พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๗๓๒] ในฌาน ๔ นั้น ปฐมฌาน เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
ทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุข
อันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯอวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้
ชื่อว่า กุศล
ภิกษุ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็น
อารมณ์ อันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้วได้สั่งสมไว้แล้วนั่นแล ประกอบ
ด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข
เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่
สัมปยุตด้วยฌาน
ทุติยฌาน เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุทุติยฌานที่มีปฐวีกสิณ
เป็นอารมณ์ อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอก
ผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ
อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า กุศล
ภิกษุบรรลุทุติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอัน
ได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล เป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจาร
สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่ ใน
สมัยใด ฌานมีองค์ ๓ คือ ปีติสุข เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า ทุติยฌาน
ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่าธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน
ตติยฌาน เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ ฯลฯ นี้เรียกว่าตติยฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่าธรรมที่
สัมปยุตด้วยฌาน
จตุตถฌาน เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ ฯลฯ นี้เรียกว่าจตุตถฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่าธรรมที่
สัมปยุตด้วยฌาน
วิปากฌาน ปัญจกนัย
ปฐมฌาน เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกามสงัดจากอกุศล
ธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติ
และสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯอวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรม
เหล่านี้ ชื่อว่า กุศล
ภิกษุ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็น
อารมณ์ อันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้วได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล
ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๕ คือ วิตก
วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้นนี้เรียกว่า ปฐมฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือ
เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน
ทุติยฌาน เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ ฯลฯ นี้เรียกว่า ทุติยฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่
สัมปยุตด้วยฌาน
ตติยฌาน เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ ฯลฯ นี้เรียกว่า ตติยฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่
สัมปยุตด้วยฌาน
จตุตถฌาน เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ ฯลฯ นี้เรียกว่า จตุตถฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่าธรรมที่
สัมปยุตด้วยฌาน
ปัญจมฌาน เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ ฯลฯ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุปัญจมฌานที่มีปฐวีกสิณ
เป็นอารมณ์ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิท
ในก่อน มีสติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น
สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า กุศล
ภิกษุ บรรลุปัญจมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรม
อันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุขเพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะ
โสมนัสและโทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์
๒ คือ อุเบกขา เอกัคคตาแห่งจิตมีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า ปัญจมฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือ
เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน ฯลฯ
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงอรูปภพ เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะ
โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุจตุตถฌาน อันสหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ไม่มี
ทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติ
บริสุทธิ์เพราะอุเบกขา อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรม
เหล่านี้ ชื่อว่า กุศล
เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง ภิกษุจึงบรรลุจตุตถฌาน อันเป็น
วิบาก เพราะอรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำไว้แล้ว ได้สั่งสมไว้แล้วนั้นแล อันสหรคตด้วยเนว
สัญญานาสัญญายตนสัญญา ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุขเพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและ
โทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา
เอกัคคตาแห่งจิตมีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า จตุตถฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า
ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน
โลกุตตรวิปากฌาน จตุกกนัย

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๗๓๓] ฌาน ๔ คือ
๑. ปฐมฌาน
๒. ทุติยฌาน
๓. ตติยฌาน
๔. จตุตถฌาน

