พุทธธรรมสงฆ์


พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๑๐๐๒] เคหสิตโทมนัส ๖ เป็นไฉน
ความไม่สบายทางใจ ความทุกข์ทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่
เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่เจโตสัมผัส อันอิงอาศัยกามคุณ
ในรูปอันไม่เป็นที่ชอบใจ ฯลฯ ในเสียงอันไม่เป็นที่ชอบใจ ฯลฯ ในกลิ่นอันไม่เป็นที่ชอบใจ ฯลฯ
ในรสอันไม่เป็นที่ชอบใจ ฯลฯในโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่ชอบใจ ความไม่สบายทางใจ ความ
ทุกข์ทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่
สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่เจโตสัมผัส อันอิงอาศัยกามคุณ ในธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่ชอบใจ
เหล่านี้เรียกว่า เคหสิตโทมนัส ๖

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๑๐๐๓] เคหสิตอุเปกขา ๖ เป็นไฉน
ความสบายทางใจก็ไม่ใช่ ความไม่สบายทางใจก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข
อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส อันอิงอาศัย
กามคุณ ในรูปอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ฯลฯ ในเสียงอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ฯลฯ ในกลิ่น
อันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ฯลฯ ในรสอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ฯลฯ ในโผฏฐัพพะอันเป็นที่ตั้ง
แห่งอุเบกขา ความสบายทางใจก็ไม่ใช่ ความไม่สบายทางใจก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์
ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส อันอิงอาศัย
กามคุณ ในธรรมารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขาเหล่านี้เรียกว่า เคหสิตอุเปกขา ๖

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๑๐๐๔] ทิฏฐิ ๖ เป็นไฉน
ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า อัตตาของเรามีอยู่ ดังนี้บ้างความเห็น
เกิดขึ้นแก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า อัตตาของเราไม่มี ดังนี้บ้าง ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นี้โดยแน่แท้
มั่นคงว่า เรารู้จักอัตตาด้วยอัตตา ดังนี้บ้าง ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า เรารู้จัก
อนัตตาด้วยอัตตา ดังนี้บ้าง ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า เรารู้จักอัตตาด้วยอนัตตา
ดังนี้บ้าง ความเห็นเกิดขึ้นแก่ผู้นี้โดยแน่แท้มั่นคงว่า อัตตาของเรานี้นั้นเป็นผู้กล่าว เป็นผู้เสวย
ย่อมเสวยผลแห่งความดีและความชั่วในภพนั้นๆ สิ้นกาลนาน อัตตานั้นไม่เกิด ไม่ได้มีมาแล้ว
ในอดีต อัตตานั้นไม่เกิด จักไม่มีในอนาคต อัตตาเป็นของเที่ยง ยั่งยืนมั่นคง ไม่แปรผัน
ดังนี้บ้าง เหล่านี้เรียกว่า ทิฏฐิ ๖
สัตตกนิเทศ

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๑๐๐๕] ในสัตตกมาติกาเหล่านั้น อนุสัย ๗ เป็นไฉน
กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัยภวราคานุสัย
อวิชชานุสัยเหล่านี้เรียกว่า อนุสัย ๗

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๑๐๐๖] ปริยุฏฐาน ๗ เป็นไฉน
กามราคปริยุฏฐาน ปฏิฆปริยุฏฐาน มานปริยุฏฐาน ทิฏฐิปริยุฏฐานวิจิกิจฉาปริยุฏฐาน
ภวราคปริยุฏฐาน อวิชชาปริยุฏฐานเหล่านี้เรียกว่า ปริยุฏฐาน ๗

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๑๐๐๗] สัญโญชน์ ๗ เป็นไฉน
กามราคสัญโญชน์ ปฏิฆสัญโญชน์ มานสัญโญชน์ ทิฏฐิสัญโญชน์วิจิกิจฉาสัญโญชน์
ภวราคสัญโญชน์ อวิชชาสัญโญชน์เหล่านี้เรียกว่า สัญโญชน์ ๗

