พุทธธรรมสงฆ์


พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร (เล่ม 8)

[๘๒๐] ถามว่า เพราะปัจจัย คือ ยินดีการเคล้าคลึงด้วยกาย อาบัติสงเคราะห์ด้วย
กองอาบัติเท่าไร บรรดากองอาบัติ ๗?
ตอบว่า เพราะปัจจัย คือ ยินดีการเคล้าคลึงด้วยกาย อาบัติสงเคราะห์ด้วยกองอาบัติ
๕ บรรดาอาบัติ ๗ กอง คือ บางทีด้วยกองอาบัติปาราชิก บางทีด้วยกองอาบัติสังฆาทิเสส บางที
ด้วยกองอาบัติถุลลัจจัย บางทีด้วยกองอาบัติปาจิตตีย์ บางทีด้วยกองอาบัติทุกกฏ
ถามว่า เพราะปัจจัย คือ ขอนมส้มมาฉัน อาบัติสงเคราะห์ด้วยกองอาบัติเท่าไร
บรรดากองอาบัติ ๗?
ตอบว่า เพราะปัจจัย คือ ขอนมส้มมาฉัน อาบัติสงเคราะห์ด้วยกองอาบัติ ๒ บรรดา
กองอาบัติ ๗ คือ บางทีด้วยกองอาบัติปาฏิเทสนียะ บางทีด้วยกองอาบัติทุกกฏ.
สังคหวารที่ ๔ จบ
----------------
สมุฏฐานวารที่ ๕

พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร (เล่ม 8)

[๘๒๑] ถามว่า เพราะปัจจัย คือ ยินดีการเคล้าคลึงด้วยกาย อาบัติเกิดด้วยสมุฏฐาน
เท่าไร บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖?
ตอบว่า เพราะปัจจัย คือ ยินดีการเคล้าคลึงด้วยกาย อาบัติเกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง
บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ คือ บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา
ถามว่า เพราะปัจจัย คือ ขอนมส้มมาฉัน อาบัติเกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร บรรดา
สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖?
ตอบว่า เพราะปัจจัย คือ ขอนมส้มมาฉัน อาบัติเกิดด้วยสมุฏฐาน ๔ บรรดา
สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ คือ บางทีเกิดแต่กาย มิใช่วาจา มิใช่จิต บางทีเกิดแต่กายกับวาจา มิใช่
จิต บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา บางทีเกิดแต่กายวาจา และจิต.
สมุฏฐานวารที่ ๕ จบ
----------------
อธิกรณวารที่ ๖

พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร (เล่ม 8)

[๘๒๒] ถามว่า เพราะปัจจัย คือ ยินดีการเคล้าคลึงด้วยกาย อาบัติจัดเป็นอธิกรณ์
ไหน บรรดาอธิกรณ์ ๔?
ตอบว่า เพราะปัจจัย คือ ยินดีการเคล้าคลึงด้วยกาย อาบัติจัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์
บรรดาอธิกรณ์ ๔
ถามว่า เพราะปัจจัย คือ ขอนมส้มมาฉัน อาบัติจัดเป็นอธิกรณ์ไหน บรรดาอธิกรณ์ ๔?
ตอบว่า เพราะปัจจัย คือ ขอนมส้มมาฉัน อาบัติจัดเป็นอาปัตตาอธิกรณ์บรรดา
อธิกรณ์ ๔.
อธิกรณวารที่ ๖ จบ
----------------
สมถวารที่ ๗

พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร (เล่ม 8)

