[๑๑๐๒] ธรรมที่เป็นกามาวจร ธรรมที่ไม่ใช่กามาวจร ธรรมที่เป็นรูปาวจร
ธรรมที่ไม่ใช่รูปาวจร ธรรมที่เป็นอรูปาวจร ธรรมที่ไม่ใช่อรูปาวจร ธรรมที่เป็น
โลกิยะ ธรรมที่เป็นโลกุตตระ
[๑๑๐๒] ธรรมที่เป็นกามาวจร ธรรมที่ไม่ใช่กามาวจร ธรรมที่เป็นรูปาวจร
ธรรมที่ไม่ใช่รูปาวจร ธรรมที่เป็นอรูปาวจร ธรรมที่ไม่ใช่อรูปาวจร ธรรมที่เป็น
โลกิยะ ธรรมที่เป็นโลกุตตระ
[๑๑๐๓] ธรรมที่เป็นกามาวจร เป็นไฉน
คือ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอันใด
อันท่องเที่ยวอยู่ในระหว่างภูมินี้ อันนับเนื่องอยู่ในระหว่างภูมินี้ คือเบื้องต่ำกำหนดเอาอเวจีนรก
เป็นที่สุด เบื้องบนกำหนดเอาเหล่าเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตีเป็นที่สุด เหล่านี้เชื่อว่า ธรรมที่
เป็นกามาวจร
ธรรมที่ไม่ใช่กามาวจร เป็นไฉน
คือ ธรรมที่เป็นรูปาวจร ธรรมที่เป็นอรูปาวจร ธรรมที่เป็นโลกุตตระเหล่านี้ชื่อว่า
ธรรมที่ไม่ใช่กามาวจร
ธรรมที่เป็นรูปาวจร เป็นไฉน
คือ จิตและเจตสิกธรรม ของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ หรือผู้เกิดแล้ว หรือผู้อยู่เป็นสุขใน
ทิฏฐธรรม อันท่องเที่ยวอยู่ในระหว่างภูมินี้ อันนับเนื่องอยู่ในระหว่างภูมินี้ คือ เบื้องต่ำกำหนด
เอาพรหมโลกเป็นที่สุด เบื้องบนกำหนดเอาเหล่าเทวดาชั้นอกนิฏฐะเป็นที่สุด เหล่านี้ ชื่อว่า
ธรรมที่เป็นรูปาวจร
ธรรมที่ไม่ใช่รูปาวจร เป็นไฉน
คือ ธรรมที่เป็นกามาวจร ธรรมที่เป็นอรูปาวจร ธรรมที่เป็นโลกุตตระเหล่านี้ชื่อว่า
ธรรมที่ไม่ใช่รูปาวจร
ธรรมที่เป็นอรูปาวจร เป็นไฉน
คือ จิตและเจตสิกธรรม ของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ หรือผู้เกิดแล้ว หรือผู้อยู่เป็นสุข
ในทิฏฐธรรม อันท่องเที่ยวอยู่ในระหว่างภูมินี้ อันนับเนื่องอยู่ในระหว่างภูมินี้ คือ เบื้องต่ำ
กำหนดเอาเหล่าเทวดาผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนภพเป็นที่สุด เบื้องบนกำหนดเอาเหล่าเทวดา
ผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นที่สุด เหล่านี้ชื่อว่า ธรรมที่เป็นอรูปาวจร
ธรรมที่ไม่ใช่อรูปาวจร เป็นไฉน
คือ ธรรมที่เป็นกามาวจร ธรรมที่เป็นรูปาวจร ธรรมที่เป็นโลกุตตระเหล่านี้ ชื่อว่า
ธรรมที่ไม่ใช่อรูปาวจร
ธรรมที่เป็นโลกิยะ เป็นไฉน
คือ กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะอันเป็นกามาวจร
รูปาวจร อรูปาวจร ได้แก่รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์
เหล่านี้ชื่อว่า ธรรมที่เป็นโลกิยะ
ธรรมที่เป็นโลกุตตระ เป็นไฉน
คือ มรรค ผลแห่งมรรค และอสังขตธาตุ (คือนิพพาน) เหล่านี้ชื่อว่า ธรรมที่เป็น
โลกุตตระ
อุปปาทกัมมอายุปมาณวาร
[๑๑๐๔] คำว่า เทวดา ได้แก่เทวดา ๓ จำพวก คือ สมมติเทวดาอุปปัตติเทวดา
วิสุทธิเทวดา
พระราชา พระเทวี พระราชกุมาร เรียกว่า สมมติเทวดา
เหล่าเทวดาชั้นบน นับแต่เหล่าเทวดาชั้นจาตุมหาราชขึ้นไป เรียกว่าอุปปัตติเทวดา
