พุทธธรรมสงฆ์


พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร (เล่ม 8)

[๙๔๐] อุปสัมปทาขันธกะ ๑ อุโปสถขันธกะ ๑ วัสสูปนายิกขันธกะ ๑ ปวารณา
ขันธกะ ๑ จัมมขันธกะ ๑ เภสัชชขันธกะ ๑ กฐินขันธกะ ๑ จีวรขันธกะ ๑ จัมเปยยขันธกะ ๑
โกสัมพิกขันธกะ ๑ กัมมขันธกะ ๑ ปาริวาสิกขันธกะ ๑ สมุจจยขันธกะ ๑ สมถขันธกะ ๑
ขุททกขันธกะ ๑ เสนาสนขันธกะ ๑ สังฆเภทขันธกะ ๑ สมาจารขันธกะ ๑ ปาติโมกขฐปน
ขันธกะ ๑ ภิกขุนีขันธกะ ๑ ปัญจสติกขันธกะ ๑ สัตตสติกขันธกะ ๑ฯ
หัวข้อประจำเรื่อง จบ
----------------
เอกุตตริกะ
หมวด ๑
ว่าด้วยธรรมก่ออาบัติเป็นต้น

พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร (เล่ม 8)

[๙๔๑] พึงรู้ธรรมที่ก่ออาบัติ. พึงรู้ธรรมที่ไม่ก่ออาบัติ. พึงรู้อาบัติ. พึงรู้อนาบัติ.
พึงรู้อาบัติเบา. พึงรู้อาบัติหนัก. พึงรู้อาบัติมีส่วนเหลือ. พึงรู้อาบัติหาส่วนเหลือมิได้. พึงรู้อาบัติ
ชั่วหยาบ. พึงรู้อาบัติไม่ชั่วหยาบ. พึงรู้อาบัติที่ทำคืนได้. พึงรู้อาบัติที่ทำคืนไม่ได้. พึงรู้อาบัติที่
เป็นเทสนาคามินี. พึงรู้อาบัติที่ไม่เป็นเทสนาคามินี. พึงรู้อาบัติที่ทำอันตราย. พึงรู้อาบัติที่ไม่ทำ
อันตราย. พึงรู้อาบัติที่ทรงบัญญัติพร้อมทั้งโทษ. พึงรู้อาบัติที่ทรงบัญญัติไม่มีโทษ. พึงรู้อาบัติที่เกิด
แต่การทำ. พึงรู้อาบัติที่เกิดแต่การไม่ทำ. พึงรู้อาบัติที่เกิดแต่การทำและไม่ทำ พึงรู้อาบัติก่อน.
พึงรู้อาบัติหลัง. พึงรู้อาบัติระหว่างแห่งอาบัติก่อน. พึงรู้อาบัติระหว่างแห่งอาบัติหลัง. พึงรู้อาบัติ
นับเข้าในจำนวนที่แสดงแล้ว. พึงรู้อาบัติไม่นับเข้าในจำนวนที่แสดงแล้ว. พึงรู้บัญญัติ. พึงรู้
อนุบัญญัติ. พึงรู้อนุปันนบัญญัติ. พึงรู้สัพพัตถบัญญัติ. พึงรู้ปเทสบัญญัติ. พึงรู้สาธารณบัญญัติ.
พึงรู้อสาธารณบัญญัติ. พึงรู้เอกโตบัญญัติ. พึงรู้อุภโตบัญญัติ. พึงรู้อาบัติมีโทษหนัก. พึงรู้อาบัติ
มีโทษเบา. พึงรู้อาบัติที่เกี่ยวกับคฤหัสถ์. พึงรู้อาบัติที่ไม่เกี่ยวกับคฤหัสถ์. พึงรู้อาบัติที่แน่นอน.
พึงรู้อาบัติที่ไม่แน่นอน. พึงรู้บุคคลผู้ทำทีแรก. พึงรู้บุคคลผู้ไม่ทำทีแรก. พึงรู้บุคคลผู้ต้องอาบัติ
ไม่เป็นนิจ. พึงรู้บุคคลผู้ต้องอาบัติเนืองๆ. พึงรู้บุคคลผู้เป็นโจทก์. พึงรู้บุคคลผู้เป็นจำเลย.
พึงรู้บุคคลผู้ฟ้องไม่เป็นธรรม. พึงรู้บุคคลผู้ถูกฟ้องไม่เป็นธรรม. พึงรู้บุคคลผู้ฟ้องเป็นธรรม.
พึงรู้บุคคลผู้ถูกฟ้องเป็นธรรม. พึงรู้บุคคลผู้แน่นอน. พึงรู้บุคคลผู้ไม่แน่นอน. พึงรู้บุคคลผู้ควร
ต้องอาบัติ. พึงรู้บุคคลผู้ไม่ควรต้องอาบัติ. พึงรู้บุคคลผู้ถูกสงฆ์ยกวัตร. พึงรู้บุคคลผู้ไม่ถูกสงฆ์
ยกวัตร. พึงรู้บุคคลผู้ถูกนาสนะ. พึงรู้บุคคลผู้ไม่ถูกนาสนะ. พึงรู้บุคคลผู้มีสังวาสเสมอกัน.
พึงรู้บุคคลผู้มีสังวาสต่างกัน. พึงรู้การงดปาติโมกข์ แล.
หมวด ๑ จบ
----------------
หัวข้อประจำหมวด

พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร (เล่ม 8)

[๙๔๒] ก่ออาบัติและไม่ก่ออาบัติ อาบัติและอนาบัติ อาบัติเบาและอาบัติหนัก
อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติหาส่วนเหลือมิได้ อาบัติชั่วหยาบและไม่ชั่วหยาบ อาบัติทำคืนได้
และทำคืนไม่ได้ อาบัติแสดงได้และแสดงไม่ได้ อาบัติทำอันตรายและไม่ทำอันตราย อาบัติมี
โทษและไม่มีโทษ อาบัติเกิดแต่การทำและไม่ทำ อาบัติเกิดแต่การทำด้วยการไม่ทำด้วย อาบัติ
ที่ต้องก่อนและต้องหลังอันตราบัติ อาบัติที่นับเข้าในจำนวนและไม่นับเข้าในจำนวน บัญญัติและ
อนุบัญญัติ อนุปันนบัญญัติ สัพพัตถบัญญัติและปเทสบัญญัติ สาธารณบัญญัติและอสาธารณ-
บัญญัติ เอกโตบัญญัติและอุภโตบัญญัติ อาบัติชั่วหยาบและไม่ชั่วหยาบ อาบัติเกี่ยวกับคฤหัสถ์
และไม่เกี่ยวกับคฤหัสถ์ อาบัติแน่นอนและไม่แน่นอน บุคคลผู้ทำทีแรกและไม่ได้ทำทีแรก
ผู้ต้องอาบัติไม่เป็นนิจ ผู้ต้องอาบัติเนืองๆ โจทก์และจำเลย ผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องไม่เป็นธรรม
ผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องเป็นธรรม ผู้แน่นอนและไม่แน่นอน ผู้ควรต้องอาบัติและไม่ควรต้องอาบัติ
ผู้ถูกยกวัตรและไม่ถูกยกวัตร ผู้ถูกนาสนะและไม่ถูกนาสนะ ผู้มีสังวาสเสมอกันและมีสังวาส
ต่างกัน การงด หัวข้อดังกล่าวนี้จัดเป็นหมวด ๑.
หัวข้อประจำหมวด จบ
----------------
หมวด ๒
ว่าด้วยสัญญาวิโมกข์เป็นต้น

พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร (เล่ม 8)

