พุทธธรรมสงฆ์


พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ (เล่ม 7)

[๖๓๕] สมณพราหมณ์เศร้าหมอง เพราะราคะและโทสะ เป็นคนอันอวิชชา
หุ้มห่อ เพลิดเพลิน รูปที่น่ารัก เป็นคนไม่รู้ พวกหนึ่ง ดื่มสุราเมรัย
พวกหนึ่งเสพเมถุน พวกหนึ่งยินดีเงินและทอง พวกหนึ่งเป็นอยู่โดยมิจฉาชีพ
เครื่องเศร้าหมองเหล่านี้ พระ พุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์
ตรัสว่า เป็นเหตุ ให้สมณพราหมณ์พวกหนึ่งเศร้าหมอง ไม่มีสง่า ไม่ผ่องใส
ไม่บริสุทธิ์ มีกิเลสธุลีดุจมฤค ถูกความมืดรัดรึง เป็นทาส ตัณหา พร้อมด้วย
กิเลส เครื่องนำไปสู่ภพ ย่อมเพิ่มพูนสถาน ทิ้งซากศพให้มาก ย่อมถือเอา
ภพใหม่ต่อไป ฯ

พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ (เล่ม 7)

[๖๓๖] ข้าพเจ้าผู้มีวาทะอย่างนี้กล่าวสิ่งไม่เป็นธรรม ว่าไม่เป็นธรรม สิ่งเป็นธรรม
ว่าเป็นธรรม สิ่งไม่เป็นวินัย ว่าไม่เป็นวินัย สิ่งเป็นวินัย ว่าเป็น วินัย เขาหาว่า ด่า บริภาษ
อุบาสกอุบาสิกา ผู้มีศรัทธาเลื่อมใส ทำให้ไม่ เลื่อมใส ฯ
เรื่องนายบ้านชื่อมณีจูฬกะ

พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ (เล่ม 7)

