[๖๘๗] ส. กองข้าวก็ดี กองทองก็ดี ใช้ไม้เท้าต้นละหุ่งชี้บอกก็ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ป. เหมือนกันนั่นแหละ ธรรมที่เป็นโลกิยะก็ดี ที่เป็นโลกุตตระก็ดี พระผู้มี
พระภาคย่อมตรัสด้วยพระดำรัสที่เป็นโลกิยะ
[๖๘๗] ส. กองข้าวก็ดี กองทองก็ดี ใช้ไม้เท้าต้นละหุ่งชี้บอกก็ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ป. เหมือนกันนั่นแหละ ธรรมที่เป็นโลกิยะก็ดี ที่เป็นโลกุตตระก็ดี พระผู้มี
พระภาคย่อมตรัสด้วยพระดำรัสที่เป็นโลกิยะ
[๖๘๘] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เมื่อตรัสโลกิยธรรม ก็เป็นโลกิยะ
เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อตรัสโลกิยธรรม พระดำรัสนั้น กระทบโสตที่เป็นโลกิยะ เมื่อตรัส
โลกุตตรธรรม ก็กระทบโสตที่เป็นโลกุตตระ เมื่อตรัสโลกิยธรรม ชน
ทั้งหลายรับรู้ได้ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกิยะ เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็รับรู้
ได้ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกุตตระ เมื่อตรัสโลกิยธรรม ปุถุชนทั้งหลาย
รับรู้ได้ เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม พระสาวกทั้งหลายรับรู้ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๘๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เมื่อตรัสโลกิยธรรม
ก็เป็นโลกิยะ เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคตรัสทั้งโลกิยธรรมและโลกุตตรธรรม มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าตรัสทั้งโลกิยธรรมและโลกุตตรธรรม
ด้วยเหตุนั้นนะท่านต้องกล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า
เมื่อตรัสโลกิยธรรม ก็เป็นโลกิยะ เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ
[๖๙๐] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เมื่อตรัสโลกิยธรรม ก็เป็นโลกิยะ
เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อตรัสมรรค ก็เป็นมรรค เมื่อตรัสธรรมมิใช่มรรค ก็เป็นธรรมมิใช่
มรรค เมื่อตรัสผล ก็เป็นผล เมื่อตรัสธรรมมิใช่ผล ก็เป็นธรรมมิใช่
ผล เมื่อตรัสนิพพาน ก็เป็นนิพพาน เมื่อตรัสธรรมมิใช่นิพพาน ก็เป็น
ธรรมมิใช่นิพพาน เมื่อตรัสสังขตะ ก็เป็นสังขตะ เมื่อตรัสอสังขต ก็
เป็นอสังขตะ เมื่อตรัสรูป ก็เป็นรูป เมื่อตรัสอรูป ก็เป็นอรูป เมื่อ
ตรัสเวทนาก็เป็นเวทนา เมื่อตรัสธรรมมิใช่เวทนา ก็เป็นธรรมมิใช่เวทนา
เมื่อตรัสสัญญา ก็เป็นสัญญา เมื่อตรัสธรรมมิใช่สัญญา ก็เป็นธรรมมิ
ใช่สัญญา เมื่อตรัสสังขาร ก็เป็นสังขาร เมื่อตรัสธรรมมิใช่สังขาร ก็
เป็นธรรมมิใช่สังขาร เมื่อตรัสวิญญาณ ก็เป็นวิญญาณ เมื่อตรัสธรรมมิ
ใช่วิญญาณ ก็เป็นธรรมมิใช่วิญญาณ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โวหารกถา จบ
———-
นิโรธกถา
[๖๙๑] ส. นิโรธ เป็น สอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ทุกขนิโรธ เป็น สอง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ทุกขนิโรธ เป็น สอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. นิโรธสัจจะ เป็น สอง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. นิโรธสัจจะ เป็น สอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ทุกขสัจจะ เป็น สอง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. นิโรธสัจจะ เป็น สอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สมุทัยสัจจะ เป็น สอง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. นิโรธสัจจะ เป็น สอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มรรคสัจจะ เป็น สอง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. นิโรธสัจจะเป็น สอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ตาณะ (ที่ต้านท่านทาน) เป็น สอง หรือ ฯลฯ เลณะ (ที่เร้น)
เป็น สอง หรือ… สรณะ (ที่พึ่ง) เป็น สอง หรือ… ปรายนะ
(ที่หมาย) เป็น สอง หรือ… อัจจุตะ (ที่มั่น) เป็น สอง หรือ…
อมตะ เป็น สอง หรือ ฯลฯ นิพพาน เป็นสอง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. นิพพานเป็นสอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มีความสูงและต่ำ ความเลวและประณีต ความยิ่งและหย่อนเขตแดน
ความแตกต่าง ร่องรอย ระหว่าง แห่งนิพพานทั้งสอง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๙๒] ส. นิโรธเป็นสองหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สังขารที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา (โลกุตตรญาณ) จะพิจารณา
แล้วให้ดับได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า สังขารที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา จะพิจารณาแล้ว
ให้ดับได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า นิโรธเป็นสอง
[๖๙๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า นิโรธเป็นสองหรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. สังขารทั้งที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ทั้งที่ดับแล้วด้วยปัญญา
เป็นเครื่องพิจารณา ต่างก็ย่อยยับไปสิ้นแล้ว มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า สังขารทั้งที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ทั้งที่ดับด้วย
ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ต่างก็ย่อยยับไปสิ้นแล้ว ด้วยเหตุนั้นนะท่าน
จึงต้องกล่าวว่า นิโรธเป็นสอง
[๖๙๔] ส. นิโรธเป็นสอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สังขารที่ดับแล้วด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ชื่อว่าดับแล้วเพราะอาศัย
อริยมรรค หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. แม้สังขารที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ก็ชื่อว่าดับแล้วเพราะ
อาศัยอริยมรรค หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๖๙๕] ส. นิโรธเป็นสองหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สังขารที่ดับแล้วด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ย่อมไม่เกิดขึ้นได้อีก
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สังขารที่มิได้ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นได้อีก
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า นิโรธเป็นสอง
นิโรธกถา จบ.
วรรคที่ ๒ จบ.
———-
วรรคที่ ๓
พลกถา
[๖๙๖] สกวาที กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวกหรือ?
ปราวที ถูกแล้ว
ส. กำลังของตถาคต ก็คือ กำลังของพระสาวก กำลังของพระสาวก ก็คือ
กำลังของพระตถาคต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