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๗๓๔] ในฌาน ๔ นั้น ปฐมฌาน เป็นไฉน
ภิกษุ ในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน
เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ
ปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา
อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯอวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า กุศล
ภิกษุ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานอันเป็นวิบาก
เพราะโลกุตตรกุศลฌานอันได้ทำไว้แล้ว ได้เจริญไว้แล้วนั้นแลประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติ
และสุขอันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ชนิดสุญญตะ อยู่ ในสมัยใด ฌานมี
องค์ ๕ คือ วิตก วิจารปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน
ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน
ทุติยฌาน เป็นไฉน
ภิกษุ ในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน
เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ บรรลุทุติยฌาน อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติ
ผ่องใส เพราะวิตก วิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและ
สุขอันเกิดแต่สมาธิ เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มี
ในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า กุศล
ภิกษุ บรรลุทุติยฌาน อันเป็นวิบาก เพราะโลกุตตรกุศลฌาน อันได้ทำไว้แล้ว ได้เจริญ
ไว้แล้วนั้นแล อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรม
เอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ เป็นทุกขาปฏิปทา
ทันธาภิญญา ชนิดสุญญตะ อยู่ ในสมัยใดฌานมีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต
มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า ทุติยฌานธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน
ตติยฌาน เป็นไฉน
ภิกษุ ในศาสนานี้ ฯลฯ นี้เรียกว่า ตติยฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่
สัมปยุตด้วยฌาน
จตุตถฌาน เป็นไฉน
ภิกษุ ในศาสนานี้ ฯลฯ นี้เรียกว่า จตุตถฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรม
ที่สัมปยุตด้วยฌาน
โลกุตตรวิปากฌาน ปัญจกนัย
ปฐมฌาน เป็นไฉน
ภิกษุ ในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่
นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว
บรรลุปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทา
ทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯอวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า กุศล
ภิกษุ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานอันเป็นวิบาก
เพราะโลกุตตรกุศลฌานอันได้ทำไว้แล้ว ได้เจริญไว้แล้วนั้นแลประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติ
และสุขอันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ชนิดสุญญตะ อยู่ ในสมัยใด ฌานมี
องค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุขเอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า ปฐมฌาน
ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน
ทุติยฌาน เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ ฯลฯ นี้เรียกว่า ทุติยฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรม
ที่สัมปยุตด้วยฌาน
ตติยฌาน เป็นไฉน
ภิกษุ ในศาสนานี้ ฯลฯ นี้เรียกว่า ตติยฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรม
ที่สัมปยุตด้วยฌาน
จตุตถฌาน เป็นไฉน
ภิกษุ ในศาสนานี้ ฯลฯ นี้เรียกว่า จตุตถฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรม
ที่สัมปยุตด้วยฌาน
ปัญจมฌาน เป็นไฉน
ภิกษุ ในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน
เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ บรรลุปัญจมฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและ
ทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เป็นทุกขา
ปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใดผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้
ชื่อว่า กุศล
ภิกษุ บรรลุปัญจมฌาน อันเป็นวิบาก เพราะโลกุตตรกุศลฌานอันได้ทำไว้แล้ว
ได้เจริญไว้แล้วนั้นแล ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้เพราะโสมนัสและ
โทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา ชนิดสุญญตะ
อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คืออุเบกขา เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า
ปัญจมฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน
กิริยาฌาน จตุกกนัย

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๗๓๕] ฌาน ๔ คือ
๑. ปฐมฌาน
๒. ทุติยฌาน
๓. ตติยฌาน
๔. จตุตถฌาน

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๗๓๖] ในฌาน ๔ นั้น ปฐมฌาน เป็นไฉน
ภิกษุ ในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌาน อันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศลและ
ไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ
ปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่
ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๕ คือวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียก
ว่า ปฐมฌานธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน
ทุติยฌาน เป็นไฉน
ภิกษุ ในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศลไม่ใช่อกุศล และ
ไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร บรรลุทุติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อันเป็นไปใน
ภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบเป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มี
วิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข เอกัคคตา
แห่งจิต มีในสมัยนั้นนี้เรียกว่า ทุติยฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุต
ด้วยฌาน
ตติยฌาน เป็นไฉน
ภิกษุ ในศาสนานี้ ฯลฯ นี้เรียกว่า ตติยฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่
สัมปยุตด้วยฌาน
จตุตถฌาน เป็นไฉน
ภิกษุ ในศาสนานี้ ฯลฯ นี้เรียกว่า จตุตถฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรม
ที่สัมปยุตด้วยฌาน
กิริยาฌาน ปัญจกนัย
ปฐมฌาน เป็นไฉน
ภิกษุ ในศาสนานี้ ฯลฯ นี้เรียกว่า ปฐมฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรม
ที่สัมปยุตด้วยฌาน
ทุติยฌาน เป็นไฉน
ภิกษุ ในศาสนานี้ ฯลฯ นี้เรียกว่า ทุติยฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรม
ที่สัมปยุตด้วยฌาน
ตติยฌาน เป็นไฉน
ภิกษุ ในศาสนานี้ ฯลฯ นี้เรียกว่า ตติยฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรม
ที่สัมปยุตด้วยฌาน
จตุตถฌาน เป็นไฉน
ภิกษุ ในศาสนานี้ ฯลฯ นี้เรียกว่า จตุตถฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรม
ที่สัมปยุตด้วยฌาน
ปัญจมฌาน เป็นไฉน
ภิกษุ ในศาสนานี้ เจริญรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศลและไม่ใช่
กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร บรรลุปัญจมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ไม่มีทุกข์ ไม่มี
สุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติบริสุทธิ์เพราะ
อุเบกขา อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คืออุเบกขา เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า
ปัญจมฌาน ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน ฯลฯ
ภิกษุ ในศาสนานี้ เจริญอรูปาวจรฌานอันเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และ
ไม่ใช่กรรมวิบาก เป็นทิฏฐธัมมสุขวิหาร เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง
จึงบรรลุจตุตถฌานอันสหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข
และทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา อยู่ ในสมัย
ใด ฌานมีองค์ ๒ คือ อุเบกขา เอกัคคตาแห่งจิต มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า จตุตถฌาน
ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน
อภิธรรมภาชนีย์ จบ
ปัญหาปุจฉกะ