[๖๓๗] ท่านทั้งหลาย สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่เวฬุวัน วิหาร อันเป็น
สถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ชนทั้งหลายนั่งประชุมกัน
ในราชบริษัท ภายในราชสำนัก ได้ยกถ้อยคำนี้ขึ้นสนทนา ในระหว่างว่า ทองและเงินย่อมควร
แก่พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร พระสมณะ เชื้อสายพระศากยบุตรย่อมยินดีทองและเงิน
พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรย่อมรับทองและเงิน ก็คราวนั้น นายบ้านชื่อมณีจูฬกะ
นั่งอยู่ในบริษัทนั้นด้วย เขาได้กล่าวกะบริษัทนั้นว่า นาย พวกท่านอย่าได้พูดอย่างนั้น ทองและ
เงินไม่ควร แก่พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรไม่ยินดี ทองและ
เงิน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรไม่รับทองและเงิน พระสมณะเชื้อ สายพระศากยบุตรมีแก้ว
และทองอันวางเสียแล้ว ปราศจากทองและเงิน นายบ้าน ชื่อมณีจูฬกะสามารถชี้แจงให้บริษัท
นั้นเข้าใจ ครั้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูล
พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธ เจ้าข้า ชนทั้งหลายนั่งประชุมกันในราชบริษัทภายในราชสำนัก ได้
ยกถ้อยคำนี้ ขึ้นสนทนาในระหว่างว่า ทองและเงินควรแก่พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร
พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรยินดีทองและเงิน พระสมณะเชื้อสายพระศากย บุตรรับทองและ
เงิน เมื่อชนทั้งหลายพูดอย่างนี้แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าได้พูดกะบริษัท นั้นว่า นาย พวกท่านอย่าได้
พูดเช่นนี้ ทองและเงินไม่ควรแก่พระสมณะเชื้อสาย พระศากยบุตร พระสมณะเชื้อสายพระศากย
บุตรไม่ยินดีทองและเงิน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรไม่รับทองและเงิน พระสมณะ
เชื้อสายพระศากยบุตรมีแก้ว และทองอันวางเสียแล้ว ปราศจากทองและเงิน ข้าพระพุทธเจ้าสามารถ
ชี้แจงให้ บริษัทนั้นเข้าใจได้ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าพยากรณ์อย่างนี้ ชื่อว่ากล่าวคล้อยตามพระผู้มี
พระภาค ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำเท็จ ชื่อว่าพยากรณ์ธรรมอัน สมควรแก่ธรรม และ
สหธรรมิกบางรูป ผู้กล่าวตามวาทะ ย่อมไม่ถึงฐานะที่ควร ติเตียนหรือ พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เอาละ นายบ้าน เธอพยากรณ์อย่างนี้ชื่อว่า กล่าวคล้อยตามเรา
ชื่อว่าไม่กล่าวตู่เราด้วยคำเท็จ ชื่อว่า พยากรณ์ธรรมสมควรแก่ ธรรม และสหธรรมิกบางรูปผู้กล่าว
ตามวาทะย่อมไม่ถึงฐานะที่ควรติเตียน ดูกร นายบ้าน ทองและเงินไม่ควรแก่สมณะเชื้อสายพระ
ศากยบุตรโดยแท้ สมณะ เชื้อสายพระศากยบุตรไม่ยินดีทองและเงิน สมณะเชื้อสายพระศากยบุตร
ไม่รับทอง และเงิน สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรมีแก้วและทองอันวางเสียแล้ว ปราศจากทอง
และเงิน ทองและเงินควรแก่ผู้ใด แม้กามคุณทั้งห้าก็ควรแก่ผู้นั้น กามคุณ ทั้งห้าควรแก่ผู้ใด
เธอพึงจำผู้นั้นไว้โดยส่วนเดียวว่า มีปกติมิใช่สมณะ มีปกติมิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร เราจะ
กล่าวอย่างนี้ว่า ผู้ต้องการหญ้า พึงแสวงหาหญ้า ผู้ต้องการไม้ พึงแสวงหาไม้ ผู้ต้องการเกวียน
พึงแสวงหาเกวียน ผู้ต้องการบุรุษพึงแสวงหาบุรุษ แต่เราไม่กล่าวโดยปริยายไรๆ ว่า สมณะ
พึงยินดี พึงแสวงหา ทองและเงิน
ข้าพเจ้าผู้มีวาทะอย่างนี้ กล่าวสิ่งไม่เป็นธรรม ว่าไม่เป็นธรรม สิ่งเป็นธรรม ว่าเป็นธรรม
สิ่งไม่เป็นวินัย ว่าไม่เป็นวินัย สิ่งเป็นวินัย ว่าเป็นวินัย เขาหาว่าด่า บริภาษอุบาสกอุบาสิกา
ผู้มีศรัทธาเลื่อมใสทำให้ไม่เลื่อมใส
เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร

พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ (เล่ม 7)

[๖๓๘] ท่านทั้งหลาย สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงปรารภท่านพระ อุปนันทศากยบุตร
ทรงห้ามทองและเงิน และทรงบัญญัติสิกขาบทในพระนคร ราชคฤห์นั้นแล ข้าพเจ้ามีวาทะอย่างนี้
กล่าวสิ่งไม่เป็นธรรม ว่าไม่เป็นธรรม สิ่งเป็นธรรม ว่าเป็นธรรม สิ่งไม่เป็นวินัย ว่าไม่เป็นวินัย
สิ่งเป็นวินัย ว่าเป็น วินัย เขาหาว่า ด่า บริภาษ อุบาสกอุบาสิกา ผู้มีศรัทธาเลื่อมใส ทำให้
ไม่เลื่อมใส
เมื่อท่านพระยสกากัณฑกบุตร กล่าวอย่างนี้แล้ว อุบาสกอุบาสิกาชาวเมือง เวสาลีได้
กล่าวกะท่านพระยสกากัณฑกบุตรว่า ท่านเจ้าข้า พระคุณเจ้ายสกากัณฑก บุตรรูปเดียวเท่านั้น เป็น
พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ภิกษุพวกนี้ทั้งหมดไม่ ใช่สมณะ ไม่ใช่เชื้อสายพระศากยบุตร
ท่านเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้ายสกากัณฑกบุตร จงอยู่ในเมืองเวสาลี พวกข้าพเจ้าจักทำการขวนขวาย
เพื่อจีวรบิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร แก่พระคุณเจ้ายสกากัณฑกบุตร
ครั้งนั้น ท่านพระยสกากัณฑกบุตร ได้ชี้แจงให้อุบาสกอุบาสิกาชาวเมือง เวสาลีเข้าใจแล้ว
ได้ไปอารามพร้อมกับพระอนุทูต ฯ
ลงอุกเขปนียกรรม

พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ (เล่ม 7)

[๖๓๙] ครั้งนั้น พวกพระวัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลี ได้ถามพระอนุทูตว่า คุณ
พระยสกากัณฑกบุตร ขอโทษอุบาสกอุบาสิกาชาวเมืองเวสาลีแล้วหรือ
พระอนุทูตตอบว่า ท่านทั้งหลาย อุบาสกอุบาสิกาทำความลามกให้แก่ พวกเรา ทำ
พระยสกากัณฑบุตรรูปเดียวเท่านั้นให้เป็นสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ทำพวกเราทั้งหมดไม่ให้เป็นสมณะ ไม่ให้
เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร
ครั้งนั้น พวกพระวัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลีปรึกษากันว่า ท่านทั้งหลาย พระยสกากัณฑก
บุตรนี้ พวกเรามิได้สมมติ แต่ประกาศแก่พวกคฤหัสถ์ ถ้าเช่นนั้น พวกเราจะลงอุกเขปนียกรรม
แก่เธอ พระวัชชีบุตรเหล่านั้น ปรารถนาจะลงอุกเขปนียกรรมแก่พระยสกากัณฑกบุตรนั้น จึง
ประชุมกันแล้ว
ครั้งนั้น ท่านพระยสกากัณฑกบุตร เหาะสู่เวหาสไปปรากฏในเมือง โกสัมพี แล้วส่งทูต
ไป ณ สำนักภิกษุชาวเมืองปาฐา เมืองอวันตี และประเทศ ทักขิณาบถว่า ท่านทั้งหลายจงมาช่วย
กันยกอธิกรณ์นี้ ต่อไปในภายหน้าสภาพมิใช่ ธรรมจักรุ่งเรือง ธรรมจักเสื่อมถอย สภาพมิใช่วินัย
จักรุ่งเรือง วินัยจักเสื่อมถอย ภายหน้าพวกอธรรมวาทีจักมีกำลัง พวกธรรมวาทีจักเสื่อมกำลัง
พวกอวินยวาที จักมีกำลัง พวกวินยวาทีจักเสื่อมกำลัง ฯ
เรื่องพระสัมภูตสาณวาสีเถระ

พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ (เล่ม 7)