พระอรหันต์ทั้งหลาย เรียกว่า วิสุทธิเทวดา
[๑๑๐๕] คนทั้งหลาย ให้ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถกรรมแล้ว เกิดที่ไหน
คนทั้งหลาย ให้ทาน สมาทานศีล ทำอุโบสถกรรมแล้ว บางคนเข้าถึงความเป็นพวก
แห่งกษัตริย์ผู้มหาศาล บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งพราหมณ์ผู้มหาศาล บางคนเข้าถึงความ
เป็นพวกแห่งคหบดีผู้มหาศาล บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งเหล่าเทวดาชั้นจาตุมหาราช บาง
คนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งเหล่าเทวดา
ชั้นยามา บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งเหล่าเทวดาชั้นดุสิต บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่ง
เหล่าเทวดาชั้นนิมมานรดี บางคนเข้าถึงความเป็นพวกแห่งเหล่าเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี
[๑๑๐๖] อายุของเหล่ามนุษย์ มีประมาณเท่าไร
คือ ประมาณ ๑๐๐ ปี ต่ำกว่าบ้าง เกินกว่าบ้างก็มี
อายุของเหล่าเทวดาชั้นจาตุมมหาราช มีประมาณเท่าไร
คือ ๕๐ ปี ของมนุษย์ นับเป็นวันหนึ่งและคืนหนึ่งของเหล่าเทวดาชั้นจาตุมมหาราช
๓๐ ราตรี โดยราตรีนั้น เป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้นเป็น ๑ ปี ๕๐๐ ปีทิพย์โดยปี
นั้น เป็นกำหนดอายุของเหล่าเทวดาชั้นจาตุมมหาราช
นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร
มีประมาณ ๙ ล้านปี
อายุของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ มีประมาณเท่าไร
คือ ๑๐๐ ปีของมนุษย์ นับเป็นวันหนึ่งและคืนหนึ่งของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ ๓๐ ราตรี
โดยราตรีนั้น เป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้น เป็น ๑ ปี๑,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น เป็น
กำหนดอายุของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์
นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร
มีประมาณ ๓ โกฏิ ๖ ล้านปี
อายุของเหล่าเทวดาชั้นยามา มีประมาณเท่าไร
คือ ๒๐๐ ปีของมนุษย์ นับเป็นวันหนึ่งและคืนหนึ่งของเหล่าเทวดาชั้นยามา ๓๐ ราตรี
โดยราตรีนั้น เป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้น เป็น ๑ ปี๒,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น เป็น
กำหนดอายุของเหล่าเทวดาชั้นยามา
นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร
มีประมาณ ๑๔ โกฏิ ๔ ล้านปี
อายุของเหล่าเทวดาชั้นดุสิต มีประมาณเท่าไร
คือ ๔๐๐ ปีของมนุษย์ นับเป็นวันหนึ่งและคืนหนึ่งของเหล่าเทวดาชั้นดุสิต ๓๐ ราตรี
โดยราตรีนั้น เป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้น เป็น ๑ ปี๔,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น เป็น
กำหนดอายุของเหล่าเทวดาชั้นดุสิต
นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร
มีประมาณ ๕๗ โกฏิ ๖ ล้านปี
