พุทธธรรมสงฆ์


พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๘๓๒] มัคคสมังคิญาณ ได้แก่ ญาณแม้ในชรามรณะนี้ ญาณแม้ในชรามรณสมุทัยนี้
ญาณแม้ในชรามรณนิโรธนี้ ญาณแม้ในชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทานี้
ชรามรณญาณ เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภชรา
มรณะเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ชรามรณญาณ
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภชรา
มรณสมุทัยเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ชรามรณสมุทยญาณ ฯลฯปรารภชรามรณนิโรธเกิดขึ้น นี้เรียกว่า
ชรามรณนิโรธญาณ ฯลฯ ปรารภชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินี
ปฏิปทาญาณ
มัคคสมังคิญาณ ได้แก่ ญาณแม้ในชาตินี้ ฯลฯ ญาณแม้ในภพนี้ฯลฯ ญาณแม้ใน
อุปาทานนี้ ฯลฯ ญาณแม้ในตัณหานี้ ฯลฯ ญาณแม้ในเวทนานี้ ฯลฯ ญาณแม้ในผัสสะนี้ ฯลฯ
ญาณแม้ในสฬายตนะนี้ ฯลฯญาณแม้ในนามรูปนี้ ฯลฯ ญาณแม้ในวิญญาณนี้ ฯลฯ ญาณแม้
ในสังขารนี้ญาณแม้ในสังขารนี้สมุทัยนี้ ญาณแม้ในสังขารนี้โรธนี้ ญาณแม้ในสังขารนิโรธคามินี
ปฏิปทานี้
ในญาณเหล่านั้น สังขารญาณ เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภ
สังขารทั้งหลายเกิดขึ้น นี้เรียกว่า สังขารญาณ
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด ปรารภ
สังขารสมุทัยเกิดขึ้น นี้เรียกว่า สังขารสมุทยญาณ ฯลฯ ปรารภสังขารนิโรธเกิดขึ้น นี้เรียกว่า
สังขารนิโรธญาณ ฯลฯ ปรารภสังขารนิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้เรียกว่า สังขารนิโรธคามินี
ปฏิปทาญาณ
ญาณวัตถุ หมวดละ ๔ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ปัญจกนิเทศ

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๘๓๓] ในญาณวัตถุ หมวดละ ๕ นั้น สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ เป็นไฉน
ปัญญาที่แผ่ปีติไป ปัญญาที่แผ่สุขไป ปัญญาที่แผ่จิตไป ปัญญาที่แผ่แสงสว่างไป และ
ปัจจเวกขณนิมิต
ปัญญาในฌาน ๒ ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่ปีติไป ปัญญาในฌาน ๓ ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่สุขไป
ญาณกำหนดรู้จิตของผู้อื่น ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่จิตไปทิพพจักขุ ชื่อว่า ปัญญาที่แผ่แสงสว่างไป
ปัจจเวกขณญาณของโยคาวจรบุคคลผู้ออกจากสมาธินั้นๆ ชื่อว่า ปัจจเวกขณนิมิต นี้เรียกว่า
สัมมาสมาธิมีองค์ ๕

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๘๓๔] สัมมาสมาธิมีญาณ ๕ เป็นไฉน
ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้มีสุขในปัจจุบันด้วย มีสุขเป็นวิบากต่อไปด้วย ญาณ
เกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้ไกลจากกิเลส หาอามิสมิได้ ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้
อันบุรุษมีปัญญาทราม เสพไม่ได้ ญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า สมาธินี้สงบ ประณีต ได้ความสงบ
ระงับ ได้บรรลุแล้วโดยความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่บรรลุโดยการข่มนิวรณ์ ห้ามกิเลสด้วย
จิตที่เป็นสสังขาริกญาณเกิดขึ้นเฉพาะตนว่า ก็เรานั้นแลมีสติเข้าสมาธินี้ มีสติออกจากสมาธินี้ นี้
เรียกว่า สัมมาสมาธิมีญาณ ๕
ญาณวัตถุหมวดละ ๕ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
ฉักกนิเทศ

