรรม ๔ อย่างที่แทงตลอดได้ยากเป็นไฉน คือสมาธิ ๔ ได้แก่ สมาธิเป็นไป
ในส่วนข้างเสื่อม ๑ สมาธิเป็นไปในส่วนข้างทรงอยู่ ๑ สมาธิเป็นไปในส่วนข้างวิเศษ ๑
สมาธิเป็นไปในส่วนข้างแทงตลอด ๑ ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้รู้ได้ยาก ฯ
[๔๐๗] ธรรม ๔ อย่างที่ควรให้บังเกิดขึ้นเป็นไฉน คือญาณ ๔ ได้แก่ ญาณในธรรม ๑
ญาณในความคล้อยตาม ๑ ญาณในความกำหนด ๑ ญาณในสมมติ ๑ ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้
ควรให้บังเกิดขึ้น ฯ
[๔๐๘] ธรรม ๔ อย่างที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน คือ อริยสัจ ๔ ได้แก่ทุกขอริยสัจ ๑
ทุกขสมุทัยอริยสัจ ๑ ทุกขนิโรธอริยสัจ ๑ ทุกขนิโรธคามีนีปฏิปทาอริยสัจ ๑ ธรรม ๔ อย่าง
เหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ฯ
[๔๐๙] ธรรม ๔ อย่างที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน คือสามัญผล ๔ ได้แก่ โสดาปัตติผล ๑
สกทาคามิผล ๑ อนาคามิผล ๑ อรหัตตผล ๑ ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ควรกระทำให้แจ้ง ฯ
ธรรมทั้งสี่สิบดังพรรณนามานี้ เป็นของจริง แท้ แน่นอน ไม่เป็นอย่างอื่น ไม่ผิดพลาด
อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ฯ
[๔๑๐] ธรรม ๕ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๕ อย่างควรให้เจริญ ธรรม๕ อย่างควร
กำหนดให้รู้ ธรรม ๕ อย่างควรละ ธรรม ๕ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเสื่อม ธรรม ๕ อย่างเป็น
ไปในส่วนข้างวิเศษ ธรรม ๕ อย่างแทงตลอดได้ยากธรรม ๕ อย่างควรให้บังเกิดขึ้น ธรรม
๕ อย่างควรรู้ยิ่ง ธรรม ๕ อย่างควรทำให้แจ้ง ฯ
[๔๑๑] ธรรม ๕ อย่างที่มีอุปการะมากเป็นไฉน คือองค์เป็นที่ตั้งแห่งความเพียร ๕ คือ
ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีศรัทธาเชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต
ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึง
พร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่น
ยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม ๑
เป็นผู้มีอาพาธน้อย มีทุกข์น้อย ประกอบด้วยไฟธาตุมีผลสม่ำเสมอ ไม่เย็นนักไม่ร้อนนัก
พอปานกลาง ควรแก่การตั้ง ความเพียร ๑ เป็นผู้ไม่โอ้อวด ไม่มีมายากระทำตนให้แจ้งตาม
เป็นจริงในพระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจรรย์ผู้เป็นวิญญู ๑เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละ
อกุศลธรรม เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรมมีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระใน
กุศลธรรม ๑ เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญา อันเห็นความเกิดและความดับเป็นอริยะ เป็น
ไปเพื่อความแทงตลอดอันจะให้ถึงความสิ้นทุกข์ โดยชอบ ๑ ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้มีอุปการะ
มาก ฯ
[๔๑๒] ธรรม ๕ อย่างที่ควรให้เจริญเป็นไฉน คือสัมมาสมาธิ อันประกอบด้วยองค์ ๕
ได้แก่ปีติแผ่ไป ๑ สุขแผ่ไป ๑ การกำหนดใจผู้อื่นแผ่ไป ๑แสงสว่างแผ่ไป ๑ นิมิตเป็นเครื่อง
พิจารณา ๑ ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้ควรให้เจริญ ฯ
[๔๑๓] ธรรม ๕ อย่างที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน คืออุปาทานขันธ์ ๕ ได้แก่อุปาทาน
ขันธ์คือรูป อุปาทานขันธ์คือเวทนา อุปาทานขันธ์คือสัญญา อุปาทานขันธ์คือสังขาร อุปาทาน
ขันธ์คือวิญญาณ ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ฯ
[๔๑๔] ธรรม ๕ อย่างที่ควรละเป็นไฉน คือนิวรณ์ ๕ ได้แก่กามฉันทนิวรณ์ ๑
พยาปาทนิวรณ์ ๑ ถีนมิทธนิวรณ์ ๑ อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ๑ วิจิกิจฉานิวรณ์ ๑ ธรรม ๕ อย่าง
เหล่านี้ควรละ ฯ
[๔๑๕] ธรรม ๕ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน คือเจโตขีลธรรม ๕ ดูกร
ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระศาสนานี้ย่อมเคลือบแคลง สงสัย ไม่น้อมใจไปไม่เลื่อมใสใน
พระศาสดา จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อความ
เพียรไม่ขาดสาย เพื่อความตั้งมั่น ภิกษุใดย่อมเคลือบแคลง สงสัย ไม่น้อมไป ไม่เลื่อมใสใน
พระศาสดา จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อความ
เพียรไม่ขาดสาย เพื่อความตั้งมั่น จิตของภิกษุใดย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความ
ประกอบเนืองๆเพื่อความเพียรไม่ขาดสาย เพื่อความตั้งมั่น อันนี้เป็นเจโตขีลธรรมข้อที่หนึ่ง ฯ
อีกข้อหนึ่ง ภิกษุย่อมเคลือบแคลง สงสัย ไม่น้อมใจไป ไม่เลื่อมใสในพระธรรม ...
ในพระสงฆ์ ... ในความศึกษา ... ฯ
อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้โกรธ มีใจไม่แช่มชื่น ขัดใจ มีใจกระด้าง ในเพื่อนพรหมจรรย์
ภิกษุใดเป็นผู้โกรธ มีใจไม่แช่มชื่น ขัดใจ มีใจกระด้าง ในเพื่อนพรหมจรรย์ จิตของภิกษุนั้น
ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อความเพียรไม่ขาดสาย เพื่อความ
ตั้งมั่น จิตของภิกษุใดย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อความไม่
ขาดสาย เพื่อความตั้งมั่นอันนี้เป็นเจโตขีลธรรมข้อที่ ๕ ธรรม ๕ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วน
ข้างเสื่อม ฯ