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๗๓๗] ฌาน ๔ คือ
๑. ภิกษุ ในศาสนานี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้วบรรลุปฐมฌาน
ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่
๒. บรรลุทุติยฌาน อันเป็นไปในภายใน เป็นธรรมชาติผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ
เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ อยู่
๓. เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ และ
เสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌาน ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยะเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้
บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่
๔. บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้เพราะโสมนัสและ
โทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา อยู่
ติกมาติกาปุจฉา-ทุกมาติกาปุจฉา
บรรดาฌาน ๔ ฌานไหนเป็นกุศล ฌานไหนเป็นอกุศล ฌานไหนเป็นอัพยากฤต ฯลฯ
ฌานไหนเป็นสรณะ ฌานไหนเป็นอรณะ
ติกมาติกาวิสัชนา

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๗๓๘] ฌาน ๔ เป็นกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี ฌาน ๓ เว้นสุขเวทนาที่เกิดขึ้นใน
ฌานนี้เสีย เป็นสุขเวทนาสัมปยุต จตุตถฌาน เว้นอทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสีย เป็น
อทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต ฌาน ๔ เป็นวิปากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี เป็นเนววิปาก
นวิปากธัมมธรรมก็มี ฌาน ๔ เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปา
ทินนานุปาทานิยะก็มีฌาน ๔ เป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะก็มี เป็นอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกะก็มี ปฐมฌาน
เว้นวิตกวิจารที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสีย เป็นสวิตักกสวิจาระ ฌาน ๓ เป็นอวิตักกอวิจาระฌาน ๒
เว้นปีติที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสีย เป็นปีติสหคตะ ฌาน ๓ เว้นสุขที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสีย เป็น
สุขสหคตะ จตุตถฌาน เว้นอุเบกขาที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสียเป็นอุเบกขาสหคตะ ฌาน ๔
เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะ ฌาน ๔ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ ฌาน ๔
เป็นอาจยคามีก็มี เป็นอปจยคามีก็มีเป็นเนวาจยคามินาปจยคามีก็มี ฌาน ๔ เป็นเสกขะก็มี
เป็นอเสกขะก็มี เป็นเนวเสกขนาเสกขะก็มี ฌาน ๔ เป็นมหัคคตะก็มี เป็นอัปปมาณะก็มี
ฌาน ๓กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปริตตารัมมณะ แม้เป็นมหัคคตารัมมณะ เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี
กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี จตุตถฌาน เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะ
ก็มี เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปริตตารัมมณะ แม้เป็นมหัคคตารัมมณะ
แม้เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี ฌาน ๔เป็นมัชฌิมะก็มี เป็นปณีตะก็มี ฌาน ๔ เป็นสัมมัตตนิยตะ
ก็มี เป็นอนิยตะก็มีฌาน ๓ ไม่เป็นมัคคารัมมณะ เป็นมัคคเหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปติ
ก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นมัคคเหตุกะ แม้เป็นมัคคาธิปติก็มี จตุตถฌาน เป็นมัคคารัมมณะ
ก็มี เป็นมัคคเหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปติก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นมัคคารัมมณะ แม้เป็น
มัคคเหตุกะ แม้เป็นมัคคาธิปติก็มี ฌาน ๔ เป็นอุปปันนะก็มีเป็นอนุปปันนะก็มี เป็น
อุปปาทีก็มี ฌาน ๔ เป็นอดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี ฌาน ๓ กล่าวไม่ได้ว่า
แม้เป็นอตีตารัมมณะ แม้เป็นอนาคตารัมมณะ แม้เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ จตุตถฌาน เป็นอตีตา
รัมมณะก็มี เป็นอนาคตารัมมณะก็มี เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอตีตารัม
มณะ แม้เป็นอนาคตารัมมณะ แม้เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี ฌาน ๔ เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็น
พหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี ฌาน ๓ เป็นพหิทธารัมมณะ จตุตถฌาน เป็นอัชฌัตตา
รัมมณะก็มี เป็นพหิทธารัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็น
อัชฌัตตารัมมณะ แม้เป็นพหิทธารัมมณะ แม้เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี ฌาน ๔ เป็น
อนิทัสสนอัปปฏิฆะ
ทุกมาติกาวิสัชนา
๑. เหตุโคจฉกวิสัชนา