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๘๓๕] ในญาณวัตถุ หมวดละ ๖ นั้น ปัญญาในอภิญญา ๖ เป็นไฉน
ปัญญาในอภิญญา ๖ คือ
๑. อิทธิวิธญาณ
๒. โสตธาตุวิสุทธิญาณ
๓. ปรจิตตญาณ
๔. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
๕. จุตูปปาตญาณ
๖. อาสวักขยญาณ
เหล่านี้ชื่อว่า ปัญญาในอภิญญา ๖ ญาณวัตถุหมวดละ ๖ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
สัตตกนิเทศ

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๘๓๖] ในญาณวัตถุ หมวดละ ๗ นั้น ญาณวัตถุในธรรมแต่ละ ๗ละ ๗ เป็นไฉน
ความรู้ว่า ชรามรณะเกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย ความรู้ว่า เมื่อชาติไม่มีชรามรณะก็ไม่มี
ความรู้ว่า แม้ในอดีตกาล ชรามรณะก็เกิดเพราะชาติปัจจัยความรู้ว่า แม้ในอดีตกาล เมื่อชาติ
ไม่มี ชรามรณะก็ไม่มี ความรู้ว่า แม้ใน อนาคตกาล ชรามรณะก็เกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย ความ
รู้ว่า แม้ในอนาคตกาลเมื่อชาติไม่มี ชรามรณก็ไม่มี ความรู้ว่า ธัมมฐิติญาณของบุคคลนั้น
มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความดับ
ไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา
ความรู้ว่า ชาติเกิดเพราะภพเป็นปัจจัย ฯลฯ ความรู้ว่า ภพเกิดเพราะอุปาทานเป็น
ปัจจัย ฯลฯ ความรู้ว่า อุปาทานเกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัย ฯลฯความรู้ว่า ตัณหาเกิดเพราะ
เวทนาเป็นปัจจัย ฯลฯ ความรู้ว่า เวทนาเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ฯลฯ ความรู้ว่า ผัสสะเกิด
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ฯลฯความรู้ว่า สฬายตนะเกิดเพราะนามรูปเป็นปัจจัย ฯลฯ
ความรู้ว่า นามรูปเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ฯลฯ ความรู้ว่า วิญญาณเกิดเพราะสังขารเป็น
ปัจจัยฯลฯ ความรู้ว่า สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ความรู้ว่า เมื่ออวิชชาไม่มีสังขาร
ก็ไม่มี ความรู้ว่า แม้ในอดีตกาลสังขารก็เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ความรู้ว่า แม้ในอดีตกาล
เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารก็ไม่มี ความรู้ว่า แม้ในอนาคตกาลสังขารก็เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
ความรู้ว่า แม้ในอนาคตกาล เมื่ออวิชชาไม่มีสังขารก็ไม่มี ความรู้ว่า ธัมมฐิติญาณของบุคคลนั้น
มีความสิ้นไปเป็นธรรมดามีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับ
ไปเป็นธรรมดา
เหล่านี้ชื่อว่า ญาณวัตถุในธรรมแต่ละ ๗ ละ ๗ ญาณวัตถุหมวดละ ๗ย่อมมี
ด้วยประการฉะนี้
อัฏฐกนิเทศ

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๘๓๗] ในญาณวัตถุ หมวดละ ๘ ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ เป็นไฉน
ปัญญาในโสดาปัตติมรรค ปัญญาในโสดาปัตติผล ปัญญาในสกทาคามิมรรค ปัญญาใน
สกทาคามิผล ปัญญาในอนาคามิมรรค ปัญญาในอนาคามิผลปัญญาในอรหัตตมรรค ปัญญาใน
อรหัตตผล
เหล่านี้ชื่อว่า ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ญาณวัตถุหมวดละ ๘ ย่อมมีด้วยประการ
ฉะนี้
นวกนิเทศ

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๘๓๘] ในญาณวัตถุหมวดละ ๙ นั้น ปัญญาในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ เป็นไฉน
ปัญญาในปฐมฌานสมาบัติ ปัญญาในทุติยฌานสมาบัติ ปัญญาในตติยฌานสมาบัติ
ปัญญาในจตุตถฌานสมาบัติ ปัญญาในอากาสานัญจายตนสมาบัติปัญญาในวิญญาณัญจายตน
สมาบัติ ปัญญาในอากิญจัญญายตนสมาบัติ ปัญญาในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ปัจจเวกขณ
ญาณของโยคาวจรบุคคล ผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
เหล่านี้ชื่อว่า ปัญญาในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ ญาณวัตถุหมวดละ ๙ย่อมมีด้วย
ประการฉะนี้
ทสกนิเทศ

