พุทธธรรมสงฆ์


พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๙๑๒] อวิชชา ความไม่รู้ เป็นไฉน
ความไม่รู้ ความไม่เห็น ฯลฯ ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูล คือ โมหะอันใด นี้เรียกว่า
อวิชชา ความไม่รู้
ภวตัณหา ความปรารถนาภพ เป็นไฉน
ความพอใจในภพ ความยินดีในภพ ความเพลิดเพลินในภพ ความปรารถนาในภพ
ความเยื่อใยในภพ ความเร่าร้อนในภพ ความสยบในภพ ความหมกมุ่นในภพ อันใด นี้เรียกว่า
ภวตัณหา ความปรารถนาภพ

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๙๑๓] ภวทิฏฐิ ความเห็นว่าเกิด เป็นไฉน
ความเห็นว่า อัตตาและโลกจักมี ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิฯลฯ การถือเอา
โดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า ภวทิฏฐิความเห็นว่าเกิด
วิภวทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่เกิด เป็นไฉน
ความเห็นว่า อัตตาจักไม่มีและโลกจักไม่มี ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ
การถือเอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่าวิภวทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่เกิด

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๙๑๔] สัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยง เป็นไฉน
ความเห็นว่า อัตตาเที่ยงและโลกเที่ยง ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ การถือ
เอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า สัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่าเที่ยง
อุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่าขาดสูญ เป็นไฉน
ความเห็นว่า อัตตาจักขาดสูญและโลกจักขาดสูญ ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ
ฯลฯ การถือเอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า อุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่า
ขาดสูญ

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๙๑๕] อันตวาทิฏฐิ ความเห็นว่ามีที่สุด เป็นไฉน
ความเห็นว่า อัตตามีที่สุด และโลภมีที่สุด ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ
การถือเอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า อันตวาทิฎฐิ ความเห็นว่ามีที่สุด
อนันตวาทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่มีที่สุด เป็นไฉน
ความเห็นว่า อัตตาไม่มีที่สุด และโลภไม่มีที่สุด ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ
การถือเอาโดยวิปลาส อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่าอนันตวาทิฏฐิ ความเห็นว่าไม่มี
ที่สุด

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๙๑๖] ปุพพันตานุทิฏฐิ ความเห็นปรารภส่วนอดีต เป็นไฉน
ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ การถือเอาโดยวิปลาส อันใด ปรารภส่วนอดีตเกิด
ขึ้น นี้เรียกว่า ปุพพันตานุทิฏฐิ ความเห็นปรารภส่วนอดีต
อปรันตานุทิฏฐิ ความเห็นปรารภส่วนอนาคต เป็นไฉน
ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ฯลฯ การถือเอาโดยวิปลาส อันใด ปรารภส่วนอนาคต
เกิดขึ้น นี้เรียกว่า อปรันตานุทิฏฐิ ความเห็นปรารภส่วนอนาคต

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๙๑๗] อหิริกะ ความไม่ละอายต่อการประพฤติทุจริต เป็นไฉน
ความไม่ละอายต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่ควรละอาย ความไม่ละอายต่อการประ
กอบอกุศลบาปธรรมทั้งหลาย อันใด นี้เรียกว่า อหิริกะ ความไม่ละอายต่อการประพฤติทุจริต
อโนตตัปปะ ความไม่เกรงกลัวต่อการประพฤติทุจริต เป็นไฉน
ความไม่เกรงกลัวต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่ควรเกรงกลัว ความไม่เกรงกลัวต่อ
การประกอบอกุศลบาปธรรมทั้งหลาย อันใด นี้เรียกว่า อโนตตัปปะ ความไม่เกรงกลัวต่อการ
ประพฤติทุจริต

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๙๑๘] โทวจัสสตา ความเป็นผู้ว่ายาก เป็นไฉน
กิริยาที่เป็นผู้ว่ายาก ความเป็นผู้ว่ายาก สภาพที่เป็นผู้ว่ายาก ความยึดถือข้างขัดขืน
ความพอใจทางโต้แย้ง กิริยาที่ไม่เอื้อเฟื้อ ความไม่เอื้อเฟื้อ ความไม่เคารพ ความไม่เชื่อฟัง
ในเมื่อถูกว่ากล่าวโดยสหธรรม นี้เรียกว่า โทวจัสสตาความเป็นผู้ว่ายาก
ปาปมิตตตา ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว เป็นไฉน
บุคคลเหล่าใด ไม่มีศรัทธา ไม่มีศีล มีการศึกษาน้อย มีความตระหนี่ มีปัญญทราม
การเสพ การเสพเป็นนิตย์ การเสพด้วยดี การคบ การคบด้วยดี ความภักดี ความจงรักภักดี
แก่บุคคลเหล่านั้น ความเป็นผู้โน้มน้าวไปตามบุคคลเหล่านั้น อันใด นี้เรียกว่า ปาปมิตตตา
ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๙๑๙] อนาชชวะ ความไม่ซื่อตรง เป็นไฉน
ความไม่ตรง สภาพที่ไม่ตรง ความคด ความโค้ง ความงอ อันใด นี้เรียกว่า อนาชชวะ
ความไม่ซื่อตรง
อมัททวะ ความไม่อ่อนโยน เป็นไฉน
ความไม่อ่อนน้อม สภาพที่ไม่อ่อนน้อม ความกระด้าง ความหยาบคายสภาพที่กระด้าง
ความแข็งกระด้าง ความถือรั้น ความไม่อ่อนน้อม อันใด นี้เรียกว่า อมัททวะ ความไม่อ่อนโยน

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๙๒๐] อขันติ ความไม่อดทน เป็นไฉน
ความไม่อดทน สภาพที่ไม่อดทน ความไม่อดกลั้น ความดุร้าย ความปวดร้าว
ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต อันใด นี้เรียกว่า อขันตี ความไม่อดทน
อโสรัจจะ ความไม่สงบเสงี่ยม เป็นไฉน
ความล่วงละเมิดทางกาย ความล่วงละเมิดทางวาจา ความล่วงละเมิดทั้งทางกายและ
ทางวาจา นี้เรียกว่า อโสรัจจะ ความไม่สงบเสงี่ยม ความเป็นผู้ทุศีลแม้ทั้งหมด ก็เรียกว่า
อโสรัจจะ ความไม่สงบเสงี่ยม

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๙๒๑] อสาขัลยะ ความเป็นผู้มีวาจาไม่อ่อนหวาน เป็นไฉน
วาจาใด เป็นปม หยาบคาย เผ็ดร้อนต่อผู้อื่น กระทบผู้อื่น ยั่วให้โกรธไม่เป็นไป
เพื่อสมาธิ บุคคลพูดวาจาเช่นนั้น ความเป็นผู้มีวาจาไม่อ่อนหวานความเป็นผู้มีวาจาไม่สละ
สลวย ความเป็นผู้มีวาจาหยาบในลักษณะดังกล่าวนั้นอันใด นี้เรียกว่า อสาขัลยะ ความ
เป็นผู้มีวาจาไม่อ่อนหวาน
อัปปฏิสันถาระ ความไม่มีการปฏิสันถาร เป็นไฉน
ปฏิสันถาร ๒ คือ อามิสปฏิสันถาร ๑ ธัมมปฏิสันถาร ๑ บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่
ทำการปฏิสันถาร ด้วยอามิสปฏิสันถาร หรือด้วยธัมมปฏิสันถารนี้เรียกว่า อัปปฏิสันถาระ
ความไม่มีการปฏิสันถาร