[๓๙๖] ธรรม ๓ อย่างที่ควรให้บังเกิดขึ้นเป็นไฉน คือญาณ ๓ ได้แก่อตีตังสญาณ ๑
อนาคตังสญาณ ๑ ปัจจุปันนังสญาณ ๑ ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ควรให้บังเกิดขึ้น ฯ
[๓๙๖] ธรรม ๓ อย่างที่ควรให้บังเกิดขึ้นเป็นไฉน คือญาณ ๓ ได้แก่อตีตังสญาณ ๑
อนาคตังสญาณ ๑ ปัจจุปันนังสญาณ ๑ ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ควรให้บังเกิดขึ้น ฯ
[๓๙๗] ธรรม ๓ อย่างที่ควรรู้ยิ่งเป็นไฉน คือธาตุ ๓ ได้แก่กามธาตุ ๑รูปธาตุ ๑
อรูปธาตุ ๑ ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ ควรรู้ยิ่ง ฯ
[๓๙๘] ธรรม ๓ อย่างที่ควรทำให้แจ้งเป็นไฉน คือวิชชา ๓ ได้แก่วิชชาคือความรู้
ระลึกถึงชาติหนหลังได้ ๑ (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ) วิชชาคือความรู้ในการจุติและอุปบัติของ
สัตว์ทั้งหลาย ๑ (จุตูปปาตญาณ) วิชชาคือความรู้ในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ๑ (อาสวัก
ขยญาณ) ธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ฯ
ธรรมทั้ง ๓๐ ดังพรรณนามานี้ เป็นของจริง แท้ แน่นอน ไม่ผิดพลาดไม่เป็น
อย่างอื่น อันพระตถาคตตรัสรู้แล้วโดยชอบ ฯ
[๓๙๙] ธรรม ๔ อย่างมีอุปการะมาก ธรรม ๔ อย่างควรเจริญ ธรรม๔ อย่างควร
กำหนดรู้ ธรรม ๔ อย่างควรละ ธรรม ๔ อย่างเป็นไปในส่วนข้างเสื่อมธรรม ๔ อย่างเป็นไปใน
ส่วนข้างวิเศษ ธรรม ๔ อย่างแทงตลอดได้ยาก ธรรม ๔อย่างควรให้บังเกิดขึ้น ธรรม ๔ อย่าง
ควรรู้ยิ่ง ธรรม ๔ อย่างควรกระทำให้แจ้ง ฯ
[๔๐๐] ธรรม ๔ อย่างที่มีอุปการะมากเป็นไฉน คือจักร ๔ ได้แก่การอยู่ในประเทศ
อันสมควร ๑ การคบสัตบุรุษ ๑ การตั้งตนไว้ชอบ ๑ ความเป็นผู้มีบุญกระทำไว้แล้วในปาง
ก่อน ๑ ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้มีอุปการะมาก ฯ
[๔๐๑] ธรรม ๔ อย่างที่ควรให้เจริญเป็นไฉน คือสติปัฏฐาน ๔ ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ
มีสติ พึงกำจัดความยินดีความยินร้ายในโลกเสียได้ ๑พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆ อยู่
มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดความยินดีความยินร้ายในโลกเสียได้ ๑ พิจารณา
เห็นจิตในจิตเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดความยินดีความยินร้าย
ในโลกเสียได้ ๑พิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ
มีสติ พึงกำจัดความยินดีความยินร้ายในโลกเสียได้ ๑ ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ควรให้เจริญ ฯ
[๔๐๒] ธรรม ๔ อย่างที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน คืออาหาร ๔ ได้แก่กวฬิงการาหาร
ที่หยาบหรือละเอียด ๑ ผัสสาหาร ๑ มโนสัญเจตนาหาร ๑ วิญาณาหาร ๑ ธรรม ๔ อย่าง
เหล่านี้ควรกำหนดรู้ ฯ
[๔๐๓] ธรรม ๔ อย่างที่ควรละเป็นไฉน คือโอฆะ ๔ ได้แก่โอฆะคือกาม ๑ โอฆะ
คือภพ ๑ โอฆะคือทิฐิ ๑ โอฆะคืออวิชชา ๑ ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ควรละ ฯ
[๔๐๔] ธรรม ๔ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างเสื่อมเป็นไฉน คือ โยคะ ๔ได้แก่โยคะ
คือกาม โยคะคือภพ โยคะคือทิฐิ โยคะ คืออวิชชา ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วน
ข้างเสื่อม ฯ
[๔๐๕] ธรรม ๔ อย่างที่เป็นไปในส่วนข้างวิเศษเป็นไฉน คือความพราก๔ ได้แก่
ความพรากจากกาม ๑ ความพรากจากภพ ๑ ความพรากจากทิฐิ ๑ ความพรากจากอวิชชา ๑
ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้เป็นไปในส่วนข้างวิเศษ ฯ