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๘๓๙] ในญาณวัตถุหมวดละ ๑๐ นั้น ญาณรู้ธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็นฐานะ
และธรรมที่ไม่ใช่ฐานะโดยความไม่ใช่ฐานะ ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต เป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิ
จะพึงยึดถือสังขารอะไรๆ โดยความเป็นของเที่ยงนั้น ไม่ใช่เหตุไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่
จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงยึดถือสังขารอะไรๆ โดยความเป็นของเที่ยงนั้นแล
เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิ
จะพึงยึดถือสังขารอะไรๆ โดยความเป็นสุขนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัยไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้
ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงยึดถือสังขารอะไรๆ โดยความเป็นสุขนั้นแล เป็นฐานะที่หาได้
เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิ
จะพึงยึดถือธรรมอะไรๆ โดยความเป็นอัตตาตัวตนนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะ
ที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชนพึงยึดถือธรรมอะไรๆโดยความเป็นอัตตาตัวตนนั้นแล
เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิ
จะพึงฆ่ามารดานั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชน
พึงฆ่ามารดานั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้โสดาบันถึงพร้อมด้วยมัคคทิฏฐิ
จะพึงฆ่าบิดา ฯลฯ จะพึงฆ่าพระอรหันต์ ฯลฯ จะพึงมีจิตประทุษร้ายยังพระโลหิตของพระตถาคต
ให้ห้อขึ้น ฯลฯ จะพึงยังสงฆ์ให้แตกจากกัน ฯลฯจะพึงนับถือศาสดาอื่น ฯลฯ จะพึงเกิด
ในภพที่ ๘ นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัยไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่ปุถุชน
พึงเกิดในภพที่ ๘ นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า๒ พระองค์
จะพึงอุบัติขึ้นพร้อมกันในโลกธาตุอันเดียวกันนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้
ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพึงอุบัติขึ้นแต่พระองค์เดียวในโลกธาตุ
อันหนึ่งนั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่พระเจ้าจักรพรรดิ ๒ องค์จะพึงอุบัติขึ้น
พร้อมกันในโลกธาตุอันเดียวกันนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรง
ทราบว่า ข้อที่พระเจ้าจักรพรรดิพึงอุบัติขึ้นแต่องค์เดียวในโลกธาตุอันหนึ่งนั้นแล เป็นฐานะ
ที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่หญิงจะพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุรุษพึงเป็น
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่หญิงจะพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิได้นั้น
ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่าข้อที่บุรุษพึงเป็นพระเจ้า
จักรพรรดิได้นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่หญิงจะพึงเกิดเป็นพระอินทร์เป็นมาร
เป็นมหาพรหมนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุรุษ
พึงเกิดเป็นพระอินทร์ เป็นมาร เป็นมหาพรหม นั้นแลเป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่กายทุจริตจะพึงเกิดผลที่น่าปรารถนา
น่าใคร่ น่าพอใจ นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ย่อมทรงทราบว่า
ข้อที่กายทุจริตพึงเกิดผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจนั้นแล เป็นฐานะที่หาได้
เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่วจีทุจริต และมโนทุจริตจะพึงเกิดผลที่
น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจนั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรง
ทราบว่า ข้อที่วจีทุจริตและมโนทุจริตพึงเกิดผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ
นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่กายสุจริตจะพึงเกิดผลที่ไม่น่าปรารถนา
ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่า
ข้อที่กายสุจริตพึงเกิดผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะ
ที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่วจีสุจริต และมโนสุจริตจะพึงเกิดผลที่
ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้
ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่วจีสุจริตและมโนสุจริต พึงเกิดผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ
นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายทุจริต เบื้องหน้า
แต่ความตายเพราะกายแตก จะพึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกายทุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั้น
ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วย
กายทุจริต เบื้องหน้าแต่ความตายเพราะกายแตก พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
เพราะกายทุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีทุจริตและมโน-
ทุจริต เบื้องหน้าแต่ความตายเพราะกายแตก จะพึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะวจีทุจริตและ
มโนทุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่า
ข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีทุจริตและมโนทุจริต เบื้องหน้าแต่ความตายเพราะกายแตก พึงเข้า
ถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก เพราะกายทุจริตและมโนทุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั้นแล
เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายสุจริต เบื้องหน้า
แต่ความตายเพราะกายแตก จะพึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรก เพราะกายสุจริตเป็นเหตุ
เป็นปัจจัย นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคล
ผู้พรั่งพร้อมด้วยกายสุจริต เบื้องหน้าแต่ความตายเพราะกายแตก พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
เพราะกายสุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั้นแล เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีสุจริตและมโน
สุจริต เบื้องหน้าแต่ความตายเพราะกายแตก จะพึงเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก เพราะ
วจีสุจริตและมโนสุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั้น ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ย่อม
ทรงทราบว่า ข้อที่บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีสุจริตและมโนสุจริต เบื้องหน้าแต่ความตายเพราะ
กายแตก พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะวจีสุจริตและมโนสุจริตเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั้นแล
เป็นฐานะที่หาได้ เป็นฐานะที่มีได้
พระตถาคต ย่อมทรงทราบว่า ธรรมเหล่าใดๆ เป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้ธรรม
เหล่าใดๆ เกิดขึ้น ธรรมเหล่านั้นๆ เป็นฐานะ ธรรมเหล่าใดๆ ไม่เป็นเหตุไม่เป็นปัจจัย
ให้ธรรมเหล่าใดๆ เกิดขึ้น ธรรมเหล่านั้นๆ ไม่ใช่ฐานะ ปัญญากิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความ
ไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในธรรมที่เป็นฐานะและธรรมที่ไม่ใช่ฐานะนั้น อันใด
นี้ชื่อว่า ญาณรู้ธรรมที่เป็นฐานะโดยความเป็นฐานะ และธรรมที่ไม่ใช่ฐานะโดยความไม่ใช่ฐานะ
ตามความเป็นจริง ของพระตถาคต

