พุทธธรรมสงฆ์


พระวินัยปิฎก เล่ม ๖ จุลวรรคภาค ๑ (เล่ม 6)

[๖๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การทำตามปฏิญาณเป็นธรรมอย่างไร
ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์ หรือภิกษุ ๒-๓ รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจทเธอว่า ท่านต้อง
อาบัติปาราชิก เธอกล่าวอย่างนี้ว่า ถูกละ คุณ ผมต้องอาบัติปาราชิก สงฆ์ปรับเธอด้วยอาบัติ
ปาราชิก การปรับอย่างนี้ ชื่อว่าทำตามปฏิญาณ เป็นธรรม
ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสส ...
ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย ...
ภิกษุต้องอาบัติปาจิตตีย์ ...
ภิกษุต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ...
ภิกษุต้องอาบัติทุกกฏ ...
ภิกษุต้องอาบัติทุพภาษิต สงฆ์ หรือภิกษุ ๒-๓ รูป หรือภิกษุรูปเดียว โจทเธอว่า
ท่านต้องอาบัติทุพภาสิต เธอกล่าวอย่างนี้ว่า ถูกละคุณ ผมต้องอาบัติ ทุพภาสิต สงฆ์ปรับเธอด้วย
อาบัติทุพภาสิต การปรับ อย่างนี้ ชื่อว่าทำตาม ปฏิญาณเป็นธรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ทำตามปฏิญาณเป็นธรรม ฯ
ระงับอธิกรณ์ด้วยเยภุยยสิกา

พระวินัยปิฎก เล่ม ๖ จุลวรรคภาค ๑ (เล่ม 6)

[๖๑๑] สมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายก่อความบาดหมาง ก่อความทะเลาะ ถึงความวิวาทกัน
ในท่ามกลางสงฆ์ กล่าวทิ่มแทงกันและกันด้วยหอกคือปากอยู่ ไม่อาจเพื่อระงับอธิกรณ์นั้นได้ จึง
กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ระงับอธิกรณ์เห็น
ปานนี้ด้วยเยภุยยสิกา พึงสมมติ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ให้เป็นผู้ให้จับฉลาก คือ:-
๑. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความชอบพอ
๒. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความเกลียดชัง
๓. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความงมงาย
๔. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความกลัว และ
๕. รู้จักฉลากที่จับแล้วและยังไม่จับ
ก็แล สงฆ์พึงสมมติอย่างนี้ พึงขอร้องภิกษุก่อน ครั้นแล้วภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ
พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
กรรมวาจาสมมติ
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงสมมติ
ภิกษุมีชื่อนี้ให้เป็นผู้ให้จับฉลาก นี้เป็นญัตติ
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์สมมติภิกษุมีชื่อนี้ให้ เป็นผู้ให้จับฉลาก การ
สมมติภิกษุมีชื่อนี้ให้เป็นผู้ให้จับฉลาก ชอบ แก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่
ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้น พึงพูด
ภิกษุมีชื่อนี้อันสงฆ์สมมติแล้วให้เป็นผู้ให้จับฉลาก ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้า
ทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้ ฯ
การจับฉลากไม่เป็นธรรม ๑๐ อย่าง

พระวินัยปิฎก เล่ม ๖ จุลวรรคภาค ๑ (เล่ม 6)

[๖๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การจับฉลากไม่เป็นธรรม ๑๐ อย่าง เป็น ธรรม ๑๐ อย่าง เหล่านี้
การจับฉลากไม่เป็นธรรม ๑๐ อย่าง เป็นไฉน คือ:-
๑. อธิกรณ์เป็นเรื่องเล็กน้อย
๒. ไม่ลุกลามไปไกล
๓. ภิกษุพวกนั้นระลึกไม่ได้เอง และพวกอื่นก็ให้ระลึกไม่ได้
๔. รู้ว่า อธรรมวาทีมากกว่า
๕. รู้ว่า ไฉน อธรรมวาทีพึงมีมากกว่า
๖. รู้ว่า สงฆ์จักแตกกัน
๗. รู้ว่า ไฉน สงฆ์พึงแตกกัน
๘. อธรรมวาทีภิกษุจับโดยไม่เป็นธรรม
๙. อธรรมวาทีภิกษุจับเป็นพวกๆ
๑๐. ไม่จับตามความเห็น
การจับฉลากไม่เป็นธรรม ๑๐ อย่าง เหล่านี้ ฯ
การจับฉลากเป็นธรรม ๑๐ อย่าง

พระวินัยปิฎก เล่ม ๖ จุลวรรคภาค ๑ (เล่ม 6)

