พุทธธรรมสงฆ์


พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ (เล่ม 37)

[๑๐๖๗] ส. ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์ คือ
ผัสสะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นความรู้ในการกำหนดรู้ผัสสะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์คือเวทนา
ฯลฯ ว่าความรู้ในอารมณ์คือสัญญา ฯลฯ ว่าความรู้ในอารมณ์ คือ
อโนตตัปปะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นความรู้ในการกำหนดรู้อโนตตัปปะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ (เล่ม 37)

[๑๐๖๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น
ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เป็นความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า เป็นความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้อง
กล่าวว่าความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรม
อื่นเป็นอารมณ์
จิตตารัมมณกถา จบ
—————
อนาคตญาณกถา

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ (เล่ม 37)

[๑๐๖๙] สกวาที ความรู้ในอนาคต (สภาวะที่ยังไม่มาถึง) มีอยู่หรือ
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. อนาคตรู้ได้โดยมูล รู้ได้โดยเหตุ รู้ได้โดยนิทาน (เหตุเป็นแดนมอบให้
ซึ่งผล) รู้ได้โดยสมภพ (เหตุเป็นแดนเกิด) รู้ได้โดยประภพ (เหตุ
เป็นแดนเกิดก่อน) รู้ได้โดยสมุฏฐาน รู้ได้โดยอาหาร (เหตุนำมาซึ่งผล)
รู้ได้โดยอารมณ์ (เหตุเป็นที่ยึดหน่วง) รู้ได้โดยปัจจัย (เหตุเป็นที่อาศัย
เป็นไป) รู้ได้โดยสมุทัย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ (เล่ม 37)

[๑๐๗๐] ส. ความรู้ในอนาคตมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รู้ความเป็นเหตุปัจจัยที่เป็นอนาคตได้ รู้ความเป็นอารัมมณปัจจัยที่เป็น
อนาคตได้ รู้ความเป็นอธิปติปัจจัยที่เป็นอนาคตได้ รู้ความเป็นอนันตร
ปัจจัยที่เป็นอนาคตได้ รู้ความเป็นสมนันตรปัจจัยที่เป็นอนาคตได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ (เล่ม 37)

[๑๐๗๑] ส. ความรู้ในอนาคตมีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โคตรภูบุคคล มีความรู้ในโสดาปัตติมรรคหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล มีความรู้ในโสดาปัตติผล
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่ง
อนาคามิผล ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล มีความรู้ในอรหัตผล
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ (เล่ม 37)

[๑๐๗๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในอนาคตมีอยู่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรอานนท์ อันตราย ๓ อย่าง จักเกิด
แก่เมืองปาฏลีบุตร คือ จากไฟ หรือจากน้ำ หรือจากการแตก
ความสามัคคี ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น ความรู้ในอนาคตก็มีอยู่น่ะสิ
อนาคตญาณกถา จบ
—————
ปัจจุปปันนญาณกถา

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ (เล่ม 37)

[๑๐๗๓] สกวาที ความรู้ในปัจจุบัน (สภาวะที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า) มีอยู่หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. บุคคลรู้ความรู้นั้นได้ด้วยความรู้นั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลรู้ความรู้นั้นได้ด้วยความรู้นั้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลรู้ความรู้นั้นว่าความรู้ ด้วยความรู้นั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลรู้ความรู้นั้นว่าความรู้ ได้ด้วยความรู้นั้นหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความรู้นั้น เป็นอารมณ์แห่งความรู้นั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ความรู้นั้น เป็นอารมณ์แห่งความรู้นั้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลถูกต้องผัสสะนั้นได้ด้วยผัสสะนั้น เสวยเวทนานั้นได้ด้วยเวทนา
นั้น จำสัญญานั้นได้ด้วยสัญญานั้น ตั้งเจตนานั้นได้ด้วยเจตนานั้น คิด
จิตนั้นได้ด้วยจิตนั้น ตรึกวิตกนั้นได้ด้วยวิตกนั้น ตรองวิจารนั้นได้ด้วย
วิจารนั้น ดื่มปีตินั้นได้ด้วยปีตินั้น ระลึกสตินั้นได้ด้วยสตินั้น ทราบ
ชัดปัญญานั้นได้ด้วยปัญญานั้น ตัดขันธ์นั้นได้ด้วยขันธ์นั้น ถากขวาน
นั้นได้ด้วยขวานนั้น ถากผึ่งนั้นได้ด้วยผึ่งนั้น ถากมีดนั้นได้ด้วยมีดนั้น
เย็บเข็มนั้นได้ด้วยเข็มนั้น ลูบคลำปลายองคุลีนั้นได้ด้วยปลายองคุลีนั้น
ลูบคลำปลายนาสิกนั้นได้ด้วยปลายนาสิกนั้น ลูบคลำกระหม่อมนั้นได้
ด้วยกระหม่อมนั้น ล้างคูถนั้นได้ด้วยคูถนั้น ล้างมูตรนั้นได้ด้วยมูตรนั้น
ล้างเขฬะนั้นได้ด้วยเขฬะนั้น ล้างหนองนั้นได้ด้วยหนองนั้น ล้างเลือด
นั้นได้ด้วยเลือดนั้น หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ (เล่ม 37)

[๑๐๗๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในปัจจุบันมีอยู่ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เมื่อพระโยคาวจรเห็นสังขารทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยงแล้ว แม้
ความรู้นั้น ก็เป็นอันพระโยคาวจรนั้นได้เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง
ด้วย มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า เมื่อพระโยคาวจรเห็นสังขารทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยง
แล้ว แม้ความรู้นั้นก็เป็นอันพระโยคาวจรนั้นได้เห็นโดยความเป็นของ
ไม่เที่ยงด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ความรู้ในปัจจุบันมีอยู่
ปัจจุปปันนญาณกถา จบ
—————–
ผลญาณกถา

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ (เล่ม 37)

[๑๐๗๕] สกวาที พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. พระสาวกประกาศคุณสมบัติแห่งผลได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งผล การรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งอินทรีย์
การรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งบุคคล ของพระสาวกมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การบัญญัติขันธ์ การบัญญัติอายตนะ การบัญญัติธาตุ การบัญญัติสัจจะ
การบัญญัติอินทรีย์ การบัญญัติบุคคล ของพระสาวกมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระสาวก เป็นพระชินะ เป็นพระศาสดา เป็นพระสัมมาสัมพุทธะ
เป็นพระสัพพัญญู เป็นผู้เห็นธรรมทั้งปวง เป็นเจ้าแห่งธรรม เป็นที่
อาศัย เป็นไปแห่งธรรม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระสาวกเป็นผู้ยังมรรคที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้น เป็นผู้ยังมรรคที่ยังไม่
เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม เป็นผู้กล่าวมรรคที่ใครๆ ยังไม่กล่าว เป็นผู้
รู้มรรค เป็นผู้รู้แจ้งมรรค เป็นผู้ฉลาดในมรรค หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๔ กถาวัตถปกรณ์ (เล่ม 37)

[๑๐๗๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระสาวกเป็นผู้ไม่มีความรู้ หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. ถ้าอย่างนั้น พระสาวกก็มีความรู้ในผลน่ะสิ
ผลญาณกถา จบ
วรรคที่ ๕ จบ
มหาปัณณาสก์ จบ
—————
วรรคที่ ๖
นิยามกถา