พุทธธรรมสงฆ์


พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๘ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ (เล่ม 41)

[๑๔๗๔] ปริตตธรรม และมหัคคตธรรม เป็นปัจจัยแก่มหัคคตธรรม ฯลฯ
คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นมหัคคตธรรม และหทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓ โดยนิสสย
ปัจจัย
ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๑ ที่เป็นมหัคคตธรรม และหทัยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ ๓
โดยนิสสยปัจจัย ขันธ์ ๒ ฯลฯ

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๘ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ (เล่ม 41)

[๑๔๗๕] ปริตตธรรม เป็นปัจจัยแก่ปริตตธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย
มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ฯลฯ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธาที่เป็นปริตตธรรมแล้ว
ให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ยังวิปัสสนาให้เกิดขึ้น ก่อมานะ ถือทิฏฐิ
บุคคลเข้าไปอาศัยศีลที่เป็นปริตตธรรม ฯลฯ ปัญญา ราคะ ความปรารถนา สุขทาง
กาย ฯลฯ เสนาสนะแล้ว ให้ทาน ศีล ฯลฯ อุโบสถกรรม ฯลฯ ยังวิปัสสนาให้เกิดขึ้น ฆ่าสัตว์
ทำลายสงฆ์
ศรัทธาที่เป็นปริตตธรรม ฯลฯ ปัญญา ราคะ ความปรารถนา สุขทางกาย ฯลฯ
เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นปริตตธรรม แก่ปัญญา แก่ราคะ แก่ความปรารถนา แก่สุข
ทางกาย แก่ทุกข์ทางกาย โดยอุปนิสสยปัจจัย
กุศลอกุศลกรรม เป็นปัจจัยแก่วิบาก โดยอุปนิสสยปัจจัย ปาณาติบาตเป็นปัจจัยแก่
ปาณาติบาต โดยอุปนิสสยปัจจัย
พึงกระทำจักรนัย
มาตุฆาตกรรม เป็นปัจจัยแก่มาตุฆาตกรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย
พึงกระทำจักรนัย เหมือนกับ กุสลัตติกะ

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๘ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ (เล่ม 41)

[๑๔๗๖] ปริตตธรรม เป็นปัจจัยแก่มหัคคตธรรม ฯลฯ
มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ฯลฯ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธา ที่เป็นปริตตธรรมแล้ว
ยังฌานที่เป็นมหัคคตธรรม ให้เกิดขึ้น อภิญญา ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น
บุคคลเข้าไปอาศัยศีลที่เป็นปริตตธรรม ฯลฯ ปัญญา ฯลฯ ราคะ ฯลฯ เสนาสนะแล้ว
ยังฌานที่เป็นมหัคคตธรรม ให้เกิดขึ้น อภิญญา ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น
ศรัทธาที่เป็นปริตตธรรม ฯลฯ เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นมหัคคตธรรม แก่
ปัญญา โดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมแห่งปฐมฌาน ฯลฯ บริกรรมแห่งเนวสัญญานาสัญญายตนะ
เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมแห่งทิพพจักขุ เป็นปัจจัย
แก่อนาคตตังสญาณ ฯลฯ

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๘ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ (เล่ม 41)

[๑๔๗๗] ปริตตธรรม เป็นปัจจัยแก่อัปปมาณธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ฯลฯ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธาที่เป็นปริตตธรรมแล้ว ยัง
ฌานที่เป็นอัปปมาณธรรมให้เกิดขึ้น มรรค ฯลฯ ยังผลสมาบัติให้เกิดขึ้น
บุคคลเข้าไปอาศัยศีลที่เป็นปริตตธรรม ฯลฯ ปัญญา ราคะ ความปรารถนา สุขทาง
กาย ฯลฯ เสนาสนะแล้ว ยังฌานที่เป็นอัปปมาณธรรมให้เกิดขึ้น มรรค ฯลฯ ยังผลสมาบัติให้
เกิดขึ้น
ศรัทธาที่เป็นปริตตธรรม ฯลฯ เสนาสนะ เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นอัปปมาณธรรม
แก่ปัญญา แก่มรรค แก่ผลสมาบัติ โดยอุปนิสสยปัจจัย
บริกรรมแห่งปฐมมรรค เป็นปัจจัยแก่ปฐมมรรค บริกรรมแห่งจตุตถมรรค เป็นปัจจัย
แก่จตุตถมรรค โดยอุปนิสสยปัจจัย

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๘ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ (เล่ม 41)

[๑๔๗๘] มหัคคตธรรม เป็นปัจจัยแก่มหัคคตธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปสนิสสยะ
ฯลฯ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธาที่เป็นมหัคคตธรรมแล้วยัง
ฌานที่เป็นมหัคคตธรรมให้เกิดขึ้น อภิญญา ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น
บุคคลเข้าไปศัยศีลที่เป็นมหัคคตธรรม ฯลฯ ปัญญาแล้ว ยังฌานที่เป็นมหัคคตธรรม ฯลฯ
อภิญญา ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น
ศรัทธาที่เป็นมหัคคตธรรม ฯลฯ ปัญญา เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นมหัคคตธรรม แก่
ปัญญา โดยอุปนิสสยปัจจัย
ปฐมฌาน เป็นปัจจัยแก่ทุติยฌาน อากิญจัญญายตนะ เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานา
สัญญายตนะ โดยอุปนิสสยปัจจัย

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๘ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ (เล่ม 41)

