[๔๒๕] ในเหตุปัจจัย มีวาระ ๙
ในอารัมมณปัจจัย มี " ๙
ในปัจจัยทั้งปวง มี " ๙
ในวิปากปัจจัย มี " ๑
ในอวิคตปัจจัย มี " ๙
[๔๒๕] ในเหตุปัจจัย มีวาระ ๙
ในอารัมมณปัจจัย มี " ๙
ในปัจจัยทั้งปวง มี " ๙
ในวิปากปัจจัย มี " ๑
ในอวิคตปัจจัย มี " ๙
[๔๒๖] ในปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย มีวาระ ๔
ในที่ใดๆ ได้ หทัยวัตถุ ในที่นั้น พึงกระทำให้มีหทัยวัตถ เช่นเดียวกัน
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อารัมมณปัจจัย มีวาระ ๓
ในปัจจัยที่ไม่ใช่วิคตปัจจัย มี " ๓
การนับทั้งสองแม้นอกนี้ก็ดี นิสสยวารก็ดี พึงกระทำอย่างนี้
สังสัฏฐวาร
[๔๒๗] สัญโญชนธรรม คลุกเคล้ากับสัญโญชนธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย
คือ ทิฏฐิสัญโญชน์ อวิชชาสัญโญชน์ คลุกเคล้ากับกามราคสัญโญชน์
พึงกระทำวาระ ๙ อย่างนี้ เฉพาะอรูปภูมิเท่านั้น
สังสัฏฐวารก็ดี สัมปยุตตวารก็ดี พึงกระทำอย่างนี้
ปัญหาวาร
[๔๒๘] สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรม โดยเหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นสัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตสัญโญชนธรรมทั้งหลาย
โดยเหตุปัจจัย
สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม โดยเหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นสัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏฐาน-
รูปทั้งหลาย โดยเหตุปัจจัย
สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรม และธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม โดย
เหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่เป็นสัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ สัญโญชนธรรม
และจิตตสมุฏฐานรูปทั้งหลาย โดยเหตุปัจจัย
ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม โดยเหตุปัจจัย
คือ เหตุทั้งหลายที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ และจิตตสมุฏ-
ฐานรูปทั้งหลาย โดยเหตุปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ
[๔๒๙] สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
คือ เพราะปรารภสัญโญชนธรรมทั้งหลาย สัญโญชนธรรมทั้งหลาย เกิดขึ้น
พึงกระทำมูล
เพราะปรารภสัญโญชนธรรมทั้งหลาย ขันธ์ทั้งหลายที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เกิดขึ้น
พึงกระทำมูล
เพราะปรารภสัญโญชนธรรมทั้งหลาย สัญโญชนธรรมและสัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย
เกิดขึ้น
ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม โดยอารัมมณ-
ปัจจัย
คือ บุคคลให้ทาน ศีล ฯลฯ กระทำอุโบสถกรรม ฯลฯ แล้วพิจารณากุศลกรรมนั้น
บุคคลพิจารณากุศลกรรมทั้งหลายที่เคยสั่งสมไว้แล้วในกาลก่อน
บุคคลออกจากฌานแล้ว พิจารณาฌาน
พระอริยะทั้งหลายออกจากมรรคแล้ว พิจารณามรรค ผล ฯลฯ พิจารณานิพพาน
นิพพาน เป็นปัจจัยแก่โคตรภู แก่โวทาน แก่มรรค แก่ผล แก่อาวัชชนะ
พระอริยะทั้งหลายพิจารณากิเลสที่ละแล้ว ที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม กิเลสที่ข่มแล้ว ฯลฯ
ในกาลก่อน ฯลฯ
จักขุ ฯลฯ หทัยวัตถุ ฯลฯ ขันธ์ทั้งหลายที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม โดยความเป็นของ
ไม่เที่ยง ฯลฯ โทมนัส เกิดขึ้น
บุคคลเห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ
บุคคลรู้จิตของบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจิต ที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม โดยเจโตปริยญาณ
อากาสานัญจายตนะ เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เป็นปัจจัย
แก่เนวสัญญานาสัญญายตนะ รูปายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่
กายวิญญาณ
ขันธ์ทั้งหลายที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ แก่เจโตปริยญาณ แก่
บุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่ยถากัมมุปคญาณ แก่อนาคตังสญาณ แก่อาวัชชนะ โดยอารัมมณ-
