[๘๕๒] อาสวะ ๔ คันถะ ๔ โอฆะ ๔ โยคะ ๔ อุปาทาน ๔ ตัณหุปปาทา ๔
อคติคมนะ ๔ วิปริเยสะ ๔ อนริยโวหาร ๔ อนริยโวหาร ๔ แม้อีกนัยหนึ่ง ทุจริต ๔ ทุจริต ๔
แม้อีกนัยหนึ่ง ภัย ๔ ภัย ๔ แม้อีกนัยหนึ่ง ภัย ๔แม้อีกนัยหนึ่ง ภัย ๔ แม้อีกนัยหนึ่ง ทิฏฐิ ๔
ปัญจกมาติกา
[๘๕๒] อาสวะ ๔ คันถะ ๔ โอฆะ ๔ โยคะ ๔ อุปาทาน ๔ ตัณหุปปาทา ๔
อคติคมนะ ๔ วิปริเยสะ ๔ อนริยโวหาร ๔ อนริยโวหาร ๔ แม้อีกนัยหนึ่ง ทุจริต ๔ ทุจริต ๔
แม้อีกนัยหนึ่ง ภัย ๔ ภัย ๔ แม้อีกนัยหนึ่ง ภัย ๔แม้อีกนัยหนึ่ง ภัย ๔ แม้อีกนัยหนึ่ง ทิฏฐิ ๔
ปัญจกมาติกา
[๘๕๓] โอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ อุทธัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ มัจฉริยะ ๕สังคะ ๕
สัลละ ๕ เจโตขีละ ๕ เจตโสวินิพันธะ ๕ นิวรณ์ ๕ อนันตริยกรรม๕ ทิฏฐิ ๕ เวร ๕
พยสนะ ๕ โทษแห่งความไม่อดทน ๕ ภัย ๕ ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ ๕
ฉักกมาติกา
[๘๕๔] วิวาทมูล ๖ เคหสิตฉันทราคธรรม ๖ วิโรธวัตถุ ๖ ตัณหากายะ ๖ อคารวะ ๖
ปริหานิยธรรม ๖ ปริหานิยธรรม ๖ แม้อีกนัยหนึ่งโสมนัสสอุปวิจาร ๖ โทมนัสสอุปวิจาร ๖
อุเปกขาอุปวิจาร ๖ เคหสิตโสมนัส๖ เคหสิตโทมนัส ๖ เคหสิตอุเปกขา ๖ ทิฏฐิ ๖
สัตตกมาติกา
[๘๕๕] อนุสัย ๗ ปริยุฏฐาน ๗ สัญโญชน์ ๗ อสัทธรรม ๗ ทุจริต ๗มานะ ๗
ทิฏฐิ ๗
อัฏฐกมาติกา
[๘๕๖] กิเลสวัตถุ ๘ กุสีตวัตถุ ๘ จิตตปฏิฆาตในโลกธรรม ๘ อนริยโวหาร ๘
มิจฉัตตะ ๘ ปุริสโทษ ๘ อสัญญีวาทะ ๘ เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ ๘
นวกมาติกา
[๘๕๗] อาฆาตวัตถุ ๙ ปุริสมละ ๙ มานะ ๙ ตัณหามูลกธรรม ๙ อิญชิตะ๙
มัญญิตะ ๙ผันทิตะ ๙ ปปัญจิตะ ๙ สังขตะ ๙
ทสกมาติกา
[๘๕๘] กิเลสวัตถุ ๑๐ อาฆาตวัตถุ ๑๐ อกุศลกรรมบถ ๑๐ สัญโญชน์๑๐
มิจฉัตตะ ๑๐ มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ อันตคาหิกทิฏฐีมีวัตถุ ๑๐
[๘๕๙] ตัณหาวิจริตอาศัยอายตนะภายใน ๑๘ ตัณหาวิจริต อาศัยอายตนะภายนอก ๑๘
ประมวลเข้าด้วยกันเป็นตัณหาวิจริต ๓๖
ตัณหาวิจริตเป็นอดีต ๓๖ ตัณหาวิจริตเป็นอนาคต ๓๖ ตัณหาวิจริตเป็นปัจจุบัน ๓๖
ประมวลเข้าด้วยกันเป็นตัณหาวิจริต ๑๐๘
ทิฏฐิ ๖๒ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร
มาติกา จบ
เอกกนิเทศ
[๘๖๐] ในเอกกมาติกาเหล่านั้น ความมัวเมาในชาติ เป็นไฉน
ความมัวเมา กิริยาที่มัวเมา สภาพที่มัวเมา ความถือตัว กิริยาที่ถือตัวสภาพที่ถือตัว
การยกตน การเทอดตน การเชิดชูตนดุจธง การยกตนขึ้น ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง
เพราะอาศัยชาติ นี้เรียกว่า ความมัวเมาในชาติ
[๘๖๑] ความมัวเมาในโคตร เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยโคตรนี้เรียกว่า ความ
มัวเมาในโคตร
ความมัวเมาในความไม่มีโรค เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยความไม่มีโรค นี้เรียกว่า
ความมัวเมาในความไม่มีโรค
ความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาว เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยความเป็นหนุ่มสาว นี้เรียกว่า
ความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาว
ความมัวเมาในชีวิต เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยชีวิต นี้เรียกว่า ความ
มัวเมาในชีวิต
ความมัวเมาในลาภ เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยลาภ นี้เรียกว่า ความ
มัวเมาในลาภ
ความมัวเมาในสักการะ เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยสักการะนี้เรียกว่า ความ