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๑๐๐๘] อสัทธรรม ๗ เป็นไฉน
บุคคลเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ มีการศึกษาน้อยเกียจคร้าน หลง
ลืมสติ มีปัญญาทรามเหล่านี้เรียกว่า อสัทธรรม ๗

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๑๐๐๙] ทุจริต ๗ เป็นไฉน
ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณาวาจาผรุสวาจา สัมผัป
ปลาปะเหล่านี้เรียกว่า ทุจริต ๗

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๑๐๑๐] มานะ ๗ เป็นไฉน
มานะ อติมานะ มานาติมานะ โอมานะ อธิมานะ อัสมิมานะ มิจฉามานะเหล่านี้
เรียกว่า มานะ ๗

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๑๐๑๑] ทิฏฐิ ๗ เป็นไฉน
สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่าท่านผู้เจริญ เพราะ
อัตตานี้มีรูป สำเร็จด้วยมหาภูตรูป ๔ เกิดในสุกกะของมารดาเบื้องหน้าแต่ตายเพราะ
กายแตก ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่มี ท่านผู้เจริญด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล อัตตานี้
จึงได้ชื่อว่า ขาดสูญด้วยดี สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง บัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ
ความไม่มี ของสัตว์ผู้ปรากฏมีอยู่ด้วยประการอย่างนี้
สมณะหรือพราหมณ์อื่นกล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์นั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ท่านกล่าว
อัตตาใด อัตตานั้นมีอยู่แล เราจะได้กล่าวว่า อัตตานั้นไม่มี ก็หามิได้ ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้
จะได้ชื่อว่าขาดสูญด้วยดี ด้วยเหตุเพียงท่านนี้ ก็หามิได้ ท่านผู้เจริญ อัตตาอื่นเป็นทิพย์มีรูป
ท่องเที่ยงอยู่ในกามภูมิ มีอาหารคือคำข้าวเป็นภักษา มีอยู่แล ท่านย่อมไม่รู้ไม่เห็นอัตตานั้น
เราย่อมรู้เห็นอัตตานั้นท่านผู้เจริญ เพราะอัตตานั้นแล เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อม
ขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่มี ท่านผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล อัตตานี้จึงได้ชื่อว่าขาดสูญ
ด้วยดี สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง บัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ ความไม่มีของสัตว์
ผู้ปรากฏมีอยู่ ด้วยประการอย่างนี้
สมณะหรือพราหมณ์อื่นกล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์นั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ท่านกล่าว
อัตตาใด อัตตานั้นมีอยู่แล เราจะได้กล่าวว่า อัตตานั้นไม่มี ก็หามิได้ ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้
จะได้ชื่อว่าขาดสูญด้วยดี ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ก็หามิได้ ท่านผู้เจริญอัตตาอื่นเป็นทิพย์มีรูป
สำเร็จแล้วด้วยใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบทุกส่วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง มีอยู่แล ท่านย่อมไม่รู้
ไม่เห็นอัตตานั้น เราย่อมรู้เห็นอัตตานั้น ท่านผู้เจริญ เพราะอัตตานั้นแลเบื้องหน้าแต่ตาย
เพราะกายแตกย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่มี ท่านผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล อัตตา
นี้จึงได้ชื่อว่า ขาดสูญด้วยดี สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง บัญญัติความขาดสูญความพินาศ
ความไม่มีของสัตว์ผู้ปรากฏมีอยู่ ด้วยประการอย่างนี้
สมณะหรือพราหมณ์อื่นกล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์นั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ท่านกล่าว
อัตตาใด อัตตานั้นมีอยู่แล เราจะได้กล่าวว่า อัตตานั้นไม่มี ก็หามิได้ ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้
จะได้ชื่อว่า ขาดสูญด้วยดี ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ก็หามิได้ ท่านผู้เจริญ อัตตาอื่นที่เข้าถึง
