พุทธธรรมสงฆ์


พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (เล่ม 11)

[๒๖๖] ทักขิณาวิสุทธิ ๔ อย่าง
๑. ทักขิณาบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหกมีอยู่ ฯ
๒. ทักขิณาบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายกมีอยู่ ฯ
๓. ทักขิณาไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่ายปฏิคาหกมีอยู่ ฯ
๔. ทักขิณาที่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกทั้งฝ่ายปฏิคาหกมีอยู่ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (เล่ม 11)

[๒๖๗] สังคหวัตถุ ๔ อย่าง
๑. ทาน [การให้ปัน]
๒. ปิยวัชช [เจรจาวาจาที่อ่อนหวาน]
๓. อัตถจริยา [ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์]
๔. สมานัตตตา [ความเป็นผู้มีตนเสมอ]

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (เล่ม 11)

[๒๖๘] อนริยโวหาร ๔ อย่าง
๑. มุสาวาท [พูดเท็จ]
๒. ปิสุณาวาจา [พูดส่อเสียด]
๓. ผรุสวาจา [พูดคำหยาบ]
๔. สัมผัปปลาป [พูดเพ้อเจ้อ]

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (เล่ม 11)

[๒๖๙] อริยโวหาร ๔ อย่าง
๑. มุสาวาทา เวรมณี [เว้นจากพูดเท็จ]
๒. ปิสุณาย วาจาย เวรมณี [เว้นจากพูดส่อเสียด]
๓. ผรุสาย วาจาย เวรมณี [เว้นจากพูดคำหยาบ]
๔. สัมผัปปลาปา เวรมณี [เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ]

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (เล่ม 11)

[๒๗๐] อนริยโวหารอีก ๔ อย่าง
๑. เมื่อไม่ได้เห็นพูดว่าได้เห็น
๒. เมื่อไม่ได้ยินพูดว่าได้ยิน
๓. เมื่อไม่ได้ทราบพูดว่าได้ทราบ
๔. เมื่อไม่ได้รู้แจ้งพูดว่าได้รู้แจ้ง ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (เล่ม 11)

[๒๗๑] อริยโวหารอีก ๔ อย่าง
๑. เมื่อไม่ได้เห็นพูดว่าไม่ได้เห็น
๒. เมื่อไม่ได้ยินพูดว่าไม่ได้ยิน
๓. เมื่อไม่ได้ทราบพูดว่าไม่ได้ทราบ
๔. เมื่อไม่ได้รู้แจ้งพูดว่าไม่ได้รู้แจ้ง ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (เล่ม 11)

[๒๗๒] อนริยโวหารอีก ๔ อย่าง
๑. เมื่อได้เห็นพูดว่าไม่ได้เห็น
๒. เมื่อได้ยินพูดว่าไม่ได้ยิน
๓. เมื่อได้ทราบพูดว่าไม่ได้ทราบ
๔. เมื่อรู้แจ้งพูดว่าไม่รู้แจ้ง ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (เล่ม 11)

[๒๗๓] อริยโวหารอีก ๔ อย่าง
๑. เมื่อได้เห็นพูดว่าได้เห็น
๒. เมื่อได้ยินพูดว่าได้ยิน
๓. เมื่อได้ทราบพูดว่าได้ทราบ
๔. เมื่อได้รู้แจ้งพูดว่าได้รู้แจ้ง

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (เล่ม 11)

[๒๗๔] บุคคล ๔ อย่าง
๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน เป็นผู้ขวน
ขวายในการประกอบเหตุเป็นเครื่องทำตนให้เดือดร้อน ฯ
๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เป็นผู้ขวน
ขวายในการประกอบเหตุเป็นเครื่องทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ฯ
๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน เป็นผู้ขวน
ขวายในการประกอบเหตุเป็นเครื่องทำตนให้เดือดร้อนด้วย เป็นผู้ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เป็นผู้
ขวนขวายในการประกอบเหตุเป็นเครื่องทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย ฯ
๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่เป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน ไม่เป็น
ผู้ขวนขวายในการประกอบเหตุเป็นเครื่องทำตนให้เดือดร้อนด้วยเป็นผู้ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน
ไม่เป็นผู้ขวนขวายในการประกอบเหตุเป็นเครื่องทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย เขาไม่ทำตนให้เดือด
ร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน เป็นผู้หายหิวดับสนิท เยือกเย็น เสวยความสุขมีตนเป็นเสมือน
พรหมอยู่ในปัจจุบัน ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (เล่ม 11)

[๒๗๕] บุคคลอีก ๔ อย่าง
๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนไม่ปฏิบัติ
เพื่อประโยชน์ผู้อื่น ฯ
๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ฯ
๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน
ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ฯ
๔. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนด้วย
เพื่อประโยชน์ผู้อื่นด้วย ฯ