อายุของเหล่าเทวดาชั้นนิมมานรดี มีประมาณเท่าไร
คือ ๘๐๐ ปีของมนุษย์ นับเป็นวันหนึ่งและคืนหนึ่งของเหล่าเทวดาชั้นนิมมานรดี
๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้น เป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้น เป็น๑ ปี ๘,๐๐๐ ปีทิพย์โดย
ปีนั้น เป็นกำหนดอายุของเหล่าเทวดาชั้นนิมมานรดี
นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร
มีประมาณ ๒๓๐ โกฏิ ๔ ล้านปี
อายุของเหล่าเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี มีประมาณเท่าไร
คือ ๑,๖๐๐ ปีของมนุษย์ นับเป็นวันหนึ่งและคืนหนึ่งของเหล่าเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี
๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้น เป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้นเป็น ๑ ปี ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปี
นั้น เป็นกำหนดอายุของเหล่าเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี
นับอย่างปีมนุษย์ มีประมาณเท่าไร
มีประมาณ ๙๒๑ โกฏิ ๖ ล้านปี
พวกเทวดากามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น เพียบพร้อมไปด้วยกามคุณทั้งปวงอายุของพวกเทวดา
กามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น นับรวมกันทั้งหมดเป็นเท่าไร เป็น๑๒๒๘ โกฏิ ๕ ล้านปี โดยนับอย่าง
ปีมนุษย์
[๑๑๐๗] ผู้เจริญปฐมฌานได้อย่างสามัญ ไปเกิดที่ไหน
ผู้เจริญปฐมฌานได้อย่างสามัญ ไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นพรหมปาริสัชชา
อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร
มีประมาณเท่าส่วนที่ ๓ ที่ ๔ แห่งกัปป์ [คือ ๑ ใน ๓ หรือ ๑ ใน ๔แห่งกัปป์]
ผู้เจริญปฐมฌานได้อย่างกลาง ไปเกิดที่ไหน
ผู้เจริญปฐมฌานได้อย่างกลาง ไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นพรหมปุโรหิตา
อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร
มีประมาณกึ่งกัปป์
ผู้เจริญปฐมฌานได้อย่างประณีต ไปเกิดที่ไหน
ผู้เจริญปฐมฌานได้อย่างประณีต ไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นมหาพรหมา
อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร
มีประมาณ ๑ กัปป์
ผู้เจริญทุติยฌานได้อย่างสามัญ ไปเกิดที่ไหน
ผู้เจริญทุติยฌานได้อย่างสามัญ ไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นปริตตาภา
อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร
มีประมาณ ๒ กัปป์
ผู้เจริญทุติยฌานได้อย่างกลาง ไปเกิดที่ไหน
ผู้เจริญทุติยฌานได้อย่างกลาง ไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นอัปปมาณาภา
อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร
มีประมาณ ๔ กัปป์
ผู้เจริญทุติยฌานได้อย่างประณีต ไปเกิดที่ไหน
ผู้เจริญทุติยฌานได้อย่างประณีต ไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นอาภัสสระ
อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร
มีประมาณ ๘ กัปป์
ผู้เจริญตติยฌานได้อย่างสามัญ ไปเกิดที่ไหน
ผู้เจริญตติยฌานได้อย่างสามัญ ไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นปริตตสุภา
อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร
มีประมาณ ๑๖ กัปป์
ผู้เจริญตติยฌานได้อย่างกลาง ไปเกิดที่ไหน
ผู้เจริญตติยฌานได้อย่างกลาง ไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นอัปปมาณสุภา
อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร
มีประมาณ ๓๒ กัปป์
ผู้เจริญตติยฌานได้อย่างประณีต ไปเกิดที่ไหน
ผู้เจริญตติยฌานได้อย่างประณีต ไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นสุภกิณหะ
อายุของเทวดาเหล่านั้น มีประมาณเท่าไร
มีประมาณ ๖๔ กัปป์
ผู้เจริญจตุตถฌาน บางคนไปเกิดเป็นพวกเทวดาเหล่าอสัญญสัตว์ บางคนไปเกิดเป็นพวก
เทวดาชั้นเวหัปผลา บางคนไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นอวิหา บางคนไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้น
อตัปปา บางคนไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นสุทัสสา บางคนไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นสุทัสสี บาง
คนไปเกิดเป็นพวกเทวดาชั้นอกนิฏฐะ บางคนไปเกิดเป็นพวกเทวดาผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนภพ
บางคนไปเกิดเป็นพวกเทวดาผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนภพ บางคนไปเกิดเป็นพวกเทวดาผู้เข้าถึง
อากิญจัญญายตนภพ บางคนไปเกิดเป็นพวกเทวดาผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนภพ เพราะ
อารมณ์ต่างกัน เพราะมนสิการต่างกัน เพราะฉันทะต่างกัน เพราะปณิธิต่างกันเพราะอธิโมกข์
ต่างกัน เพราะอภินิหารต่างกัน เพราะปัญญาต่างกัน
อายุของเหล่าเทวดาอสัญญสัตว์ และเหล่าเทวดาชั้นเวหัปผลามีประมาณ
เท่าไร
มีประมาณ ๕๐๐ กัปป์
อายุของเหล่าเทวดาชั้นอวิหา มีประมาณเท่าไร
มีประมาณ ๑,๐๐๐ กัปป์
อายุของเหล่าเทวดาชั้นอตัปปา มีประมาณเท่าไร
มีประมาณ ๒,๐๐๐ กัปป์
อายุของเหล่าเทวดาชั้นสุทัสสา มีประมาณเท่าไร
มีประมาณ ๔,๐๐๐ กัปป์
อายุของเหล่าเทวดาชั้นสุทัสสี มีประมาณเท่าไร
มีประมาณ ๘,๐๐๐ กัปป์
อายุของเหล่าเทวดาชั้นอกนิฏฐะ มีประมาณเท่าไร
มีประมาณ ๑๖,๐๐๐ กัปป์
อายุของเหล่าเทวดาผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนภพ มีประมาณเท่าไร
มีประมาณ ๒๐,๐๐๐ กัปป์
อายุของเหล่าเทวดาผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนภพ มีประมาณเท่าไร
มีประมาณ ๔๐,๐๐๐ กัปป์
อายุของเหล่าเทวดาผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตนภพ มีประมาณเท่าไร
มีประมาณ ๖๐,๐๐๐ กัปป์
อายุของเหล่าเทวดาผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนภพ มีประมาณเท่าไร
มีประมาณ ๘๔,๐๐๐ กัปป์
เหล่าสัตว์ที่มีอำนาจแห่งบุญส่งเสริม ไปแล้วสู่กามภพ และรูปภพ หรือแม้ไปสู่ภวัคค