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๘๔๐] ญาณที่รู้วิบากของกัมมสมาทานที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ตามความเป็นจริง
โดยฐานะ โดยเหตุ ของพระตถาคต เป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่างอันคติสมาบัติ
ห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่าง อันอุปธิสมบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผล
ก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่าง อันกาลสมบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี กัมมสมาทาน
อันเป็นบาปบางอย่าง อันปโยคสมบัติห้ามไว้จึงไม่ให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่าง
อาศัยคติวิบัติจึงได้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่าง อาศัยอุปธิวิบัติจึงให้ผลก็มี
กัมมสมาทานอันเป็นบาปบางอย่าง อาศัยกาลวิบัติจึงให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบาป
บางอย่าง อาศัยปโยควิบัติจึงให้ผลก็มี
กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อันคติวิบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มีกัมมสมาทาน
อันเป็นบุญบางอย่าง อันอุปธิวิบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง
อันกาลวิบัติห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อันปโยควิบัติห้ามไว้
จึงไม่ให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อาศัยคติสมบัติ จึงให้ผลก็มี กัมมสมาทาน
อันเป็นบุญบางอย่างอาศัยอุปธิสมบัติ จึงให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อาศัยกาล
สมบัติจึงให้ผลก็มี กัมมสมาทานอันเป็นบุญบางอย่าง อาศัยปโยคสมบัติ จึงให้ผลก็มี
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในกัมมสมาทาน
เหล่านั้น อันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้วิบากของกัมมสมาทานที่เป็นอดีตอนาคต ปัจจุบัน ตามความ
เป็นจริง โดยฐานะ โดยเหตุ ของพระตถาคต

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๘๔๑] ญาณรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวง ตามความเป็นจริง ของพระตถาคตเป็นไฉน
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ ให้ไปสู่นรก ย่อมทรงทราบ
ว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ ให้ไปสู่กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ย่อมทรงทราบว่าทางนี้ ปฏิปทานี้ ให้ไปสู่
ปิตติวิสัย ย่อมทรงทราบว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ ให้ไปสู่มนุสสโลก ย่อมทรงทราบว่า ทางนี้
ปฏิปทานี้ ให้ไปสู่เทวโลก ย่อมทรงทราบว่า ทางนี้ ปฏิปทานี้ ให้ถึงนิพพาน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิในทางไปสู่ภูมิ
ทั้งปวงนั้น อันใด นี้ชื่อว่า ญาณรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวงตามความเป็นจริง ของพระตถาคต