[๑๔๗๙] มหัคคตธรรม เป็นปัจจัยแก่ปริตตธรรม ฯลฯ
มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ฯลฯ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธาที่เป็นมหัคคตธรรมแล้ว
ให้ทาน สมาทานศีล กระทำอุโบสถกรรม ยังวิปัสสนาให้เกิดขึ้น ก่อมานะ ถือทิฏฐิ
บุคคลเข้าไปอาศัยศีลที่เป็นมหัคคตธรรม ฯลฯ ปัญญาแล้วให้ทาน ฯลฯ ยังวิปัสสนา
ให้เกิดขึ้น ฯลฯ
ศรัทธาที่เป็นมหัคคตธรรม ฯลฯ ปัญญา เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นปริตตธรรม แก่
ปัญญา แก่สุขทางกาย แก่ทุกข์ทางกาย โดยอุปนิสสยปัจจัย

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๘ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ (เล่ม 41)

[๑๔๘๐] มหัคคตธรรม เป็นปัจจัยแก่อัปปมาณธรรม ฯลฯ
มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ฯลฯ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธาที่เป็นมหัคคตธรรมแล้ว
ยังฌานที่เป็นอัปปมาณธรรมให้เกิดขึ้น มรรค ฯลฯ ยังผลสมาบัติให้เกิดขึ้น
บุคคลเข้าไปอาศัยศีลที่เป็นมหัคคตธรรม ฯลฯ ปัญญาแล้ว ยังฌานที่เป็นอัปปมาณธรรม
ฯลฯ มรรค ฯลฯ ยังผลสมาบัติให้เกิดขึ้น
ศรัทธาที่เป็นมหัคคตธรรม ฯลฯ ปัญญา เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นอัปปมาณธรรม แก่
ปัญญา แก่มรรค แก่ผลสมาบัติ โดยอุปนิสสยปัจจัย

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๘ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ (เล่ม 41)

[๑๔๘๑] อัปปมาณธรรม เป็นปัจจัยแก่อัปปมาณธรรม ฯลฯ
มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ฯลฯ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธาที่เป็นอัปปมาณธรรมแล้ว
ยังฌานที่เป็นอัปปมาณธรรมให้เกิดขึ้น มรรค ฯลฯ ยังผลสมบัติให้เกิดขึ้น
บุคคลเข้าไปอาศัยศีลที่เป็นอัปปมาณธรรม ฯลฯ ปัญญาแล้ว ยังฌานที่เป็นอัปปมาณธรรม
ฯลฯ มรรค ฯลฯ ยังผลสมาบัติให้เกิดขึ้น
ศรัทธาที่เป็นอัปปมาณธรรม ฯลฯ ปัญญา เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นอัปปมาณธรรม
แก่ปัญญา โดยอุปนิสสยปัจจัย
ปฐมมรรค เป็นปัจจัยแก่ทุติยมรรค ฯลฯ ตติยมรรค เป็นปัจจัยแก่จตุตถมรรค

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๘ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ (เล่ม 41)

[๑๔๘๒] อัปปมาณธรรม เป็นปัจจัยแก่ปริตตธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย
มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ฯลฯ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธาที่เป็นอัปปมาณธรรมแล้ว
ให้ทาน ฯลฯ ศีล ฯลฯ อุโบสถกรรม ฯลฯ ยังวิปัสสนาให้เกิดขึ้น
บุคคลเข้าไปอาศัยศีลที่เป็นอัปปมาณธรรม ฯลฯ ปัญญาแล้ว ให้ทาน ฯลฯ ศีล ฯลฯ
อุโบสถกรรม ฯลฯ วิปัสสนา ฯลฯ
ศรัทธาที่เป็นอัปปมาณธรรม ฯลฯ ปัญญา เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นปริตตธรรม
แก่ปัญญา แก่สุขทางกาย แก่ทุกข์ทางกาย โดยอุปนิสสยปัจจัย ผลสมาบัติ เป็นปัจจัยแก่สุข
ทางกาย โดยอุปนิสสยปัจจัย
พระอริยะทั้งหลายเข้าไปอาศัยมรรคแล้ว พิจารณาเห็นสังขารโดยความเป็นของไม่
เที่ยง ฯลฯ
มรรค เป็นปัจจัยแก่อัตถปฏิสัมภิทา แก่ธัมมปฏิสัมภิทา แก่นิรุตติปฏิสัมภิทา แก่
ปฏิภาณปฏิสัมภิทา แก่ฐานาฐานโกสัลละของพระอริยะทั้งหลาย โดยอุปนิสสยปัจจัย

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๘ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ (เล่ม 41)

[๑๔๘๓] อัปปมาณธรรม เป็นปัจจัยแก่มหัคคตธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย
มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ
ฯลฯ ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธาที่เป็นอัปปมาณธรรม
ฌานที่เป็นมหัคคตธรรม ฯลฯ อภิญญา ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น
บุคคลเข้าไปอาศัยศีลที่เป็นอัปปมาณธรรม ฯลฯ ปัญญา ฌานที่เป็นมหัคคตธรรม ฯลฯ
อภิญญา ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น
ศรัทธาที่เป็นอัปปมาณธรรม ฯลฯ ปัญญาเป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นมหัคคตธรรม
แก่ปัญญา โดยอุปนิสสยปัจจัย
พระอริยะทั้งหลายเข้าไปอาศัยมรรคแล้ว ยังสมาบัติที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เข้าสมาบัติ
ที่เกิดขึ้นแล้ว