[๙๔๓] มีอยู่อาบัติเป็นสัญญาวิโมกข์ มีอยู่อาบัติมิใช่สัญญาวิโมกข์. มีอยู่อาบัติ
ของภิกษุผู้ได้สมาบัติ มีอยู่อาบัติของภิกษุผู้ไม่ได้สมาบัติ. มีอยู่อาบัติเกี่ยวด้วยสัทธรรม มีอยู่
อาบัติไม่เกี่ยวด้วยสัทธรรม. มีอยู่อาบัติเกี่ยวด้วยบริขารของตน มีอยู่อาบัติเกี่ยวด้วยบริขาร
ของผู้อื่น. มีอยู่อาบัติเกี่ยวด้วยบุคคล คือตนเอง มีอยู่อาบัติเกี่ยวด้วยบุคคลอื่น. มีอยู่
ภิกษุพูดจริงต้องอาบัติหนัก มีอยู่ภิกษุพูดเท็จต้องอาบัติเบา. มีอยู่ภิกษุพูดเท็จต้องอาบัติหนัก
มีอยู่ภิกษุพูดจริงต้องอาบัติเบา. มีอยู่อาบัติภิกษุอยู่บนแผ่นดินจึงต้อง อยู่ในอากาศไม่ต้อง
มีอยู่อาบัติภิกษุอยู่ในอากาศจึงต้อง อยู่บนแผ่นดินไม่ต้อง. มีอยู่อาบัติภิกษุออกไปจึงต้อง
เข้าไปไม่ต้อง มีอยู่อาบัติภิกษุเข้าไปจึงต้อง ออกไปไม่ต้อง. มีอยู่อาบัติภิกษุถือเอาจึงต้อง
มีอยู่อาบัติภิกษุไม่ถือเอาจึงต้อง. มีอยู่อาบัติภิกษุสมาทานจึงต้อง มีอยู่อาบัติภิกษุไม่สมาทานจึงต้อง.
มีอยู่อาบัติภิกษุทำจึงต้อง มีอยู่อาบัติภิกษุไม่ทำจึงต้อง. มีอยู่อาบัติภิกษุให้จึงต้อง มีอยู่อาบัติภิกษุ
ไม่ให้จึงต้อง. มีอยู่อาบัติภิกษุรับจึงต้อง มีอยู่อาบัติภิกษุไม่รับจึงต้อง. มีอยู่อาบัติภิกษุต้องเพราะ
บริโภค มีอยู่อาบัติภิกษุต้อง เพราะไม่บริโภค. มีอยู่อาบัติภิกษุต้องในกลางคืนไม่ต้องในกลางวัน
มีอยู่อาบัติภิกษุต้องในกลางวัน ไม่ต้องในกลางคืน. มีอยู่อาบัติภิกษุต้องเพราะอรุณขึ้น มีอยู่
อาบัติภิกษุต้องไม่ใช่เพราะอรุณขึ้น. มีอยู่อาบัติภิกษุตัดจึงต้อง มีอยู่อาบัติภิกษุไม่ตัดจึงต้อง. มีอยู่
อาบัติภิกษุปิดจึงต้อง มีอยู่อาบัติภิกษุไม่ปิดจึงต้อง. มีอยู่อาบัติภิกษุทรงไว้จึงต้อง มีอยู่อาบัติ
ภิกษุไม่ทรงไว้จึงต้อง.
ว่าด้วยอุโบสถเป็นต้น

พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร (เล่ม 8)

[๙๔๔] อุโบสถมี ๒ คืออุโบสถในวันสิบสี่ ๑ อุโบสถในวันสิบห้า ๑.
ปวารณามี ๒ คือ ปวารณาในวันสิบสี่ ๑ ปวารณาในวันสิบห้า ๑.
กรรมมี ๒ คือ อปโลกนกรรม ๑ ญัตติกรรม ๑. กรรมแม้อื่นอีกมี ๒ คือ ญัตติ
ทุติยกรรม ๑ ญัตติจตุตถกรรม ๑.
วัตถุแห่งกรรมมี ๒ คือวัตถุแห่งอปโลกนกรรม ๑ วัตถุแห่งญัตติกรรม ๑. วัตถุแห่ง
กรรมแม้อื่นอีกมี ๒ คือ วัตถุแห่งญัตติทุติยกรรม ๑ วัตถุแห่งญัตติจตุตถกรรม ๑.
โทษแห่งกรรมมี ๒ คือ โทษแห่งอปโลกนกรรม ๑ โทษแห่งญัตติกรรม ๑. โทษแห่ง
กรรมแม้อื่นอีกมี ๒ คือ โทษแห่งญัตติทุติยกรรม ๑ โทษแห่งญัตติจตุตถกรรม ๑.
สมบัติแห่งกรรมมี ๒ คือ สมบัติแห่งอปโลกนกรรม ๑ สมบัติแห่งญัตติกรรม ๑.
สมบัติแห่งกรรมแม้อื่นอีกมี ๒ คือ สมบัติแห่งญัตติทุติยกรรม ๑ สมบัติแห่งญัตติจตุตถกรรม ๑.
ภูมิของภิกษุนานาสังวาสมี ๒ คือ ตนเองทำตนให้มีสังวาสต่างกัน ๑ สงฆ์ผู้พร้อม
เพรียงกันยกภิกษุนั้นเสีย เพราะไม่เห็นอาบัติ เพราะไม่ทำคืนอาบัติ หรือเพราะไม่สละทิฏฐิ ๑.
ภูมิของภิกษุสมานสังวาสมี ๒ คือ ตนเองทำตนให้มีสังวาสเสมอกัน ๑ สงฆ์พร้อม
เพรียงกันเรียกภิกษุนั้นผู้ถูกยกวัตร เพราะไม่เห็นอาบัติ เพราะไม่ทำคืนอาบัติ หรือเพราะไม่สละ
ทิฏฐิ เข้าหมู่ ๑.
ว่าด้วยปาราชิกเป็นต้น

พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร (เล่ม 8)

[๙๔๕] ปาราชิกมี ๒ คือ ของภิกษุ ๑ ของภิกษุณี ๑.
สังฆาทิเสสมี ๒ คือ ของภิกษุ ๑ ของภิกษุณี ๑.
ถุลลัจจัยมี ๒ คือ ของภิกษุ ๑ ของภิกษุณี ๑.
ปาจิตตีย์มี ๒ คือ ของภิกษุ ๑ ของภิกษุณี ๑.
ปาฏิเทสนียะมี ๒ คือ ของภิกษุ ๑ ของภิกษุณี ๑.
ทุกกฏมี ๒ คือ ของภิกษุ ๑ ของภิกษุณี ๑.
ทุพภาสิตมี ๒ คือ ของภิกษุ ๑ ของภิกษุณี ๑.
อาบัติของภิกษุมี ๗ ของภิกษุณีก็มี ๗.
กองอาบัติของภิกษุมี ๗ ของภิกษุณีก็มี ๗.
สงฆ์แตกกันด้วยอาการ ๒ คือ ด้วยกรรม ๑ ด้วยให้จับสลาก ๑.
ว่าด้วยบุคคล

พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร (เล่ม 8)

[๙๔๖] บุคคล ๒ พวก สงฆ์ไม่พึงอุปสมบท คือ ผู้มีกาลบกพร่อง ๑ ผู้มีอวัยวะ
บกพร่อง ๑.
บุคคลแม้อื่นอีก ๒ พวก สงฆ์ไม่พึงอุปสมบท คือ ผู้มีวัตถุวิบัติ ๑ ผู้มีการกระทำ
เสียหาย ๑.
บุคคลแม้อื่นอีก ๒ พวก สงฆ์ไม่พึงอุปสมบท คือ ผู้ไม่บริบูรณ์ ๑ ผู้บริบูรณ์ แต่
ไม่ขออุปสมบท ๑.
ไม่ควรอาศัยบุคคล ๒ พวกอยู่ คือ ผู้อลัชชี ๑ ผู้พาล ๑.
ไม่ควรให้นิสัย แก่บุคคล ๒ พวก คือ ผู้อลัชชี ๑ ผู้ลัชชีแต่ไม่ขอ ๑.
ควรให้นิสัย แก่บุคคล ๒ พวก คือ ผู้โง่ ๑ ผู้ลัชชีแต่ขอ ๑.
บุคคล ๒ พวก ไม่ควรต้องอาบัติ คือ พระพุทธเจ้า ๑ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑.
บุคคล ๒ พวก รวมต้องอาบัติ คือ ภิกษุ ๑ ภิกษุณี ๑.
บุคคล ๒ พวก ไม่ควรแกล้งต้องอาบัติ คือ ภิกษุชั้นอริยบุคคล ๑ ภิกษุณีชั้น
อริยบุคคล ๑.
บุคคล ๒ พวก ควรแกล้งต้องอาบัติ คือ ภิกษุปุถุชน ๑ ภิกษุณีปุถุชน ๑.
บุคคล ๒ พวก ไม่ควรแกล้งประพฤติล่วงวัตถุเป็นไปกับด้วยโทษ คือ ภิกษุชั้น
อริยบุคคล ๑ ภิกษุณีชั้นอริยบุคคล ๑.
บุคคล ๒ พวก ควรแกล้งประพฤติล่วงวัตถุเป็นไปกับด้วยโทษ คือ ภิกษุปุถุชน ๑
ภิกษุณีปุถุชน ๑.
ว่าด้วยคัดค้านเป็นต้น

พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร (เล่ม 8)