[๘๒๓] ถามว่า เพราะปัจจัย คือ ยินดีการเคล้าคลึงด้วยกาย อาบัติย่อมระงับด้วย
สมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗?
ตอบว่า เพราะปัจจัย คือ ยินดีการเคล้าคลึงด้วยกาย อาบัติย่อมระงับด้วยสมถะ ๓
บรรดาสมถะ ๗ คือ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วยปฏิญญาตกรณะ ๑ บางทีด้วยสัมมุขาวินัยกับ
ติณวัตถารกะ ๑
ถามว่า เพราะปัจจัย คือ ขอนมส้มมาฉัน อาบัติย่อมระงับด้วยสมถะเท่าไร บรรดา
สมถะ ๗?
ตอบว่า เพราะปัจจัย คือ ขอนมส้มมาฉัน อาบัติย่อมระงับด้วยสมถะ ๓ บรรดา
สมถะ ๗ คือ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วยปฏิญญาตกรณะ ๑ บางทีด้วยสัมมุขาวินัยกับ
ติณวัตถารกะ ๑.
สมถวารที่ ๗ จบ
----------------
สมุจจยวารที่ ๘

พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร (เล่ม 8)

[๘๒๔] ถามว่า เพราะปัจจัย คือ ยินดีการเคล้าคลึงด้วยกาย ภิกษุ ภิกษุณีต้องอาบัติ
เท่าไร?
ตอบว่า เพราะปัจจัย คือ ยินดีการเคล้าคลึงด้วยกาย ภิกษุ ภิกษุณีต้องอาบัติ ๕ คือ
ภิกษุณีผู้กำหนัดยินดีการจับต้องอวัยวะใต้รากขวัญลงมา เหนือหัวเข่าขึ้นไป ของบุรุษบุคคล
ผู้กำหนัด ต้องอาบัติปาราชิก ๑ ภิกษุถูกต้องกายด้วยกาย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๑ เอากาย
ถูกต้องของเนื่องกายด้วย ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๑ เอาของเนื่องด้วยกายถูกต้องของเนื่องด้วยกาย
ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะจี้ด้วยนิ้วมือ ๑
เพราะปัจจัย คือ ยินดีการเคล้าคลึงด้วยกาย ภิกษุ ภิกษุณี ต้องอาบัติ ๕ เหล่านี้.
ถ. อาบัติเหล่านั้น จัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ ๔?
สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติเท่าไร บรรดากองอาบัติ ๗?
เกิดขึ้นด้วยสมุฏฐานเท่าไร บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖?
เป็นอธิกรณ์อะไร บรรดาอธิกรณ์ ๔?
ระงับด้วยสมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗?
ต. อาบัติเหล่านั้น จัดเป็นวิบัติ ๒ บรรดาวิบัติ ๔ คือ บางทีเป็นศีลวิบัติ บางทีเป็น
อาจารวิบัติ สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติ ๕ บรรดากองอาบัติ ๗ คือ บางทีด้วยกองอาบัติปาราชิก
บางทีด้วยกองอาบัติสังฆาทิเสส บางทีด้วยกองอาบัติถุลลัจจัย บางทีด้วยกองอาบัติปาจิตตีย์
บางทีด้วยกองอาบัติทุกกฏ.
เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่
วาจา เป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔ ระงับด้วยสมถะ ๓ บรรดาสมถะ ๗ คือ บางทีด้วย
สัมมุขาวินัย ๑ ด้วยปฏิญญาตกรณะ ๑ บางทีด้วยสัมมุขาวินัยกับติณวัตถารกะ ๑.

พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร (เล่ม 8)