อากาสานัญจายตนฌาน โดยบริกรรมว่าอากาศไม่มีที่สุด เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาโดยประการ
ทั้งปวง เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญา เพราะไม่มนสิการซึ่งนานัตตสัญญา มีอยู่แล ท่าน
ย่อมไม่รู้ไม่เห็นอัตตานั้น เราย่อมรู้เห็นอัตตานั้น ท่านผู้เจริญ เพราะอัตตานั้นแล เบื้องหน้า
แต่ตายเพราะกายแตก ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่มี ท่านผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล
อัตตานี้จึงได้ชื่อว่า ขาดสูญด้วยดี สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง บัญญัติความขาดสูญ ความ
พินาศ ความไม่มีของสัตว์ ผู้ปรากฏมีอยู่ ด้วยประการอย่างนี้
สมณะหรือพราหมณ์อื่นกล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์นั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ท่าน
กล่าวอัตตาใด อัตตานั้นมีอยู่แล เราจะได้กล่าวว่า อัตตานั้นไม่มี ก็หามิได้ ท่านผู้เจริญ แต่
อัตตานี้จะได้ชื่อว่าขาดสูญด้วยดี ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ก็หามิได้ ท่านผู้เจริญ อัตตาอื่นที่เข้าถึง
วิญญาณัญจายตนฌาน โดยบริกรรมว่าวิญญาณไม่มีที่สุด ดังนี้ เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจาย
ตนะโดยประการทั้งปวง มีอยู่แล ท่านย่อมไม่รู้ไม่เห็นอัตตานั้น เราย่อมรู้เห็นอัตตานั้น
ท่านผู้เจริญ เพราะอัตตานั้นแล เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ
ย่อมไม่มี ท่านผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล อัตตานี้จึงได้ชื่อว่า ขาดสูญด้วยดี สมณะหรือ
พราหมณ์พวกหนึ่ง บัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ ความไม่มี ของสัตว์ผู้ปรากฏมีอยู่
ด้วยประการอย่างนี้
สมณะหรือพราหมณ์อื่นกล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์นั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ท่าน
กล่าวอัตตาใด อัตตานั้นมีอยู่แล เราจะได้กล่าวว่า อัตตานั้นไม่มี ก็หามิได้ ท่านผู้เจริญ
แต่อัตตานี้จะได้ชื่อว่า ขาดสูญด้วยดี ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ก็หามิได้ ท่านผู้เจริญ อัตตาอื่น
ที่เข้าถึงอากิญจัญญายตนฌาน โดยบริกรรมว่าวิญญาณน้อยหนึ่งไม่มี ดังนี้ เพราะก้าวล่วง
วิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวงมีอยู่แล ท่านย่อมไม่รู้ไม่เห็นอัตตานั้น เราย่อมรู้เห็น
อัตตานั้น ท่านผู้เจริญ เพราะอัตตานั้นแล เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมขาดสูญ
ย่อมพินาศ ย่อมไม่มี ท่านผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล อัตตานี้จึงได้ชื่อว่า ขาดสูญด้วยดี
สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง บัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ ความไม่มี ของสัตว์ผู้ปรากฏ
มีอยู่ ด้วยประการอย่างนี้
สมณะหรือพราหมณ์อื่นกล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์นั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ท่าน
กล่าวอัตตาใด อัตตานั้นมีอยู่แล เราจะได้กล่าวว่า อัตตานั้นไม่มี ก็หามิได้ ท่านผู้เจริญ แต่
อัตตานี้จะได้ชื่อว่าขาดสูญด้วยดี ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ก็หามิได้ ท่านผู้เจริญ อัตตาอื่นที่เข้าถึง
เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง มีอยู่แล
ท่านย่อมไม่รู้ไม่เห็นอัตตานั้น เราย่อมรู้เห็นอัตตานั้น ท่านผู้เจริญ เพราะอัตตานั้นแล เบื้องหน้า
แต่ตายเพราะกายแตก ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ ย่อมไม่มี ท่านผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล
อัตตานี้จึงได้ชื่อว่าขาดสูญด้วยดี สมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่ง บัญญัติความขาดสูญ ความ
พินาศ ความไม่มี ของสัตว์ผู้ปรากฏมีอยู่ด้วยประการอย่างนี้เหล่านี้เรียกว่า ทิฏฐิ ๗
อัฏฐกนิเทศ