พุทธธรรมสงฆ์


พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ (เล่ม 7)

[๕๗๕] สมัยนั้น ภิกษุณีทั้งหลายถามอันตรายิกธรรมกะนางอุปสัมปทา เปกขะผู้ยังไม่ได้
สอนซ้อม นางอุปสัมปทาเปกขะย่อมกระดาก เก้อเขิน ไม่อาจ ตอบได้ ภิกษุทั้งหลายกราบทูล
เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เราอนุญาตให้สอนซ้อม
ก่อน แล้วถามอันตรายิกธรรมต่อภายหลัง ภิกษุณี ทั้งหลายสอนซ้อมในท่ามกลางสงฆ์นั่นเอง
นางอุปสัมปทาเปกขะยังกระดาก เก้อเขิน ไม่อาจตอบได้เหมือนอย่างนั้น ภิกษุทั้งหลายกราบทูล
เรื่องนั้นแด่พระผู้มี พระภาค
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สอนซ้อม ณ สถานที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง แล้วถามอันตรายิกธรรมในท่ามกลางสงฆ์
วิธีสอนซ้อม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล พึงสอนซ้อมอย่างนี้ พึงให้ถืออุปัชฌายะก่อน ครั้นแล้วพึงบอก
บาตรจีวรว่า
นี้ บาตรของเธอ
นี้ ผ้าสังฆาฏิ
นี้ ผ้าอุดราสงค์
นี้ ผ้าอันตรวาสก
นี้ ผ้ารัดอก
นี้ ผ้าอาบน้ำ
เธอจงไปยืนอยู่ ณ โอกาสโน้น
ภิกษุณีผู้เขลา ไม่ฉลาด สอนซ้อม นางอุปสัมปทาเปกขะผู้ถูกสอน ซ้อมไม่ดี ย่อม
กระดาก เก้อเขิน ไม่อาจตอบได้ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มี
พระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีผู้เขลา ไม่ฉลาด ไม่พึง สอนซ้อม รูปใดสอนซ้อม
ต้องอาบัติทุกกฏ
ภิกษุณีมิได้รับสมมติสอนซ้อม ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระ ผู้มีพระภาค พระผู้มี
พระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีมิได้รับสมมติไม่พึงสอนซ้อม รูปใดสอนซ้อม
ต้องอาบัติทุกกฏ เราอนุญาตให้ภิกษุณีผู้ได้รับสมมติแล้วสอนซ้อม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล
พึงสมมติอย่างนี้ ตนเองพึงสมมติตน หรือผู้อื่นพึงสมมติผู้อื่น ฯ
วิธีสมมติตน

พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ (เล่ม 7)

[๕๗๖] ก็ตนเองพึงสมมติตน อย่างไร
ภิกษุณีผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:
ญัตติกรรมวาจาสมมติตน
แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังดิฉัน นางชื่อนี้ เป็นอุปสัมปทา เปกขะของแม่เจ้า
ชื่อนี้ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว ดิฉันพึง สอนซ้อมนางชื่อนี้
อย่างนี้ชื่อว่าตนเองสมมติตน ฯ
วิธีสมมติผู้อื่น

พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ (เล่ม 7)

[๕๗๗] ก็ผู้อื่นพึงสมมติผู้อื่น อย่างไร
ภิกษุณีผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:
ญัตติกรรมวาจาสมมติผู้อื่น
แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังดิฉัน นางชื่อนี้เป็นอุปสัมปทา เปกขะของแม่เจ้า
ชื่อนี้ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว ภิกษุณี ชื่อนี้ พึงสอนซ้อมนางชื่อนี้
อย่างนี้ชื่อว่าผู้อื่นสมมติผู้อื่น ฯ
คำสอนซ้อม

พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ (เล่ม 7)