พรหม ย่อมกลับไปสู่ทุคติอีกได้ เหล่าสัตว์มีอายุยืนถึงเพียงนั้นก็ยังจุติเพราะสิ้นอายุ ภพ
ไหนๆ ชื่อว่า เที่ยง ไม่มี สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ได้ตรัสไว้อย่างนี้
เพราะฉะนั้นแล เหล่านักปราชญ์ผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาดรอบคอบ คำนึงถึงความจริงข้อนี้ จึง
เจริญมรรคอันอุดมเพื่อพ้นจากชรามรณะ ครั้นเจริญมรรคอันบริสุทธิ์สะอาด ซึ่งมีปกติยังสัตว์
ให้หยั่งถึงพระนิพพานแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่มีอาสวะปรินิพพาน เพราะกำหนดรู้อาสวะทั้งปวง
ฉะนี้แล
อภิญเญยยาทิวาร
[๑๑๐๘] บรรดาขันธ์ ๕ ขันธ์ไหน เป็นอภิญเญยยธรรมขันธ์ไหน เป็น
ปริญเญยยธรรม ขันธ์ไหน เป็นปหาตัพพธรรม ขันธ์ไหน เป็นภาเวตัพพธรรม
ขันธ์ไหน เป็นสัจฉิกาตัพพธรรม ขันธ์ไหน ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม ขันธ์ไหน ไม่
ใช่ภาเวตัพพธรรม ขันธ์ไหน ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม ฯลฯ บรรดาจิต ๗ จิตไหน
เป็นอภิญเญยยธรรม จิตไหน เป็นปริญเญยยธรรม จิตไหน เป็นปหาตัพพธรรม
จิตไหน เป็นภาเวตัพพธรรม จิตไหน เป็นสัจฉิกาตัพพธรรม จิตไหน ไม่ใช่
ปหาตัพพธรรม จิตไหน ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรมจิตไหน ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม
รูปขันธ์ เป็นอภิญเญยยธรรม เป็นปริญเญยยธรรม ไม่ใช่ปหาตัพพธรรมไม่ใช่
ภาเวตัพพธรรม ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม
ขันธ์ ๔ เป็นอภิญเญยยธรรม เป็นปริญเญยยธรรม เป็นปหาตัพพธรรมก็มี เป็น
ภาเวตัพพธรรมก็มี เป็นสัจฉิกาตัพพธรรมก็มี ไม่ใช่ปหาตัพพธรรมไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม ไม่
ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม ก็มี
อายตนะ ๑๐ เป็นอภิญเญยยธรรม เป็นปริญเญยยธรรม ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม ไม่ใช่
ภาเวตัพพธรรม ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม อายตนะ ๒ เป็นอภิญเญยยธรรม เป็นปริญเญยยธรรม
เป็นปหาตัพพธรรมก็มี เป็นภาเวตัพพธรรมก็มี เป็นสัจฉิกาตัพพธรรมก็มี ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม
ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม ก็มี
ธาตุ ๑๖ เป็นอภิญเญยยธรรม เป็นปริญเญยยธรรม ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม ไม่ใช่
ภาเวตัพพธรรม ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม ธาตุ ๒ เป็นอภิญเญยยธรรม เป็นปริญเญยยธรรม
เป็นปหาตัพพธรรม เป็นภาเวตัพพธรรมก็มี เป็นสัจฉิกาตัพพธรรมก็มี ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม
ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม ก็มี
สมุทยสัจ เป็นอภิญเญยยธรรม เป็นปริญเญยยธรรม เป็นปหาตัพพธรรมไม่ใช่