[๙๔๗] การคัดค้านมี ๒ คือ คัดค้านด้วยกาย ๑ คัดค้านด้วยวาจา ๑.
การขับออกจากหมู่มี ๒ คือ มีอยู่ บุคคลยังไม่ถึงการขับออก ถ้าสงฆ์ขับบุคคล
นั้นออก บางคนเป็นอันขับออกดีแล้ว ๑ บางคนเป็นอันขับออกไม่ดี ๑.
การเรียกเข้าหมู่มี ๒ คือ มีอยู่ บุคคลยังไม่ถึงการเรียกเข้าหมู่ ถ้าสงฆ์เรียกบุคคล
นั้นเข้าหมู่ บางคนเป็นอันเรียกเข้าหมู่ดีแล้ว ๑ บางคนเป็นอันเรียกเข้าหมู่ไม่ดี ๑.
ปฏิญญามี ๒ คือ ปฏิญญาด้วยกาย ๑ ปฏิญญาด้วยวาจา ๑.
การรับมี ๒ คือ รับด้วยกาย ๑ รับด้วยของเนื่องด้วยกาย ๑.
การห้ามมี ๒ คือ ห้ามด้วยกาย ๑ ห้ามด้วยวาจา ๑.
การลบล้างมี ๒ คือ ลบล้างสิกขา ๑ ลบล้างโภคะ ๑.
โจทมี ๒ คือ โจทด้วยกาย ๑ โจทด้วยวาจา ๑.
ว่าด้วยความกังวลเป็นต้น

พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร (เล่ม 8)

[๙๔๘] กฐินมีปลิโพธ ๒ คือ ปลิโพธในอาวาส ๑ ปลิโพธในจีวร ๑.
กฐินไม่มีปลิโพธ ๒ คือ ไม่มีปลิโพธในอาวาส ๑ ไม่มีปลิโพธในจีวร ๑.
จีวรมี ๒ คือ คหบดีจีวร ๑ บังสุกุลจีวร ๑.
บาตรมี ๒ คือ บาตรเหล็ก ๑ บาตรดิน ๑.
เชิงบาตรมี ๒ คือ เชิงบาตรทำด้วยดีบุก ๑ เชิงบาตรทำด้วยตะกั่ว ๑
อธิษฐานบาตรมี ๒ คือ อธิษฐานด้วยกาย ๑ อธิษฐานด้วยวาจา ๑.
อธิษฐานจีวรมี ๒ คือ อธิษฐานด้วยกาย ๑ อธิษฐานด้วยวาจา ๑.
วิกัปมี ๒ คือ วิกัปต่อหน้า ๑ วิกัปลับหลัง ๑.
วินัยมี ๒ คือ วินัยของภิกษุ ๑ วินัยของภิกษุณี ๑.
อรรถที่สำเร็จในวินัยมี ๒ คือ ข้อบัญญัติ ๑ ข้ออนุโลมบัญญัติ ๑.
วินัยมีความขัดเกลา ๒ คือ กำจัดสิ่งไม่ควรด้วยอริยมรรค ๑ ความทำพอประมาณใน
สิ่งที่ควร ๑ฯ
ว่าด้วยต้องอาบัติด้วยอาการ ๒ อย่างเป็นต้น

พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร (เล่ม 8)

[๙๔๙] ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๒ คือ ต้องด้วยกาย ๑ ต้องด้วยวาจา ๑.
ภิกษุออกจากอาบัติด้วยอาการ ๒ คือ ออกด้วยกาย ๑ ออกด้วยวาจา ๑.
ปริวาสมี ๒ คือ ปฏิจฉันนปริวาส ๑ อัปปฏิจฉันนปริวาส ๑.
ปริวาสแม้อย่างอื่นมีอีก ๒ คือ สุทธันตปริวาส ๑ สโมธานปริวาส ๑.
มานัตมี ๒ คือ ปฏิจฉันนมานัต ๑ อัปปฏิจฉันนมานัต ๑.
มานัตแม้อย่างอื่นมีอีก ๒ คือ ปักขมานัต ๑ สโมธานมานัต ๑.
รัตติเฉทของบุคคล ๒ คือ ของปริวาสิกภิกษุ ๑ ของมานัตจาริกภิกษุ ๑.
ว่าด้วยไม่เอื้อเฟื้อเป็นต้น