[๕๗๘] ภิกษุณีผู้ได้รับสมมติแล้วนั้น พึงเข้าไปหานางอุปสัมปทาเปกขะแล้วกล่าว
อย่างนี้ว่า
นางชื่อนี้ เธอจงฟังนะ นี้เป็นกาลสัตย์ กาลจริง ของเธอ เมื่อถูกถาม ในท่ามกลางสงฆ์
ถึงสิ่งอันเกิดแล้ว มีอยู่ พึงบอกว่ามี ไม่มี พึงบอกว่าไม่มี เธออย่ากระดาก เธออย่าเก้อเขิน
ภิกษุณีทั้งหลายจักถามเธอ อย่างนี้:
เธอมิใช่ผู้ไม่มีนิมิต หรือ
มิใช่ผู้มีสักแต่ว่านิมิต หรือ
มิใช่ผู้ไม่มีโลหิต หรือ
มิใช่ผู้มีโลหิตเสมอ หรือ
มิใช่ผู้มีผ้าซับในเสมอ หรือ
มิใช่ผู้มีน้ำมูตรกระปริบกระปรอย หรือ
มิใช่ผู้มีเดือยหรือ
มิใช่เป็นหญิงบัณเฑาะก์ หรือ
มิใช่เป็นหญิงคล้ายชาย หรือ
มิใช่เป็นหญิงมีมรรคระคนกัน หรือ
มิใช่เป็นหญิง ๒ เพศ หรือ
อาพาธเหมือนอย่างนี้ ของเธอ มีหรือ คือ
โรคเรื้อน ฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ ลมบ้าหมู
เธอเป็นมนุษย์ หรือ
เป็นหญิง หรือ
เป็นไทย หรือ
ไม่มีหนี้สิน หรือ
ไม่เป็นราชภัฏ หรือ
มารดาบิดา สามี อนุญาตแล้ว หรือ
มีอายุครบ ๒๐ ปีแล้ว หรือ
มีบาตรจีวรครบแล้ว หรือ
เธอ ชื่ออะไร
ปวัตตินีของเธอ ชื่ออะไร
ภิกษุณีผู้สอนซ้อม กับนางอุปสัมปทาเปกขะมาพร้อมกัน ... ไม่พึงมา พร้อมกัน ภิกษุณี
ผู้สอนซ้อมพึงมาก่อนแล้วประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:
ญัตติกรรมวาจา
แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังดิฉัน นางชื่อนี้เป็นอุปสัมปทา เปกขะของแม่เจ้า
ชื่อนี้ นางอันดิฉันสอนซ้อมแล้ว ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว นางชื่อนี้พึงมา
ภิกษุณีนั้นพึงกล่าวว่า เธอจงมา พึงให้นางอุปสัมปทาเปกขะห่มผ้าเฉวียง บ่า ให้ไหว้เท้า
ภิกษุณีทั้งหลาย ให้นั่งกระหย่งประคองอัญชลี ขออุปสมบท ว่าดังนี้:
คำขออุปสมบท
แม่เจ้า เจ้าข้า ดิฉันขออุปสมบทต่อสงฆ์ ขอสงฆ์โปรดเอ็นดูยกดิฉันขึ้น เถิด เจ้าข้า
แม่เจ้า เจ้าข้า ดิฉันขออุปสมบทกะสงฆ์ เป็นครั้งที่สอง ขอสงฆ์ โปรดเอ็นดูยกดิฉัน
ขึ้นเถิด เจ้าข้า
แม่เจ้า เจ้าข้า ดิฉันขออุปสมบทกะสงฆ์ เป็นครั้งที่สาม ขอสงฆ์โปรด เอ็นดูยกดิฉัน
ขึ้นเถิด เจ้าข้า
ภิกษุณีผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:
ญัตติกรรมวาจา
แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังดิฉัน นางมีชื่อนี้ผู้นี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของ
แม่เจ้าชื่อนี้ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้วดิฉันพึงถามอันตรายิกธรรมกะนาง
ชื่อนี้
คำถามอันตรายิกธรรม
แน่ะนางชื่อนี้ เธอจงฟังนะ นี้เป็นกาลสัตย์ กาลจริง ของเธอ ฉันถาม ถึงสิ่งที่เกิดแล้ว
มีอยู่ เธอพึงบอกว่ามี ไม่มี เธอพึงบอกว่า ไม่มี
เธอมิใช่ผู้ไม่มีนิมิต หรือ
มิใช่ผู้มีสักแต่ว่านิมิต หรือ ...
เธอ ชื่ออะไร
ปวัตตินีของเธอ ชื่ออะไร
ภิกษุณีผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรม วาจา ว่าดังนี้:
ญัตติจตุตถกรรมวาจา
แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังดิฉัน นางมีชื่อนี้ผู้นี้ เป็นอุป สัมปทาเปกขะของ
แม่เจ้าชื่อนี้ บริสุทธิ์แล้วจากอันตรายิกธรรมทั้งหลาย บาตรจีวรของเธอครบแล้ว
นางชื่อนี้ขออุปสมบทกะสงฆ์ มี แม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์
ถึงที่แล้ว สงฆ์พึง ให้นางชื่อนี้อุปสมบท มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี นี้เป็นญัตติ
แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังดิฉัน นางมีชื่อนี้ผู้นี้ เป็นอุปสัม ปทาเปกขะของ
แม่เจ้าชื่อนี้ บริสุทธิ์แล้วจากอันตรายิกธรรมทั้งหลายบาตรจีวรของเธอครบแล้ว นาง
ชื่อนี้ขออุปสมบทกะสงฆ์ มีแม่เจ้าชื่อ นี้เป็นปวัตตินี สงฆ์ให้นางชื่อนี้อุปสมบท มีแม่เจ้า
ชื่อนี้เป็นปวัตตินี การอุปสมบทของนางชื่อนี้ มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ชอบแก่ท่าน
ผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด
ดิฉันกล่าวความนี้ แม้ครั้งที่สอง ...
ดิฉันกล่าวความนี้ แม้ครั้งที่สาม แม่เจ้า เจ้าข้า ขอสงฆ์จง ฟังดิฉัน นางมี
ชื่อนี้ผู้นี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของแม่เจ้าชื่อนี้ บริ สุทธิ์แล้วจากอันตรายิกธรรมทั้งหลาย
บาตร จีวรของเธอครบแล้ว นางชื่อนี้ขออุปสมบทกะสงฆ์ มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี
สงฆ์ให้นางชื่อนี้อุปสมบท มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี การอุปสมบทนางชื่อนี้ มี แม่เจ้า
ชื่อนี้เป็นปวัตตินี ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่าน
ผู้นั้นพึงพูด
นางชื่อนี้อันสงฆ์อุปสมบทแล้ว มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ชอบ แก่สงฆ์ เหตุนั้น
จึงนิ่ง ดิฉันทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้ ฯ

พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ (เล่ม 7)

[๕๗๙] ขณะนั้นเอง ภิกษุณีทั้งหลาย พึงพานางเข้าไปหาภิกษุสงฆ์ ให้ห่มผ้าเฉวียงบ่า
ให้ไหว้เท้าภิกษุทั้งหลาย ให้นั่งกระหย่ง ประคองอัญชลี ขอ อุปสมบท ว่าดังนี้:
คำขออุปสมบท
พระคุณเจ้าข้า ดิฉันชื่อนี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของแม่เจ้าชื่อนี้ อุป สมบทแล้วใน
สงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณีสงฆ์ ดิฉันขออุปสมบทกะ สงฆ์ ขอสงฆ์โปรดเอ็นดู ยก
ดิฉันขึ้นเถิด เจ้าข้า
พระคุณเจ้าข้า ดิฉันชื่อนี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของแม่เจ้าชื่อนี้ อุป สมบทแล้วในสงฆ์
ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณีสงฆ์ ดิฉันขออุปสมบทกะ สงฆ์ แม้ครั้งที่สอง ขอสงฆ์โปรด
เอ็นดูยกดิฉันขึ้นเถิด เจ้าข้า
พระคุณเจ้าข้า ดิฉันชื่อนี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของแม่เจ้าชื่อนี้ อุป สมบทแล้วในสงฆ์
ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์แล้วในภิกษุณีสงฆ์ ดิฉันขออุปสมบทกะ สงฆ์ แม้ครั้งที่สาม ขอสงฆ์โปรด
เอ็นดูยกดิฉันขึ้นเถิด เจ้าข้า ฯ

พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ (เล่ม 7)