ภาเวตัพพธรรม ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม มัคคสัจเป็นอภิญเญยยธรรม เป็นปริญเญยยธรรม
ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม เป็นภาเวตัพพธรรม ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม นิโรธสัจ เป็นอภิญเญยยธรรม
เป็นปริญเญยยธรรม ไม่ใช่ปหาตัพพธรรเป็นภาเวตัพพธรรม เป็นสัจฉิกาตัพพธรรม ทุกขสัจ
เป็นอภิญเญยยธรรม เป็นปริญเญยยธรรม เป็นปหาตัพพธรรม ก็มี ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม ไม่ใช่
สัจฉิกาตัพพธรรม ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม ก็มี
อินทรีย์ ๙ เป็นอภิญเญยยธรรม เป็นปริญเญยยธรรม ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม ไม่ใช่
ภาเวตัพพธรรม ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม โทมนัสสินทรีย์ เป็นอภิญเญยยธรรม เป็นปริญเญยย
ธรรม เป็นปหาตัพพธรรม ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรมไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม อนัญญตัญญัสสามี
ตินทรีย์ เป็นอภิญเญยยธรรม เป็นปริญเญยยธรรม ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม เป็นภาเวตัพพธรรม
ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรมอัญญินทรีย์ เป็นอภิญเญยยธรรม เป็นปริญเญยยธรรม ไม่ใช่ปหาตัพพ
ธรรม เป็นภาเวตัพพธรรมก็มี เป็นสัจฉิกาตัพพธรรมก็มี อัญญาตาวินทรีย์ เป็นอภิญเญยยธรรม
เป็นปริญเญยยธรรม ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม เป็นสัจฉิกาตัพพธรรม
อินทรีย์ ๓ เป็นอภิญเญยยธรรม เป็นปริญเญยยธรรม ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม เป็นภาเวตัพพธรรม
ก็มี เป็นสัจฉิกาตัพพธรรมก็มี ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรมก็มี อินทรีย์ ๖
เป็นอภิญเญยยธรรม เป็นปริญเญยธรรม เป็นปหาตัพพธรรมก็มี เป็นภาเวตัพพธรรมก็มี เป็น
สัจฉิกาตัพพธรรมก็มีไม่ใช่ปหาตัพพธรรม ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม ก็มี
อกุศลเหตุ ๓ เป็นอภิญเญยยธรรม เป็นปริญเญยยธรรม เป็นปหาตัพพธรรม ไม่ใช่
ภาเวตัพพธรรม ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม
กุศลเหตุ ๓ เป็นอภิญเญยยธรรม เป็นปริญเญยยธรรม ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม เป็น
ภาเวตัพพธรรม มิใช่สัจฉิกาตัพพธรรมก็มี ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม ก็มี
อัพยากตเหตุ ๓ เป็นอภิญเญยยธรรม เป็นปริญเญยยธรรม ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม ไม่ใช่
ภาเวตัพพธรรม เป็นสัจฉิกาตัพพธรรม ก็มี ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม ก็มี
กพฬิงการาหาร เป็นอภิญเญยยธรรม เป็นปริญเญยยธรรม ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม ไม่ใช่
ภาเวตัพพธรรม ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม อาหาร ๓ เป็นอภิญเญยยธรรม เป็นปริญเญยยธรรม