มัวเมาในสักการะ
ความมัวเมาในการทำความเคารพ เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยการทำความเคารพ นี้เรียก
ว่า ความมัวเมาในการทำความเคารพ
ความมัวเมาในความเป็นหัวหน้า เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยความเป็นหัวหน้า นี้เรียก
ว่า ความมัวเมาในความเป็นหัวหน้า
ความมัวเมาในบริวาร เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยบริวาร นี้เรียกว่า ความ
มัวเมาในบริวาร
ความมัวเมาในโภคสมบัติ เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยโภคสมบัตินี้เรียกว่า
ความมัวเมาในโภคสมบัติ
ความมัวเมาในวรรณะแห่งสรีระและคุณความดี เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยวรรณะแห่งสรีระและ
คุณความดี นี้เรียกว่า ความมัวเมาในวรรณะแห่งสรีระและคุณความดี
ความมัวเมาในการศึกษา เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยการศึกษานี้เรียกว่า
ความมัวเมาในการศึกษา
ความมัวเมาในปฏิภาณ เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยปฏิภาณ นี้เรียกว่า ความ
มัวเมาในปฏิภาณ
ความมัวเมาในความเป็นผู้รัตตัญญู เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยความเป็นผู้รัตตัญญู นี้
เรียกว่า ความมัวเมาในความเป็นผู้รัตตัญญู
ความมัวเมาในความถือบิณฑบาตเป็นวัตร เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยความเป็นผู้ถือบิณฑบาต
เป็นวัตร นี้เรียกว่า ความมัวเมาในความถือบิณฑบาตเป็นวัตร
ความมัวเมาในความไม่มีใครดูหมิ่น เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยความไม่มีใครดูหมิ่น นี้
เรียกว่า ความมัวเมาในความไม่มีใครดูหมิ่น
ความมัวเมาในอิริยาบถ เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยอิริยาบถ นี้เรียกว่า ความ
มัวเมาในอิริยาบถ
ความมัวเมาในอิทธิฤทธิ์ เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยอิทธิฤทธิ์นี้เรียกว่า
ความมัวเมาในอิทธิฤทธิ์
ความมัวเมาในยศ เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยยศ นี้เรียกว่า ความ
มัวเมาในยศ
ความมัวเมาในศีล เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยศีล นี้เรียกว่า ความ
มัวเมาในศีล
ความมัวเมาในฌาน เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยฌาน นี้เรียกว่า ความ
มัวเมาในฌาน
ความมัวเมาในศิลปะ เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยศิลปะ นี้เรียกว่า ความ
มัวเมาในศิลปะ
ความมัวเมาในความมีทรวดทรงสูง เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยความมีทรวดทรงสูง นี้
เรียกว่า ความมัวเมาในความมีทรวดทรงสูง
ความมัวเมาในความมีทรวดทรงสันทัด เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยความมีทรวดทรงสันทัด
นี้เรียกว่า ความมัวเมาในความมีทรวดทรงสันทัด
ความมัวเมาในความมีทรวดทรงงาม เป็นไฉน
ความมัวเมา ฯลฯ ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะอาศัยความมีทรวดทรงงาม นี้
เรียกว่า ความมัวเมาในความมีทรวดทรงงาม
ความมัวเมาในความมีร่างกายบริบูรณ์ เป็นไฉน
ความมัวเมา กิริยาที่มัวเมา สภาพที่มัวเมา ความถือตัว กิริยาที่ถือตัวสภาพที่ถือตัว
การยกตน การเทอดตน การเชิดชูตนดุจธง การยกตนขึ้น ความที่จิตต้องการเป็นดุจธง เพราะ
อาศัยความมีร่างกายบริบูรณ์ นี้เรียกว่า ความมัวเมาในความมีร่างกายบริบูรณ์