[๕๘๐] ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติ จตุตถกรรมวาจา
ว่าดังนี้:
ญัตติจตุตถกรรมวาจา
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า นางมีชื่อนี้ผู้นี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของ
แม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ แล้วในภิกษุณีสงฆ์ นางชื่อนี้ขอ
อุปสมบทกะสงฆ์ มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็น ปวัตตินี ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์
พึงให้นางชื่อนี้อุป สมบท มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี นี้เป็นญัตติ
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า นางมีชื่อนี้ผู้นี้ เป็นอุปสัม ปทาเปกขะของแม่
เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์ แล้วในภิกษุณีสงฆ์ นางชื่อนี้ขอ
อุปสมบทกะสงฆ์ มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัต ตินี สงฆ์ให้นางชื่อนี้อุปสมบท มีแม่เจ้าชื่อนี้
เป็นปวัตตินี การอุป สมบทของนางชื่อนี้ มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ชอบแก่ท่านผู้ใด
ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด
ข้าพเจ้ากล่าวความนี้ แม้ครั้งที่สอง ...
ข้าพเจ้ากล่าวความนี้ แม้ครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จง ฟังข้าพเจ้า นางมี
ชื่อนี้ผู้นี้ เป็นอุปสัมปทาเปกขะของแม่เจ้าชื่อนี้ อุปสมบทแล้วในสงฆ์ฝ่ายเดียว บริสุทธิ์
แล้วในภิกษุณีสงฆ์ นางชื่อนี้ ขออุปสมบทกะสงฆ์ มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี สงฆ์ให้
นางชื่อนี้อุป สมบท มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี การอุปสมบทของนางชื่อนี้ มีแม่ เจ้าชื่อนี้
เป็นปวัตตินี ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้น
พึงพูด
นางชื่อนี้อันสงฆ์อุปสมบทแล้ว มีแม่เจ้าชื่อนี้เป็นปวัตตินี ชอบ แก่สงฆ์ เหตุนั้น
จึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้ ฯ
วัดเงาแดดเป็นต้น

พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ (เล่ม 7)

[๕๘๑] ทันใดนั้นพึงวัดเงาแดด พึงบอกประมาณแห่งฤดู พึงบอกส่วน แห่งวัน พึง
บอกข้อเบ็ดเสร็จ พึงสั่งภิกษุณีทั้งหลายว่า พวกเธอจงบอกนิสัย ๓ อกรณียกิจ ๘ แก่ภิกษุณีนี้ ฯ

พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ (เล่ม 7)

[๕๘๒] โดยสมัยนั้นแล ภิกษุณีทั้งหลายยึดถืออาสนะในโรงภัตร ยับ ยั้งอยู่ตลอดกาล
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตภิกษุณี ๘ รูป ตาม ลำดับพรรษา
ภิกษุณีนอกนั้นตามลำดับที่มา ฯ

พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ (เล่ม 7)

[๕๘๓] โดยสมัยนั้นแล ภิกษุณีทั้งหลายปรึกษากันว่า พระผู้มีพระภาค ทรงอนุญาต
ภิกษุณี ๘ รูปตามลำดับพรรษา ภิกษุณีนอกนั้นตามลำดับที่มา ในที่ ทุกแห่ง ภิกษุณี ๘ รูปเท่านั้น
ห้ามตามลำดับพรรษา นอกนั้นตามลำดับที่มา ภิกษุ ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในโรงภัตร เราอนุญาตภิกษุณี ๖ รูป ตาม
ลำดับพรรษา นอกนั้นตามลำดับที่มา ในที่อื่นไม่พึงห้ามตามลำดับ พรรษา รูปใดห้าม ต้องอาบัติ
ทุกกฏ ฯ
เรื่องปวารณา

พระวินัยปิฎก เล่ม ๗ จุลวรรคภาค ๒ (เล่ม 7)

[๕๘๔] โดยสมัยนั้นแล ภิกษุณีทั้งหลายไม่ปวารณา ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้น
แด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีจะไม่ ปวารณาไม่ได้ รูปใด
ไม่ปวารณา พึงปรับตามธรรม ฯ
ปวารณาด้วยตนเอง