[๘๒๕] ถามว่า เพราะปัจจัย คือ ขอนมส้มมาฉัน ต้องอาบัติเท่าไร?
ตอบว่า เพราะปัจจัย คือ ขอนมส้มมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ คือ รับประเคนด้วยมุ่ง
จักฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ ๑ ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะทุกๆ คำกลืน ๑
เพราะปัจจัย คือ ขอนมส้มมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ เหล่านี้.
ถ. อาบัติเหล่านั้น จัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ ๔? สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติ
เท่าไร บรรดากองอาบัติ ๗? เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖? เป็น
อธิกรณ์อะไร บรรดาอธิกรณ์ ๔? ระงับด้วยสมถะเท่าไร บรรดาสมถะ ๗?
ต. อาบัติเหล่านั้น จัดเป็นวิบัติอย่างหนึ่ง บรรดาวิบัติ ๔ คือ อาจารวิบัติ สงเคราะห์
ด้วยกองอาบัติ ๒ บรรดากองอาบัติ ๗ คือ บางทีด้วยกองอาบัติปาฏิเทสนียะ บางทีด้วยกองอาบัติ
ทุกกฏ.
เกิดด้วยสมุฏฐาน ๔ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ คือ บางทีเกิดแต่กาย มิใช่วาจา
มิใช่จิต บางทีเกิดแต่กายกับวาจา มิใช่จิต บางทีเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา บางทีเกิดแต่กาย
วาจาและจิต เป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔ ระงับด้วยสมถะ ๓ บรรดาสมถะ ๗ คือ
บางทีด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วยปฏิญญาตกรณะ ๑ บางทีด้วยสัมมุขาวินัยกับติณวัตถารกะ ๑.
สมุจจยวารที่ ๘ จบ
ปัจจัยวาร ๘ จบ
ภิกขุนีวิภังค์ ๑๖ มหาวาร จบ
----------------
ย่อหัวข้อสมุฏฐาน

พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร (เล่ม 8)

[๘๒๖] สังขารทั้งปวงที่ปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
พระนิพพานและบัญญัติ ท่านวินิจฉัยว่า เป็นอนัตตา. เมื่อดวงจันทร์ คือ
พระพุทธเจ้ายังไม่เกิดขึ้น เมื่อดวงอาทิตย์ คือ พระพุทธเจ้า ยังไม่อุทัย
ขึ้นมา เพียงแต่ชื่อของสภาคธรรมเหล่านั้น ก็ยังไม่มีใครรู้จัก. พระมหา
วีรเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้มีพระจักษุ ทรงทำทุกกรกิริยามีอย่างต่างๆ ทรง
บำเพ็ญบารมีแล้วเสด็จอุบัติในโลกเป็นไปกับพรหมโลก พระองค์ทรง
แสดงพระสัทธรรม อันดับเสียซึ่งทุกข์ นำมาซึ่งความสุข. พระอังคีรส
ศากยมุนี ผู้อนุเคราะห์แก่ประชาทุกถ้วนหน้า อุดมกว่าสรรพสัตว์
ดุจราชสีห์ ทรงแสดงพระไตรปิฎก คือ พระวินัย ๑ พระสุตตันตะ ๑
พระอภิธรรม ๑ ซึ่งมีคุณมาก อย่างนี้ พระสัทธรรมจะเป็นไปได้ ผิว่า
พระวินัย คือ อุภโตวิภังค์ ขันธกะและมาติกา ที่ร้อยกรองด้วยคัมภีร์
บริวาร เหมือนดอกไม้ร้อยด้วยเส้นด้าย ยังดำรงอยู่. ในคัมภีร์บริวารนั้นแล
สมุฏฐานท่านจัดไว้แน่นอน ความเจือปนกัน และนิทานอื่นย่อมเห็นได้
ในพระสูตรข้างหน้า เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักด้วยดี ใคร่ต่อ
ธรรม พึงศึกษาคัมภีร์บริวารเถิด. ในวันอุโบสถ ภิกษุและภิกษุณีย่อม
สวดสิกขาบท อันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ในวิภังค์ทั้ง ๒ ข้าพเจ้าจัก
กล่าวสมุฏฐานตามที่รู้ ขอท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า. ปฐมปราชิกสิกขาบท
๑ ทุติยปาราชิกสิกขาบท ๑ ต่อแต่นั้น สัญจริตสิกขาบท ๑ สมนุภาสน
สิกขาบท ๑ อติเรกจีวรสิกขาบท ๑ เอฬกโลมสิกขาบททั้งหลาย ๑
ปทโสธัมมสิกขาบท ๑ ภูตาโรจนสิกขาบท ๑ สังวิธานสิกขาบท ๑
เถยยสัตถสิกขาบท ๑ เทสนาสิกขาบท ๑ โจรีวุฏฐาปนสิกขาบท ๑ รวม
กับการบวชสตรีที่มารดาบิดา หรือสามีไม่อนุญาต จึงเป็นสมุฏฐาน ๑๓.
ในอุภโตวิภังค์นี้ นัยแห่งสมุฏฐาน ๑๓ นี้ วิญญูชนทั้งหลาย คิดกันแล้ว
ที่คล้ายคลึงกัน ย่อมปรากฏในสมุฏฐานอันหนึ่งๆ.
ปฐมปาราชิกสมุฏฐาน

พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร (เล่ม 8)

[๘๒๗] สิกขาบทว่าด้วยเสพเมถุน ๑ สิกขาบทว่าด้วยปล่อยน้ำสุกกะ ๑ สิกขาบทว่า
ด้วยเคล้าคลึงกาย ๑ อนิยตสิกขาบทที่หนึ่ง ๑ สิกขาบทว่าด้วยนอนแซกภิกษุผู้เข้าไปอยู่ก่อน ๑
สิกขาบทว่าด้วยฉันบิณฑบาตที่ภิกษุณีแนะให้เขาถวาย ๑ สิกขาบทว่าด้วยนั่งในที่ลับกับภิกษุณี ๑
สิกขาบทว่าด้วยแทรกแซงในสโภชนสกุล ๑ สิกขาบทว่าด้วยนั่งในที่ลับ ๒ สิกขาบท ๑ สิกขาบท
ว่าด้วยจี้ด้วยนิ้วมือ ๑ สิกขาบทว่าด้วยหัวเราะในน้ำ ๑ สิกขาบทว่าด้วยให้ประหาร ๑ สิกขาบท
ว่าด้วยเงือดเงื้อหอกคือฝ่ามือ ๑ เสขิยวัตร ๕๓ สิกขาบท ๑ อธักขกสิกขาบทของภิกษุณี ๑
คามันตรคมนสิกขาบท ๑ สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีพอใจรับของฉันจากมือบุรุษ ๑ สิกขาบทว่าด้วย
ใช้ของลับกระทบกัน ๑ สิกขาบทว่าด้วยยินดีท่อนยางกลม ๑ สิกขาบทว่าด้วยยินดีชำระด้วยน้ำ ๑
สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีอยู่จำพรรษาแล้วไม่หลีกไปสู่จาริก ๑ สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีไม่ไปรับโอวาท
๑ สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีไม่ติดตามปวัตตินี ๑ สิกขาบทเหล่านี้ รวม ๗๖ สิกขาบท ท่านจัดไว้
เป็นสิกขาบทมีกายกับจิตเป็นสมุฏฐาน ทุกๆ สิกขาบทมีสมุฏฐานอันหนึ่งเหมือนปฐมปาราชิก
สิกขาบท ฉะนั้น.
ปฐมปาราชิกสมุฏฐาน จบ
----------------
ทุติยปาราชิกสมุฏฐาน

พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร (เล่ม 8)