ปัจจัย
ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
คือ ทาน ฯลฯ ศีล ฯลฯ อุโบสถกรรม ฯลฯ
ในกาลก่อน ฯลฯ จากฌาน ฯลฯ
จักขุ ฯลฯ หทัยวัตถุ ฯลฯ บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่งซึ่ง ขันธ์ทั้งหลายที่
ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เพราะปรารภความยินดีนั้น ราคะ ฯลฯ โทมนัส เกิดขึ้น
ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรม และธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชน-
ธรรม โดยอารัมมณปัจจัย
คือ ทาน ฯลฯ ศีล ฯลฯ อุโบสถกรรม ฯลฯ
ในกาลก่อน ฯลฯ จากฌาน ฯลฯ
จักขุ ฯลฯ หทัยวัตถุ ฯลฯ บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง ซึ่งขันธ์ทั้งหลายที่
ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เพราะปรารภความยินดีนั้น สัญโญชนธรรม และขันธ์ทั้งหลายที่เป็น
สัญโญชนสัมปยุตตธรรม เกิดขึ้น
สัญโญชนธรรม และธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรม โดย
อารัมมณปัจจัย มี ๓ นัย พึงกระทำว่า เพราะปรารภนั้นเทียว
[๔๓๐] สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรม โดยอธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ กระทำสัญโญชนธรรมทั้งหลายให้หนักแน่น ฯลฯ
มีการกระทำให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นทั้ง ๓ นัย
ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม โดยอธิปติปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ
ที่เป็นอารัมมณาธิปติ ได้แก่ บุคคลให้ทาน ฯลฯ ศีล ฯลฯ มี ๓ นัย
อารัมมณาธิปติ สหชาตาธิปติ แม้แห่งวาระทั้ง ๓ ก็ควรกระทำ พึงจำแนก
ทั้ง ๓ นัยอีก
สัญโญชนธรรม และธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรม โดย
อธิปติปัจจัย
มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติ ได้แก่ กระทำสัญโญชนธรรม และสัมปยุตตขันธ์
ทั้งหลายให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ฯลฯ มี ๓ นัย
[๔๓๑] สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรม โดยอนันตรปัจจัย
คือ สัญโญชนธรรมทั้งหลาย ที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรมทั้งหลาย ที่
เกิดหลังๆ โดยอนันตรปัจจัย มี ๓ นัย
ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม โดยอนันตรปัจจัย
คือ ขันธ์ทั้งหลายที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม ที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่
ไม่ใช่สัญโญชนธรรม ที่เกิดหลังๆ ฯลฯ แก่ผลสมาบัติ โดยอนันตรปัจจัย
ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรม โดยอนันตรปัจจัย
คือ ขันธ์ทั้งหลายที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม ที่เกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรม
ทั้งหลาย ที่เกิดหลังๆ ฯลฯ แม้ทั้ง ๒ อย่าง ก็พึงกระทำอย่างที่กล่าวมาแล้ว
สัญโญชนธรรม และธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรม โดย
อนันตรปัจจัย มี ๓ นัย
สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรม โดยสมนันตรปัจจัย มี ๙ นัย
ฯลฯ เป็นปัจจัย โดยสหชาตปัจจัย มี ๙ นัย
ฯลฯ เป็นปัจจัย โดยอัญญมัญญปัจจัย มี ๙ นัย
ฯลฯ เป็นปัจจัย โดยนิสสยปัจจัย มี ๙ นัย
[๔๓๒] ฯลฯ เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัย
มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ฯลฯ ที่เป็นปกตูปนิสสยะ ได้แก่ สัญโญชนธรรมทั้งหลาย เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรม
ทั้งหลาย โดยอุปนิสสยปัจจัย แม้ทั้ง ๓ อย่าง ก็เหมือนอย่างนี้
ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม โดย
อุปนิสสยปัจจัย
มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ฯลฯ ที่เป็นปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธาแล้ว ให้ทาน ฯลฯ ยัง