[๖๔๐] สมัยนั้น ท่านพระสัมภูตสาณวาสี อาศัยอยู่ที่อโหคังคบรรพต ครั้งนั้น ท่าน
พระยสกากัณฑกบุตร เข้าไปหาท่านพระสัมภูตสาณวาสียังอโหคังค บรรพต อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้งแล้วได้กล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พวกพระวัชชีบุตร ชาวเมืองเวสาลีพวกนี้ แสดง
วัตถุ ๑๐ ประการ ในเมืองเวสาลีว่าดังนี้:
๑. เก็บเกลือไว้ในเขนงฉัน ควร
๒. ฉันอาหารในเวลาบ่ายล่วงสององคุลี ควร
๓. เข้าบ้านฉันอาหารเป็นอนติริตตะ ควร
๔. อาวาสมีสีมาเดียวกัน ทำอุโบสถต่างๆ กัน ควร
๕. เวลาทำสังฆกรรม ภิกษุมาไม่พร้อมกันทำก่อนได้ ภิกษุมาทีหลังจึง บอกขออนุมัติ ควร
๖. การประพฤติตามอย่าง ที่อุปัชฌาย์และอาจารย์ประพฤติมาแล้ว ควร
๗. ฉันนมสดที่แปรแล้ว แต่ยังไม่เป็นนมส้ม ควร
๘. ดื่มสุราอ่อน ควร
๙. ใช้ผ้านิสีทนะไม่มีชาย ควร
๑๐. รับทองและเงิน ควร
ถ้าเช่นนั้น พวกเราจงช่วยกันยกอธิกรณ์นี้ ภายหน้าสภาพมิใช่ธรรมจัก รุ่งเรือง ธรรมจัก
เสื่อมถอย สภาพมิใช่วินัยจักรุ่งเรือง วินัยจักเสื่อมถอย ภาย หน้าพวกอธรรมวาทีจักมีกำลัง พวก
ธรรมวาทีจักเสื่อมกำลัง พวกอวินยวาทีจักมี กำลัง พวกวินยาทีจักเสื่อมกำลัง ท่านพระสัมภูต
สาณวาสี รับคำท่านพระยสกา กัณฑกบุตรแล้ว
ครั้งนั้น พวกภิกษุชาวเมืองปาฐา ประมาณ ๖๐ รูป ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ทั้งหมด ถือเที่ยว
บิณฑบาตเป็นวัตรทั้งหมด ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรทั้งหมด ถือ ไตรจีวรเป็นวัตรทั้งหมด เป็นพระ
อรหันต์ทั้งหมด ประชุมกันที่อโหคังคบรรพต ภิกษุชาวเมืองอวันตีและประเทศทักษิณาบถประมาณ
๘๐ รูป บางพวกถืออยู่ป่า เป็นวัตร บางพวกถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร บางพวกถือผ้าบังสุกุล
เป็นวัตร บาง พวกถือไตรจีวรเป็นวัตร เป็นพระอรหันต์ทั้งหมด ประชุมกันที่อโหคังคบรรพต ฯ
เรื่องพระเรวตเถระ

พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ (เล่ม 7)