[๘๒๘] สิกขาบทว่าด้วยถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ ๑ สิกขาบทว่าด้วยพรากกาย
มนุษย์ ๑ สิกขาบทว่าด้วยกล่าวอวดธรรมอันยิ่งของมนุษย์ ๑ สิกขาบทว่าด้วยพูดเคาะด้วยวาจา
ชั่วหยาบ ๑ สิกขาบทว่าด้วยกล่าวบำเรอตนด้วยกาม ๑ สิกขาบทว่าด้วยตามกำจัดด้วยปาราชิก
ธรรมไม่มีมูล ๑ สิกขาบทว่าด้วยถือเอาเลศแห่งอธิกรณ์เรื่องอื่น ๑ อนิยตสิกขาบทที่สอง ๑
สิกขาบทว่าด้วยให้จีวรแล้วชิงเอาคืนมา ๑ สิกขาบทว่าด้วยน้อมลาภของสงฆ์มาเพื่อตน ๑
สิกขาบทว่าด้วยพูดเท็จ ๑ สิกขาบทว่าด้วยด่า ๑ สิกขาบทว่าด้วยพูดส่อเสียดภิกษุ ๑ สิกขาบท
ว่าด้วยบอกอาบัติชั่วหยาบ ๑ สิกขาบทว่าด้วยขุดแผ่นดิน ๑ สิกขาบทว่าด้วยพรากภูตคาม ๑
สิกขาบทว่าด้วยพูดกลบเกลื่อน ๑ สิกขาบทว่าด้วยโพนทะนา ๑ สิกขาบทว่าด้วยฉุดคร่าออกจาก
วิหาร ๑ สิกขาบทว่าด้วยเอาน้ำรด ๑ สิกขาบทว่าด้วยสอนภิกษุณีเพราะเห็นแก่อามิส ๑ สิกขาบท
ว่าด้วยภิกษุฉันเสร็จแล้ว ๑ สิกขาบทว่าด้วยการชวนภิกษุเข้าไปบิณฑบาตในบ้าน ๑ สิกขาบทว่า
ด้วยการไม่เอื้อเฟื้อ ๑ สิกขาบทว่าด้วยการหลอกภิกษุให้กลัวผี ๑ สิกขาบทว่าด้วยการซ่อนบริขาร
๑ สิกขาบทว่าด้วยการแกล้งพรากสัตว์จากชีวิต ๑ สิกขาบทว่าด้วยภิกษุรู้อยู่ใช้น้ำมีตัวสัตว์ ๑
สิกขาบทว่าด้วยฟื้นอธิกรณ์เพื่อทำใหม่ ๑ สิกขาบทว่าด้วยบวชคนมีอายุหย่อน ๒๐ ปี ๑ สิกขาบท
ว่าด้วยการอยู่ร่วมกับภิกษุที่สงฆ์ยกวัตร ๑ สิกขาบทว่าด้วยการสมโภคกับสามเณรที่ถูกนาสนะ ๑
สิกขาบทว่าด้วยภิกษุผู้อันภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวโดยชอบธรรม ๑ สิกขาบทว่าด้วยธรรมอันเป็นไป
เพื่อความยุ่งเหยิง ๑ สิกขาบทว่าด้วยการแกล้งทำหลง ๑ สิกขาบทว่าด้วยการโจทด้วยอาบัติสังฆา
ทิเสสไม่มีมูล ๑ สิกขาบทว่าด้วยการแกล้งก่อความรำคาญ ๑ สิกขาบทว่าด้วยการให้ฉันทะเพื่อ
กรรมที่เป็นธรรมแล้วกลับบ่นว่า ๑ สิกขาบทว่าด้วยการให้จีวร แล้วกลับบ่นว่า ๑ สิกขาบทว่า
ด้วยการน้อมลาภสงฆ์ไปเพื่อบุคคล ๑ สิกขาบทว่าด้วยคำที่ว่าบุรุษบุคคลนั่นจักทำอะไรแก่ท่านได้ ๑
สิกขาบทว่าด้วยอธิษฐานอกาลจีวรเป็นกาลจีวรแล้วให้แจก ๑ สิกขาบทว่าด้วยแลกจีวรกับภิกษุณี