สมาบัติให้เกิดขึ้น ก่อนมานะ ถือทิฏฐิ
บุคคลเข้าไปอาศัยศีล ฯลฯ ปัญญา ราคะ ฯลฯ ความปรารถนา ฯลฯ เสนาสนะแล้ว
ให้ทาน ฯลฯ ทำลายสงฆ์
ศรัทธา ฯลฯ เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่ศรัทธา ฯลฯ แก่ผลสมาบัติ โดยอุปนิสสยปัจจัย
ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย
มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ฯลฯ ที่เป็นปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธาแล้ว ก่อมานะ ถือทิฏฐิ
บุคคลเข้าไปอาศัยศีล ฯลฯ เสนาสนะแล้ว ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ทำลายสงฆ์
ศรัทธา ฯลฯ เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่ ราคะ ฯลฯ แก่ความปรารถนา โดยอุปนิสสยปัจจัย
ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรม และธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชน-
ธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย
มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ฯลฯ ที่เป็นปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธาแล้ว ก่อมานะ ถือทิฏฐิ
บุคคลเข้าไปอาศัย ศีล ฯลฯ เสนาสนะแล้ว ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ทำลายสงฆ์
ศรัทธา ฯลฯ เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรม และสัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย
โดยอุปนิสสยปัจจัย
สัญโญชนธรรม และธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรม โดย
อุปนิสสยปัจจัย มี ๓ นัย
[๔๓๓] ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม โดย
ปุเรชาตปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาต
ที่เป็นอารัมมณปุเรชาต ได้แก่ จักขุ ฯลฯ หทัยวัตถุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ
โทมนัส เกิดขึ้น
บุคคลเห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ
รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่ จักขุวิญญาณ โผฏฐัพพายตนะ เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ
โดยอารัมมณปัจจัย
ที่เป็นวัตถุปุเรชาต ได้แก่ จักขายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ กายายตนะ
เป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ หทัยวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม โดยปุเรชาตปัจจัย
ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรม โดยปุเรชาตปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาต
ที่เป็นอารัมมณปุเรชาต ได้แก่ จักขุ ฯลฯ บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง
ซึ่งหทัยวัตถุ เพราะปรารภความยินดีนั้น ราคะ ฯลฯ โทมนัส เกิดขึ้น
ที่เป็นวัตถุปุเรชาต ได้แก่ หทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรมทั้งหลาย โดย
ปุเรชาตปัจจัย
ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรม และธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชน-
ธรรม โดยปุเรชาตปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณปุเรชาต วัตถุปุเรชาต
ที่เป็นอารัมมณปุเรชาต ได้แก่ จักขุ ฯลฯ บุคคลย่อมยินดี ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง ซึ่ง
หทัยวัตถุ เพราะปรารภความยินดีนั้น สัญโญชนธรรม และสัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย เกิดขึ้น
ที่เป็นวัตถุปุเรชาต ได้แก่ หทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่สัญโญชนธรรมและสัมปยุตตขันธ์-
ทั้งหลาย โดยปุเรชาตปัจจัย
[๔๓๔] สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม โดยปัจฉาชาตปัจจัย
มี ๑ นัย
ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม โดยปัจฉาชาต-
ปัจจัย
สัญโญชนธรรม และธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชนธรรม เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่สัญโญชน-
ธรรม โดยปัจฉาชาตปัจจัย