[๖๔๑] ครั้งนั้น พระเถระทั้งหลายกำลังปรึกษากัน ได้คิดว่าอธิกรณ์นี้ หยาบช้า
กล้าแข็งนัก ไฉนหนอ พวกเราจักได้ฝักฝ่าย ที่เป็นเหตุให้มีกำลังกว่า ในอธิกรณ์นี้
ครั้งนั้น ท่านพระเรวตะอาศัยอยู่ในโสเรยยนคร เป็นพหูสูต ชำนาญใน คัมภีร์ ทรงธรรม
ทรงวินัย ทรงมาติกา เป็นผู้ฉลาด เฉียบแหลม เป็นนักปราชญ์มีความละอาย มีความรังเกียจ
ใคร่ต่อสิกขา
พระเถระทั้งหลาย คิดกันว่า ท่านพระเรวตะนี้แล อาศัยอยู่ในโสเรยย นคร เป็นพหูสูต
ชำนาญในคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา เป็นผู้ฉลาด เฉียบแหลม เป็นนักปราชญ์
มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขา ถ้า พวกเราได้ท่านพระเรวตะไว้เป็นฝักฝ่าย เมื่อ
เป็นเช่นนี้ พวกเราจักมีกำลังกว่าในอธิกรณ์นี้
ท่านพระเรวตะได้ยินถ้อยคำของพระเถระทั้งหลายปรึกษากันอยู่ด้วยทิพ โสตธาตุอัน
หมดจด ล่วงเสียซึ่งโสตธาตุแห่งมนุษย์ ครั้นแล้วจึงคิดว่า อธิกรณ์ นี้แล หยาบช้า กล้าแข็ง
ข้อที่เราจะท้อถอยในอธิกรณ์เห็นปานนั้นไม่สมควรแก่ เราเลย ก็แลบัดนี้ ภิกษุเหล่านั้นจักมาหา
เราคลุกคลีกับพวกเธอจักอยู่ไม่ผาสุก ถ้ากระไร เราควรไปเสียก่อน
ครั้งนั้น ท่านพระเรวตะ ได้ออกจากเมืองโสเรยยะไปสู่เมืองสังกัสสะ ที่นั้น พระเถระ
ทั้งหลายได้ไปสู่เมืองโสเรยยะ แล้วถามว่า ท่านพระเรวตะไปไหน พวกเขาตอบอย่างนี้ว่า
ท่านพระเรวตะนั้นไปเมืองสังกัสสะแล้ว ต่อมา ท่านพระ เรวตะได้ออกจากเมืองสังกัสสะไปสู่
เมืองกัณณกุชชะแล้ว พระเถระทั้งหลายพากัน ไปเมืองสังกัสสะ แล้วถามว่า ท่านพระเรวตะ
ไปไหน พวกเขาตอบอย่างนี้ว่า ท่านพระเรวตะนั้น ไปเมืองกัณณกุชชะแล้ว
ครั้งนั้น ท่านพระเรวตะได้ไปจากเมืองกัณณกุชชะ สู่เมืองอุทุมพร จึง พระเถระทั้งหลาย
พากันไปเมืองกัณณกุชชะ แล้วถามว่า ท่านพระเรวตะไปไหน พวกเขาตอบอย่างนี้ว่า ท่านพระ
เรวตะนั้นไปเมืองอุทุมพร
ครั้งนั้น ท่านพระเรวตะได้ไปจากเมืองอุทุมพรสู่เมืองอัคคฬปุระ จึงท่าน พระเถระทั้งหลาย
พากันไปเมืองอุทุมพร แล้วถามว่า ท่าพระเรวตะไปไหน พวก เขาตอบอย่างนี้ว่า ท่านพระ
เรวตะนั้นไปเมืองอัคคฬปุระ
ครั้งนั้น ท่านพระเรวตะได้ไปจากเมืองอัคคฬปุระ สู่สหชาตินคร พระ เถระทั้งหลายพากัน
ไปเมืองอัคคฬปุระ แล้วถามว่า ท่านพระเรวตะไปไหน พวก เขาตอบอย่างนี้ว่า ท่านพระเรวตะ
นั้นไปสหชาตินครแล้ว พระเถระทั้งหลายไปทันท่านพระเรวตะที่สหชาตินคร ฯ
ปุจฉาวิสัชนาวัตถุ ๑๐ ประการ

พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ (เล่ม 7)

