[๓๑๗] ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันเกิดแล้ว เป็นแล้ว ฯลฯ
ปรากฏแล้ว หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิญญาณอนาคตมีอยู่ วิญญาณอนาคตเกิดแล้ว ฯลฯ ปรากฏแล้ว หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๑๗] ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันเกิดแล้ว เป็นแล้ว ฯลฯ
ปรากฏแล้ว หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิญญาณอนาคตมีอยู่ วิญญาณอนาคตเกิดแล้ว ฯลฯ ปรากฏแล้ว หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๑๘] ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตดับไปแล้ว ฯลฯ สาบสูญไปแล้ว หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันดับไปแล้ว ฯลฯ สาบสูญไปแล้ว
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๑๙] ส. วิญญาณอนาคตมีอยู่ วิญญาณอนาคตยังไม่เกิด ฯลฯ ยังไม่ปรากฏหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ฯลฯ ยังไม่
ปรากฏ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๒๐] ส. บัญญัติว่าปัจจุบันหรือว่ารูปก็ดี ว่ารูปหรือว่าปัจจุบันก็ดี รวมเพ่งถึงรูป
ปัจจุบัน บัญญัติทั้งสองนี้ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน
เท่ากัน เหมือนกัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปปัจจุบันเมื่อดับไป ย่อมละความเป็นปัจจุบัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ย่อมละความเป็นรูป หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๒๑] ส. บัญญัติว่าปัจจุบันหรือว่ารูปก็ดี ว่ารูปหรือว่าปัจจุบันก็ดี รวมเพ่งถึงรูป
ปัจจุบัน บัญญัติทั้งสองนี้ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน
เท่ากัน เหมือนกัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปปัจจุบันเมื่อดับไป ย่อมไม่ละความเป็นรูป หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ย่อมไม่ละความเป็นปัจจุบันหรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บัญญัติว่าขาวหรือว่าผ้าก็ดี ว่าผ้าหรือว่าขาวก็ดี รวมเพ่งถึงผ้าขาว บัญญัติ
ทั้งสองนี้ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน
เหมือนกัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผ้าขาว เมื่อถูกย้อม ย่อมละความเป็นผ้าขาว หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ย่อมละความเป็นผ้า หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บัญญัติว่าขาวหรือว่าผ้าก็ดี ว่าผ้าหรือว่าขาวก็ดี รวมเพ่งถึงผ้าขาว บัญญัติ
ทั้งสองนี้ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน
เหมือนกัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผ้าขาวเมื่อถูกย้อม ย่อมไม่ละความเป็นผ้า หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ย่อมไม่ละความเป็นผ้าขาว หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๒๒] ส. รูปย่อมไม่ละความเป็นรูป หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปเที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เพราะรูปย่อมละความเป็นรูป ฉะนั้น รูปจึงชื่อว่าไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คง
ทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า รูปไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา ก็ต้อง
ไม่กล่าวว่า รูปย่อมไม่ละความเป็นรูป
[๓๒๓] ส. เพราะนิพพานย่อมไม่ละความเป็นนิพพาน ฉะนั้น นิพพานจึงชื่อว่า เที่ยง
ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันไปเป็นธรรมดา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะรูปย่อมไม่ละความเป็นรูป ฉะนั้น รูปจึงชื่อว่า เที่ยง ยั่งยืน คงทน
มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๒๔] ส. เพราะรูปย่อมไม่ละความเป็นรูป ฉะนั้น รูปจึงชื่อว่าไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน
ไม่คงทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะนิพพานย่อมไม่ละความเป็นนิพพาน ฉะนั้น นิพพานจึงชื่อว่า
ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๒๕] ส. อดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อนาคตมีอยู่ อนาคตย่อมไม่ละความเป็นอนาคต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. อดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันย่อมไม่ละความเป็นปัจจุบัน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๓๒๖] ส. อนาคตมีอยู่ อนาคตย่อมไม่ละความเป็นอนาคต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