เป็นปหาตัพพธรรมก็มี เป็นภาเวตัพพธรรมก็มีเป็นสัจฉิกาตัพพธรรมก็มี ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม
ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม ก็มี
ผัสสะ ๖ เป็นอภิญเญยยธรรม เป็นปริญเญยยธรรม ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม ไม่ใช่
ภาเวตัพพธรรม ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม มโนวิญญาณธาตุสัมผัสเป็นอภิญเญยยธรรม เป็น
ปริญเญยยธรรม เป็นปหาตัพพธรรมก็มี เป็นภาเวตัพพธรรมก็มี เป็นสัจฉิกาตัพพธรรมก็มี ไม่ใช่
ปหาตัพพธรรม ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรมไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม ก็มี
เวทนา ๖ สัญญา ๖ เจตนา ๖ จิต ๖ เป็นอภิญเญยยธรรม เป็นปริญเญยยธรรม ไม่ใช่
ปหาตัพพธรรม ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม มโนวิญญาณธาตุ เป็นอภิญเญยย
ธรรม เป็นปริญเญยยธรรม เป็นปหาตัพพธรรมก็มี เป็นภาเวตัพพธรรมก็มี เป็นสัจฉิกาตัพพธรรม
ก็มี ไม่ใช่ปหาตัพพธรรม ไม่ใช่ภาเวตัพพธรรม ไม่ใช่สัจฉิกาตัพพธรรม ก็มี
อารัมมณวาร
[๑๑๐๙] บรรดาขันธ์ ๕ ขันธ์ไหน เป็นสารัมมณธรรม ขันธ์ไหน เป็น
อนารัมมณธรรม ฯลฯ บรรดาจิต ๗ จิตไหน เป็นสารัมมณธรรม จิตไหน เป็น
อนารัมมณธรรม
รูปขันธ์ เป็นอนารัมมณธรรม ขันธ์ ๔ เป็นสารัมมณธรรม
อายตนะ ๑๐ เป็นอนารัมมณธรรม มนายตนะ เป็นสารัมมณธรรมธัมมายตนะ เป็น
สารัมมณธรรม ก็มี เป็นอนารัมมณธรรม ก็มี
ธาตุ ๑๐ เป็นอนารัมมณธรรม ธาตุ ๗ เป็นสารัมมณธรรม ธัมมธาตุเป็นสารัมมณธรรม
ก็มี เป็นอนารัมมณธรรม ก็มี
สัจจะ ๒ เป็นสารัมมณธรรม นิโรธสัจ เป็นอนารัมมณธรรม ทุกขสัจเป็นสารัมมณ
ธรรมก็มี เป็นอนารัมมณธรรม ก็มี
อินทรีย์ ๗ เป็นอนารัมมณธรรม อินทรีย์ ๑๕ เป็นสารัมมณธรรมชีวิตินทรีย์ เป็น
สารัมมณธรรม ก็มี เป็นอนารัมมณธรรม ก็มี
เหตุ ๙ เป็นสารัมมณธรรม
กพฬิงการาหาร เป็นอนารัมมณธรรม อาหาร ๓ เป็นสารัมมณธรรม
ผัสสะ ๗ เวทนา ๗ สัญญา ๗ เจตนา ๗ จิต ๗ เป็นสารัมมณธรรม
[๑๑๑๐] บรรดาขันธ์ ๕ ขันธ์ไหน เป็นสารัมมณารัมมณธรรมขันธ์ไหน
เป็นอนารัมมณารัมมณธรรม ขันธ์ไหน เป็นอนารัมมณธรรมฯลฯ บรรดาจิต ๗
จิตไหน เป็นสารัมมณารัมมณธรรม จิตไหน เป็นอนารัมมณารัมมณธรรม จิตไหน
เป็นอนารัมมณธรรม
รูปขันธ์ เป็นอนารัมมณธรรม ขันธ์ ๔ เป็นสารัมมณารัมมณธรรม ก็มีเป็นอนารัมมณา-
รัมมณธรรม ก็มี
อายตนะ ๑๐ เป็นอนารัมมณธรรม มนายตนะ เป็นสารัมมณารัมมณธรรมก็มี เป็น
อนารัมมณารัมมณธรรม ก็มี ธัมมายตนะ เป็นสารัมมณารัมมณธรรม ก็มีเป็นอนารัมมณ
รัมมณธรรม ก็มี เป็นอนารัมมณธรรม ก็มี
ธาตุ ๑๐ เป็นอนารัมมณธรรม ธาตุ ๖ เป็นอนารัมมณารัมมณธรรมมโนวิญญาณธาตุ
เป็นสารัมมณารัมมณธรรม ก็มี เป็นอนารัมมณารัมมณธรรม ก็มีธัมมธาตุ เป็นสารัมมณ
รัมมณธรรม ก็มี เป็นอนารัมมณารัมมณธรรม ก็มี เป็นอนารัมมณธรรม ก็มี