[๖๑๓] การจับฉลากเป็นธรรม ๑๐ อย่าง เป็นไฉน คือ:-
๑. อธิกรณ์ไม่ใช่เรื่องเล็ก
๒. ลุกลามไปไกล
๓. ภิกษุพวกนั้นระลึกได้ และพวกอื่นก็ให้ระลึกได้
๔. รู้ว่า ธรรมวาทีมากกว่า
๕. รู้ว่า ไฉนธรรมวาทีพึงมีมากกว่า
๖. รู้ว่า สงฆ์จักไม่แตกกัน
๗. รู้ว่า ไฉนสงฆ์ไม่พึงแตกกัน
๘. ธรรมวาทีภิกษุจับโดยธรรม
๙. ธรรมวาทีภิกษุพร้อมเพรียงกันจับ
๑๐. จับตามความเห็น
การจับฉลากเป็นธรรม ๑๐ อย่าง เหล่านี้ ฯ
สงฆ์ทำตัสสปาปิยสิกากรรม

พระวินัยปิฎก เล่ม ๖ จุลวรรคภาค ๑ (เล่ม 6)

[๖๑๔] สมัยนั้นแล พระอุปวาฬถูกซักถามถึงอาบัติ ในท่ามกลางสงฆ์ ปฏิเสธแล้วปฏิญาณ
ปฏิญาณแล้วปฏิเสธ ให้การกลับไปกลับมา กล่าวเท็จทั้งรู้ อยู่ บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็
เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระอุปวาฬถูกซักถามถึงอาบัติในท่ามกลางสงฆ์ จึงได้ปฏิเสธ
แล้วปฏิญาณ ปฏิญาณ แล้วปฏิเสธ ให้การกลับไปกลับมา กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่เล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้น
แด่พระผู้มีพระภาคๆ ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุ
อุปวาฬถูกซักถามถึงอาบัติในท่ามกลางสงฆ์ ปฏิเสธแล้วปฏิญาณ ปฏิญาณ แล้วปฏิเสธ ให้การ
กลับไปกลับมา กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่ จริงหรือ
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล สงฆ์จงทำตัสสปาปิยสิกากรรม ๑- แก่ภิกษุอุปวาฬ
ก็แล สงฆ์พึงทำอย่างนี้ พึงโจทภิกษุอุปวาฬก่อน ครั้นแล้วพึงให้เธอ ให้การ แล้วพึง
ปรับอาบัติ ครั้นแล้วภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถพึงประกาศให้สงฆ์ ทราบ ด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา
ว่าดังนี้:-
กรรมวาจาทำตัสสปาปิยสิกากรรม
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุอุปวาฬนี้ถูกซักถาม ถึงอาบัติในท่ามกลางสงฆ์
ปฏิเสธแล้วปฏิญาณ ปฏิญาณแล้วปฏิเสธ ให้การกลับไปกลับมา กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่ ถ้าความ
พร้อมพรั่งของสงฆ์ ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุอุปวาฬ นี้เป็นญัตติ
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุอุปวาฬนี้ถูกซักถามถึง อาบัติในท่ามกลางสงฆ์
ปฏิเสธแล้วปฏิญาณ ปฏิญาณแล้วปฏิเสธ ให้การกลับไปกลับมา กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่ สงฆ์ทำ
ตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุอุปวาฬ การทำตัสสปาบี่ยสิกากรรมแก่ภิกษุอุปวาฬ ชอบแก่ท่าน
ผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด
ข้าพเจ้ากล่าวความนี้ แม้ครั้งที่สอง ...
ข้าพเจ้ากล่าวความนี้ แม้ครั้งที่สาม ...
ตัสสปาปิยสิกากรรมอันสงฆ์ทำแล้วแก่ภิกษุอุปวาฬ ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้า
ทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้ ฯ
ตัสสปาปิยสิกากรรมเป็นธรรม ๕ อย่าง

พระวินัยปิฎก เล่ม ๖ จุลวรรคภาค ๑ (เล่ม 6)

[๖๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การทำตัสสปาปิยสิกากรรมเป็นธรรม ๕ อย่างนี้ คือ:-
๑. ภิกษุเป็นผู้ไม่สะอาด
๒. เป็นอลัชชี
๓. เป็นผู้ถูกโจท
๔. สงฆ์ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่เธอ
๕. สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำโดยธรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การทำตัสสปาปิยสิกากรรมเป็นธรรม ๕ อย่างนี้แล ฯ
ลักษณะกรรมไม่เป็นธรรม ๑๒ หมวด
หมวดที่ ๑

พระวินัยปิฎก เล่ม ๖ จุลวรรคภาค ๑ (เล่ม 6)