[๖๔๒] ครั้งนั้น ท่านพระสัมภูตสาณวาสี ได้กล่าวกะท่านพระยสกา กัณฑกบุตรว่า
ท่านพระเรวตะรูปนี้ เป็นพหูสูต ชำนาญในคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา เป็นผู้ฉลาด
เฉียบแหลม เป็นนักปราชญ์ มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขา ถ้าพวกเราจักถามปัญหา
กะท่านพระเรวตะ ท่าน พระเรวตะสามารถจะยังราตรีแม้ทั้งสิ้น ให้ล่วงไปด้วยปัญหาข้อเดียวเท่านั้น
ก็แล บัดนี้ ท่านพระเรวตะจักเชิญพระอันเตวาสิกให้สวดสรภัญญะ ท่านนั้น เมื่อภิกษุ รูปนั้น
สวดสรภัญญะจบ พึงเข้าไปหาท่านพระเรวตะ แล้วถามวัตถุ ๑๐ ประการนี้ ท่านพระยสกา
กัณฑกบุตรรับคำของท่านพระสัมภูตสาณวาสีแล้ว ท่านพระเรวตะได้เชิญพระอันเตวาสิก ให้
สวดสรภัญญะแล้ว ท่านพระยสกากัณฑกบุตร เมื่อภิกษุนั้นสวดสรภัญญะจบ ได้เข้าไปหาท่าน
พระเรวตะ อภิวาทนั่ง ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง แล้วถามว่า สิงคิโลณกัปปะ ควรหรือ ขอรับ
พระเรวตะย้อนถามว่า สิงคิโลณกัปปะนั้น คืออะไร ขอรับ
ย. การเก็บเกลือไว้ในเขนงโดยตั้งใจว่าจักปรุงในอาหารที่จืดฉัน ควรหรือ ไม่ ขอรับ
ร. ไม่ควร ขอรับ
ย. ทวังคุลกัปปะ ควรหรือไม่ ขอรับ
ร. ทวังคุลกัปปะนั้น คืออะไร
ย. การฉันโภชนะในวิกาลเมื่อตะวันบ่ายล่วงแล้วสององคุลี ควรหรือไม่ ขอรับ
ร. ไม่ควร ขอรับ
ย. คามันตรกัปปะ ควรหรือไม่ ขอรับ
ร. คามันตรกัปปะนั้น คืออะไร ขอรับ
ย. ภิกษุฉันเสร็จ ห้ามภัตรแล้วคิดว่า จักเข้าละแวกบ้าน ในบัดนี้ ฉัน โภชนะเป็น
อนติริตตะ ควรหรือไม่ ขอรับ
ร. ไม่ควร ขอรับ
ย. อาวาสกัปปะ ควรหรือไม่ ขอรับ
ร. อาวาสกัปปะนั้น คืออะไร ขอรับ
ย. อาวาสหลายแห่ง มีสีมาเดียวกัน ทำอุโบสถต่างกัน ควรหรือไม่ ขอรับ
ร. ไม่ควร ขอรับ
ย. อนุมติกัปปะ ควรหรือไม่ ขอรับ
ร. อนุมติกัปปะนั้น คืออะไร ขอรับ
ย. สงฆ์เป็นวรรคทำกรรม ด้วยตั้งใจว่า จักให้ภิกษุที่มาแล้วอนุมัติ ควรหรือไม่ ขอรับ
ร. ไม่ควร ขอรับ
ย. อาจิณณกัปปะ ควรหรือไม่ ขอรับ
ร. อาจิณณกัปปะนั้น คืออะไร ขอรับ
ย. การประพฤติวัตรด้วยเข้าใจว่า นี้พระอุปัชฌาย์ของเราเคยประพฤติมา นี้พระอาจารย์
ของเราเคยประพฤติมา ควรหรือไม่ ขอรับ
ร. อาจิณณกัปปะ บางอย่างควร บางอย่างไม่ควร ขอรับ
ย. อมถิตกัปปะ ควรหรือไม่ ขอรับ
ร. อมถิตกัปปะนั้น คืออะไร ขอรับ
ย. นมสดละความเป็นนมสดแล้ว ยังไม่ถึงความเป็นนมส้ม ภิกษุฉัน เสร็จ ห้ามภัตร
แล้ว จะดื่มนมนั้นอันเป็นอนติริตตะ ควรหรือไม่ ขอรับ
ร. ไม่ควร ขอรับ
ย. ดื่มชโลคิ ควรหรือไม่ ขอรับ
ร. ชโลคินั้น คืออะไร ขอรับ
ย. การดื่มสุราอย่างอ่อนที่ยังไม่ถึงความเป็นน้ำเมา ควรหรือไม่ ขอรับ
ร. ไม่ควร ขอรับ
ย. ผ้าปูนั่งไม่มีชาย ควรหรือไม่ ขอรับ
ร. ไม่ควร ขอรับ
ย. ทองและเงิน ควรหรือไม่ ขอรับ
ร. ไม่ควร ขอรับ
ย. ท่านเจ้าข้า พวกพระวัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลีนี้แสดงวัตถุ ๑๐ ประการ เหล่านี้
ในเมืองเวสาลี ท่านเจ้าข้า ถ้าเช่นนั้น พวกเราจงช่วยกันยกอธิกรณ์นี้ขึ้น ในภายหน้าสภาพที่มิใช่
ธรรมจักรุ่งเรือง ธรรมจักเสื่อมถอย สภาพที่มิใช่วินัยจัก รุ่งเรือง วินัยจักเสื่อมถอย ในภายหน้า
พวกอธรรมวาทีจักมีกำลัง พวกธรรมวาที จักเสื่อมกำลัง พวกอวินัยวาทีจักมีกำลัง พวกวินัยวาที
จักเสื่อมกำลัง ท่านพระ เรวตะรับคำท่านพระยสกากัณฑกบุตรแล้ว ฯ
ปฐมภาณวาร จบ
__________________

พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ (เล่ม 7)

[๖๔๓] พวกพระวัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลีทราบข่าวว่า พระยสกากัณฑกบุตร ปรารถนา
จักยกอธิกรณ์นี้ขึ้น กำลังแสวงหาฝักฝ่าย และข่าวว่า ได้ฝักฝ่าย จึงคิดต่อไปว่า อธิกรณ์นี้แล
หยาบช้า กล้าแข็ง พวกเราจะพึงได้ใครเป็นฝักฝ่ายซึ่ง เป็นเหตุให้พวกเรามีกำลังกว่าในอธิกรณ์นี้
หนอ แล้วคิดต่อไปว่า ท่านพระเรวตะ นี้เป็นพหูสูต ชำนาญในคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัย
ทรงมาติกา เป็นผู้ฉลาด เฉียบแหลม เป็นนักปราชญ์ มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขา
ถ้า พวกเราได้ท่านพระเรวตะเป็นฝักฝ่าย เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราจักมีกำลังกว่าใน อธิกรณ์นี้
ครั้งนั้น พวกพระวัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลี จัดแจงสมณบริขารเป็นอันมาก คือ บาตร
บ้าง จีวรบ้าง ผ้าปูนั่งบ้าง กล่องเข็มบ้าง ผ้ากายพันธ์บ้าง ผ้ากรอง น้ำบ้าง ธัมกรกบ้าง แล้ว
ขนสมณบริขารนั้นโดยสารเรือไปสู่สหชาตินคร ขึ้นจากเรือแล้วพักผ่อนฉันภัตตาหารที่โคนไม้
แห่งหนึ่ง ฯ
เรื่องพระสาฬหเถระปริวิตก

พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ (เล่ม 7)

[๖๔๔] ครั้งนั้น ท่านพระสาฬหะ หลีกเร้นอยู่ในที่สงัด เกิดความปร วิตกแห่งจิตขึ้น
อย่างนี้ว่า ภิกษุพวกไหนหนอ เป็นธรรมวาที คือ พวกปราจีนหรือ พวกเมืองปาฐา เมื่อท่าน
กำลังพิจารณาธรรมและวินัยได้คิดต่อไปว่า ภิกษุพวก ปราจีนเป็นอธรรมวาที ภิกษุพวกเมืองปาฐา
เป็นธรรมวาที ขณะนั้น เทวดาผู้อยู่ในชั้นสุทธาวาสตนหนึ่ง ทราบความปริวิตกแห่งจิตของท่าน
พระสาฬหะ ด้วยจิต ของตน ได้หายไปในเทวโลกชั้นสุทธาวาส มาปรากฏเฉพาะหน้าท่าน
พระสาฬหะ เหมือนบุรุษที่มีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น แล้วได้เรียน ท่าน
พระสาฬหะว่า ถูกแล้ว ชอบแล้ว ท่านพระสาฬหะ ภิกษุพวกปราจีนเป็น อธรรมวาที ภิกษุ
พวกเมืองปาฐาเป็นธรรมวาที ถ้าเช่นนั้น ท่านจงดำรงอยู่ตาม ธรรมเถิดขอรับ พระสาฬหะกล่าว
ว่า เทวดา เมื่อกาลก่อนแลบัดนี้ อาตมาดำรง อยู่ตามธรรมแล้ว ก็แต่ว่า อาตมายังทำความเห็น
ให้แจ่มแจ้งไม่ได้ก่อนว่า แม้ไฉน สงฆ์พึงสมมติเราเข้าในอธิกรณ์นี้ ฯ
เรื่องพระอุตตรเถระ