แล้วชิงคืนมา ๑ สิกขาบทว่าด้วยการยกโทษผู้อื่นด้วยความถือผิดเข้าใจผิด ๑ สิกขาบทว่าด้วยแช่ง
ด้วยนรก ๑ สิกขาบทที่ว่าภิกษุณีใดพึงทำอันตรายแก่จีวรลาภของคณะ ๑ สิกขาบทที่ว่าภิกษุณีใด
พึงห้ามการแจกจีวรอันเป็นธรรม ๑ สิกขาบทที่ว่าภิกษุณีใดพึงยังสมัยจีวรกาลให้ล่วงไปด้วยหวังจะ
จะได้จีวรอันไม่แน่นอน ๑ สิกขาบทที่ว่าภิกษุณีใดพึงห้ามการเดาะกฐินที่เป็นธรรม ๑ สิกขาบทที่
ว่าภิกษุณีใดพึงแกล้งก่อความไม่ผาสุกแก่ภิกษุณี ๑ สิกขาบทที่ว่าภิกษุณีใดให้ที่อยู่แล้ว ไม่พอใจ
ฉุดคร่าภิกษุณีออก ๑ สิกขาบทที่ว่าภิกษุณีใดด่าหรือกล่าวขู่ภิกษุ ๑ สิกขาบทที่ว่า ภิกษุณีใด
ดุร้ายกล่าวขู่คณะ ๑ สิกขาบทที่ว่าภิกษุณีใดหวงสกุล ๑ สิกขาบทที่ว่าด้วยการบวชสตรีมีครรภ์ ๑
สิกขาบทที่ว่าด้วยการบวชสตรีแม่ลูกอ่อน ๑ สิกขาบทที่ว่าภิกษุณีใดบวชสิกขมานาผู้ยังไม่ได้ศึกษา
ในธรรม ๖ ครบ ๒ ปี ๑ สิกขาบทที่ว่าภิกษุณีใดบวชสิกขมานาผู้ศึกษาเสร็จในธรรม ๖ ครบ ๒ ปี
แต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติ ๑ สิกขาบทที่ว่าด้วยการบวชสตรีคฤหัสถ์ ๓ สิกขาบท ๑ สิกขาบทที่ว่า
ด้วยการบวชเด็กหญิงรวม ๓ สิกขาบท ๑ สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีมีพรรษาหย่อน ๑๒ ให้อุปสมบท
๑ สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีมีพรรษาครบ ๑๒ แล้ว แต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติให้อุปสมบท ๑ สิกขาบท
ว่าด้วยภิกษุณีอันภิกษุณีทั้งหลายอย่าเพ่อก่อน ท่านอย่ายังสิกขมานาให้อุปสมบท ๑ สิกขาบทว่า
ด้วยภิกษุณียังสิกขมานาผู้มีใจร้ายยังชายให้ระทมโศกให้อุปสมบท ๑ สิกขาบทว่าด้วยให้อุปสมบท
ด้วยมอบฉันทะที่ค้างคราว ๑ สิกขาบทว่าด้วยให้อุปสมบททุกๆ ปี ๑ สิกขาบทว่าด้วยให้สิกขมานา
บวชปีละ ๒ รูป ๑ สิกขาบทเหล่านี้รวม ๗๐ สิกขาบท จัดเป็นสมุฏฐาน ๓ คือ เกิดแต่กายกับ
จิต มิใช่วาจา เกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย และเกิดแต่ทวาร ๓ เหมือนทุติยปาราชิกสิกขาบท
ฉะนั้น.
ทุติยปาราชิกสมุฏฐาน จบ
----------------
สัญจริตตสมุฏฐาน