[๖๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ เป็นกรรมไม่
เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำลับหลัง ๑ ไม่ สอบถามก่อนแล้วทำ ๑ ทำ
ไม่ตามปฏิญาณ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็น กรรมไม่เป็นธรรม
ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี
หมวดที่ ๒
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็น
ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะไม่ต้อง อาบัติ ๑ ทำเพราะอาบัติมิใช่เป็น
เทสนาคามินี ๑ ทำเพราะอาบัติที่แสดงแล้ว ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรม ...
หมวดที่ ๓
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็น
ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่โจทก่อนแล้ว ทำ ๑ ไม่ให้จำเลยให้การก่อนแล้ว
ทำ ๑ ไม่ปรับอาบัติแล้วทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรม ...
หมวดที่ ๔
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็น
ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำลับหลัง ๑ ทำ โดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็น
วรรคทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรม ...
หมวดที่ ๕
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็น
ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่สอบถามก่อน แล้วทำ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑
สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรม ...
หมวดที่ ๖
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็น
ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำไม่ตามปฏิญาณ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็น
วรรคทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรม ...
หมวดที่ ๗
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็น
ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะไม่ต้อง อาบัติ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑
สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรม ...
หมวดที่ ๘
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็น
ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะอาบัติมิ ใช่เป็นเทสนาคามินี ๑ ทำโดยไม่
เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรม ...
หมวดที่ ๙
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็น
ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะอาบัติที่ แสดงแล้ว ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑
สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรม ...
หมวดที่ ๑๐
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็น
ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่โจทก่อนแล้ว ทำ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์
เป็นวรรคทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรม ...
หมวดที่ ๑๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็น
ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่ให้จำเลยให้การ ก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑
สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรม ...
หมวดที่ ๑๒
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็น
ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่ปรับอาบัติก่อน แล้วทำ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑
สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็นธรรม
ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี ฯ
ลักษณะกรรมไม่เป็นธรรม ๑๒ หมวด จบ
____________
ลักษณะกรรมเป็นธรรม ๑๒ หมวด
หมวดที่ ๑

พระวินัยปิฎก เล่ม ๖ จุลวรรคภาค ๑ (เล่ม 6)

[๖๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ เป็นกรรมเป็นธรรม
เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำต่อหน้า ๑ สอบถามก่อน แล้วทำ ๑ ทำตามปฏิญาณ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็น กรรมเป็นธรรม
เป็นวินัย และระงับดีแล้ว
หมวดที่ ๒
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็น
ธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะต้องอาบัติ ๑ ทำ เพราะอาบัติเป็นเทสนาคามินี ๑
ทำเพราะอาบัติยังมิได้แสดง ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรม ...
หมวดที่ ๓
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็น
ธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ โจทก่อนแล้วทำ ๑ ให้จำเลย ให้การก่อนแล้วทำ ๑ ปรับ
อาบัติแล้วทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรม ...
หมวดที่ ๔
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็น
ธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำต่อหน้า ๑ ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรม ...
หมวดที่ ๕
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็น
ธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ สอบถามก่อนแล้วทำ ๑ ทำ โดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียง
กันทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรม ...
หมวดที่ ๖
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็น
ธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำตามปฏิญาณ ๑ ทำโดย ธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกัน
ทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรม ...
หมวดที่ ๗
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็น
ธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะต้องอาบัติ ๑ ทำ โดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียง
กันทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรม ...
หมวดที่ ๘
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็น
ธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะอาบัติเป็นเทสนาคามินี ๑ ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์
พร้อมเพรียงกันทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรม ...
หมวดที่ ๙
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็น
ธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะอาบัติยังมิได้แสดง ๑ ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์
พร้อมเพรียงกันทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรม ...
หมวดที่ ๑๐
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็น
ธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ โจทก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดย ธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกัน
ทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรม ...
หมวดที่ ๑๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรม
เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ให้จำเลยให้การก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์
พร้อมเพรียงกันทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรม ...
หมวดที่ ๑๒
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็น
ธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ปรับอาบัติก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียง
กันทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัสสปาปิยสิกากรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็น กรรมเป็นธรรม
เป็นวินัย และระงับดีแล้ว ฯ
ลักษณะกรรมเป็นธรรม ๑๒ หมวด จบ
____________
ข้อที่สงฆ์จำนง ๖ หมวด
หมวดที่ ๑

พระวินัยปิฎก เล่ม ๖ จุลวรรคภาค ๑ (เล่ม 6)

[๖๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ เมื่อสงฆ์จำนงพึงทำตัสสปาปิย
สิกากรรม คือ เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการ วิวาท ทำความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์
ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑ เป็นผู้คลุกคลีกับคฤหัสถ์
ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงพึงทำ ตัสสปาปิยสิกากรรม ฯ
หมวดที่ ๒

พระวินัยปิฎก เล่ม ๖ จุลวรรคภาค ๑ (เล่ม 6)

[๖๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์ จำนงพึงทำ
ตัสสปาปิยสิกากรรม คือ เป็นผู้มีศีลวิบัติในอธิศีล ๑ เป็นผู้มีอาจารวิบัติในอัธยาจาร ๑ เป็นผู้มี
ทิฐิวิบัติในอติทิฐิ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงพึงทำ ตัสสปาปิยสิกากรรม ฯ
หมวดที่ ๓