นิโรธสัจ เป็นอนารัมมณธรรม มัคคสัจ เป็นอนารัมมณารัมมณธรรมสมุทยสัจ เป็น
สารัมมณารัมมณธรรม ก็มี เป็นอนารัมมณารัมมณธรรม ก็มี ทุกขสัจเป็นสารัมมณารัมมณธรรม
ก็มี เป็นอนารัมมณารัมมณธรรม ก็มี เป็นอนารัมมณธรรม ก็มี
อินทรีย์ ๗ เป็นอนารัมมณธรรม อินทรีย์ ๕ เป็นอนารัมมณารัมมณธรรม อินทรีย์ ๙
เป็นสารัมมณารัมมณธรรม ก็มี เป็นอนารัมมณารัมมณธรรม ก็มีชีวิตินทรีย์ เป็นสารัมมณ
รัมมณธรรม ก็มี เป็นอนารัมมณารัมมณธรรม ก็มี เป็นอนารัมมณธรรม ก็มี
เหตุ ๙ เป็นสารัมมณารัมมณธรรม ก็มี เป็นอนารัมมณารัมมณธรรม ก็มี
กพฬิงการาหาร เป็นอนารัมมณธรรม อาหาร ๓ เป็นสารัมมณารัมมณธรรม ก็มี เป็น
อนารัมมณารัมมณธรรม ก็มี
ผัสสะ ๖ เป็นอนารัมมณารัมมณธรรม มโนวิญญาณธาตุสัมผัส เป็นสารัมมณารัมมณ
ธรรม ก็มี เป็นอนารัมมณารัมมณธรรม ก็มี
เวทนา ๖ สัญญา ๖ เจตนา ๖ จิต ๖ เป็นอนารัมมณารัมมณธรรมมโนวิญญาณธาตุ
เป็นสารัมมณารัมมณธรรม ก็มี เป็นอนารัมมณารัมมณธรรม ก็มี
ทิฏฐาทิวาร
[๑๑๑๑] บรรดาขันธ์ ๕ ขันธ์ไหน เป็นทิฏฐธรรม ขันธ์ไหนเป็นสุตธรรม
เป็นมุตธรรม เป็นวิญญาตธรรม ขันธ์ไหน ไม่ใช่ทิฏฐธรรม ไม่ใช่สุตธรรม ไม่ใช่
มุตธรรม ไม่ใช่วิญญาตธรรม ฯลฯบรรดาจิต ๗ จิตไหน เป็นทิฏฐธรรม เป็น
สุตธรรม เป็นมุตธรรมเป็นวิญญาตธรรม ขันธ์ไหน ไม่ใช่ทิฏฐธรรม ไม่ใช่สุตธรรม
ไม่ใช่มุตธรรม ไม่ใช่วิญญาตธรรม
รูปขันธ์ เป็นทิฏฐธรรม ก็มี เป็นสุตธรรม ก็มี เป็นมุตธรรม ก็มี ไม่ใช่ทิฏฐธรรม ไม่ใช่
มุตธรรม เป็นวิญญาตธรรม ก็มี ขันธ์ ๔ไม่ใช่ทิฏฐธรรม ไม่ใช่สุตธรรม ไม่ใช่มุตธรรม เป็น
วิญญาตธรรม
รูปายตนะ เป็นทิฏฐธรรม ไม่ใช่สุตธรรม ไม่ใช่มุตธรรม เป็นวิญญาตธรรม สัททายตนะ
ไม่ใช่ทิฏฐธรรม เป็นสุตธรรม ไม่ใช่มุตธรรม เป็นวิญญาตธรรม คันธายตนะ รสายตนะ
โผฏฐัพพายตนะ ไม่ใช่ทิฏฐธรรม ไม่ใช่สุตธรรม เป็นมุตธรรม เป็นวิญญาตธรรม อายตนะ ๗
ไม่ใช่ทิฏฐธรรมไม่ใช่สุตธรรม ไม่ใช่มุตธรรม เป็นวิญญาตธรรม
รูปธาตุ เป็นทิฏฐธรรม ไม่ใช่สุตธรรม ไม่ใช่มุตธรรม เป็นวิญญาตธรรม สัททธาตุ
ไม่ใช่ทิฏฐธรรม เป็นสุตธรรม ไม่ใช่มุตธรรม เป็นวิญญาตธรรม คันธธาตุ รสธาตุ โผฏฐัพพธาตุ
ไม่ใช่ทิฏฐธรรม ไม่ใช่สุตธรรม เป็นมุตธรรม เป็นวิญญาตธรรม ธาตุ ๑๓ ไม่ใช่ทิฏฐธรรม
ไม่ใช่สุตธรรม ไม่ใช่มุตธรรม เป็นวิญญาตธรรม
สัจจะ ๓ ไม่ใช่ทิฏฐธรรม ไม่ใช่สุตธรรม ไม่ใช่มุตธรรม เป็นวิญญาตธรรม ทุกขสัจ
เป็นทิฏฐธรรม ก็มี เป็นสุตธรรม ก็มี เป็นมุตธรรม ก็มีไม่ใช่ทิฏฐธรรม ไม่ใช่สุตธรรม ไม่ใช่
มุตธรรม ก็มี เป็นวิญญาตธรรม
อินทรีย์ ๒๒ ไม่ใช่ทิฏฐธรรม ไม่ใช่สุตธรรม ไม่ใช่มุตธรรม เป็นวิญญาตธรรม
เหตุ ๙ ไม่ใช่ทิฏฐธรรม ไม่ใช่สุตธรรม ไม่ใช่มุตธรรม เป็นวิญญาตธรรม
อาหาร ๔ ไม่ใช่ทิฏฐธรรม ไม่ใช่สุตธรรม ไม่ใช่มุตธรรม เป็นวิญญาตธรรม
ผัสสะ ๗ ไม่ใช่ทิฏฐธรรม ไม่ใช่สุตธรรม ไม่ใช่มุตธรรม เป็นวิญญาตธรรม
เวทนา ๗ สัญญา ๗ เจตนา ๗ จิต ๗ ไม่ใช่ทิฏฐธรรม ไม่ใช่สุตธรรม ไม่ใช่
มุตธรรม เป็นวิญญาตธรรม
กุสลติกาทิวาร