พระวินัยปิฎก เล่ม ๘ ปริวาร (เล่ม 8)

[๘๒๙] สิกขาบทว่าด้วยชักสื่อ ๑ สิกขาบทว่าด้วยสร้างกุฏิ ๑ สิกขาบทว่าด้วยสร้าง
วิหาร ๑ สิกขาบทว่าด้วยใช้ภิกษุณีซักจีวรเก่า ๑ สิกขาบทว่าด้วยรับจีวร ๑ สิกขาบทว่าด้วยใช้
ภิกษุณีขอจีวร ๑ สิกขาบทว่าด้วยยินดีเฉพาะผ้าอุตราสงค์และอันตรวาสก ๑ สิกขาบทว่าด้วยถึง
ความกำหนดในจีวร ๒ สิกขาบท ๑ สิกขาบทว่าด้วยส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรด้วยทูต ๑ สิกขาบท
ว่าด้วยให้ทำสันถัตเจือไหม ๑ สิกขาบทว่าด้วยให้ทำสันถัตขนเจียมดำล้วน ๑ สิกขาบทว่าด้วยให้
ทำสันถัตถือเอาขนเจียมดำ ๒ ส่วน ๑ สิกขาบทว่าด้วยใช้สันถัตใหม่ให้ได้ ๖ ปี ๑ สิกขาบทว่า
ด้วยให้ทำสันถัตสำหรับนั่ง ๑ สิกขาบทว่าด้วยการทอดทิ้งอุเทศ ๑ สิกขาบทว่าด้วยรับรูปิยะ ๑
สิกขาบทว่าด้วยแลกเปลี่ยนและซื้อขายมีประการต่างๆ รวม ๒ สิกขาบท ๑ สิกขาบทว่าด้วย
บาตรมีรอยร้าวหย่อน ๕ แห่ง ๑ สิกขาบทว่าด้วยแสวงหาผ้าอาบน้ำฝน ๑ สิกขาบทว่าด้วยขอด้าย
๑ สิกขาบทว่าด้วยเข้าไปหาช่างหูกถึงความกำหนดในจีวร ๑ สิกขาบทว่าด้วยวางเช็ดหน้าจนถึง
กรอบประตู ๑ สิกขาบทว่าด้วยให้จีวรแก่ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ๑ สิกขาบทว่าด้วยเย็บจีวรของภิกษุณี
ผู้มิใช่ญาติ ๑ สิกขาบทว่าด้วยปวารณาด้วยขนม ๑ สิกขาบทว่าด้วยปวารณาด้วยปัจจัยสี่ ๑
สิกขาบทว่าด้วยการติดไฟผิง ๑ สิกขาบทว่าด้วยการเก็บรตนะ ๑ สิกขาบทว่าด้วยกล่องเข็ม ๑
สิกขาบทว่าด้วยทำเตียง ๑ สิกขาบทว่าด้วยทำเตียงตั่งหุ้มนุ่น ๑ สิกขาบทว่าด้วยทำผ้าปูนั่ง ๑
สิกขาบทว่าด้วยทำผ้าปิดฝี ๑ สิกขาบทว่าด้วยทำผ้าอาบน้ำฝน ๑ สิกขาบทว่าด้วยทำจีวรขนาดสุคต
จีวร ๑ สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีขอของอื่นแล้วขอของอื่นอีก ๑ สิกขาบทที่ว่าภิกษุณีให้จ่ายของอื่น
แล้วให้จ่ายของอื่นอีก ๑ สิกขาบทที่ว่าภิกษุณีให้จ่ายของอื่นด้วยบริขารของสงฆ์ ๒ สิกขาบท ๑
สิกขาบทที่ว่าภิกษุณีให้จ่ายของอื่นด้วยบริขารของคนหมู่มาก ๑ สิกขาบทที่ว่าภิกษุณีให้จ่ายของ
อื่นด้วยบริขารส่วนบุคคล ๑ สิกขาบทที่ว่าภิกษุณีให้จ่ายผ้าห่มบาง ๑ สิกขาบทที่ว่าภิกษุณีให้
จ่ายผ้าห่มหนา ๑ สิกขาบทที่ว่าภิกษุณีทิ้งอาหารเป็นเดน ๒ สิกขาบท ๑ สิกขาบทที่ว่าภิกษุณีให้
ทำผ้าอาบน้ำเกินประมาณ ๑ สิกขาบทที่ว่าภิกษุณีให้สมณจีวร ๑ ธรรมคือสิกขาบทเหล่านี้ ๕๐
ถ้วนเกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ คือ เกิดแต่กาย มิใช่วาจาแลจิต เกิดแต่วาจา มิใช่กายแลจิต เกิด
แต่กายกับวาจา มิใช่จิต เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา เกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กาย และเกิด
ด้วยทวาร ๓ อนึ่ง สิกขาบทเหล่านี้ มีสมุฏฐาน ๖ เช่นกับสัญจริตตสิกขาบท.
สัญจริตตสมุฏฐาน จบ
----------------
สมนุภาสนสมุฏฐาน