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๗๓๙] ฌาน ๔ เป็นเหตุ ฌาน ๔ เป็นสเหตุกะ ฌาน ๔ เป็นเหตุสัมปยุต
ฌาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุสเหตุกะ เป็นแต่สเหตุกนเหตุ ฌาน ๔กล่าวไม่ได้ว่า เป็น
เหตุเหตุสัมปยุต เป็นแต่เหตุสัมปยุตตนเหตุ ฌาน ๔ เป็นนเหตุสเหตุกะ
๒. จูฬันตรทุกวิสัชนา
ฌาน ๔ เป็นสัปปัจจยะ ฌาน ๔ เป็นสังขตะ ฌาน ๔ เป็นอนิทัสสนะฌาน ๔
เป็นอัปปฏิฆะ ฌาน ๔ เป็นอรูป ฌาน ๔ เป็นโลกิยะก็มี เป็นโลกุตตระก็มี ฌาน ๔ เป็น
เกนจิวิญเญยยะ เป็นเกนจินวิญเญยยะ
๓. อาสวโคจฉกวิสัชนา
ฌาน ๔ เป็นโนอาสวะ ฌาน ๔ เป็นสาสวะก็มี เป็นอนาสวะก็มี ฌาน ๔เป็น
อาสววิปปยุต ฌาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอาสวสาสวะ ฌาน ๔ เป็นสาสวโนอาสวะก็มี
กล่าวไม่ได้ว่า เป็นสาสวโนอาสวะก็มี ฌาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นอาสวอาสวสัมปยุต
แม้เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะ ฌาน ๔ เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะก็มี เป็นอาสววิปปยุตต
อนาสวะก็มี
๔,๕,๖,๗,๘,๙,๑๐,๑๑,๑๒. สัญโญชนโคจฉกาทิวิสัชนา
ฌาน ๔ เป็นโนสัญโญชนะ ฯลฯ ฌาน ๔ เป็นโนคันถะ ฯลฯฌาน ๔ เป็นโนโอฆะ ฯลฯ
ฌาน ๔ เป็นโนโยคะ ฯลฯ ฌาน ๔ เป็นโนนีวรณะ ฯลฯ ฌาน ๔ เป็นโนปรามาสะ ฯลฯ
ฌาน ๔ เป็นสารัมมณะ ฌาน ๔เป็นโนจิตตะ ฌาน ๔ เป็นเจตสิกะ ฌาน ๔
เป็นจิตตสัมปยุต ฌาน ๔ เป็นจิตตสังสัฏฐะ ฌาน ๔ เป็นจิตตสมุฏฐานะ ฌาน ๔ เป็นจิตตสหภู
ฌาน ๔ เป็นจิตตานุปริวัตติ ฌาน ๔ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะ ฌาน ๔ เป็นจิตตสังสัฏฐ
สมุฏฐานสหภู ฌาน ๔ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติ ฌาน ๔ เป็นพาหิระ ฌาน ๔
เป็นนอุปาทา ฌาน ๔ เป็นอุปาทินนะก็มี เป็นอนุปาทินนะก็มี ฌาน ๔ เป็นนอุปาทานะ ฯลฯ
ฌาน ๔ เป็นโนกิเลสะ ฯลฯ
๑๓. ปิฏฐิทุกวิสัชนา

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๗๔๐] ฌาน ๔ เป็นนทัสสนปหาตัพพะ ฌาน ๔ เป็นนภาวนาปหาตัพพะ ฌาน ๔
เป็นนทัสสนปหาตัพพเหตุกะ ฌาน ๔ เป็นนภาวนาปหาตัพพเหตุกะปฐมฌาน เว้นวิตกที่
เกิดขึ้นในฌานนี้เสีย เป็นสวิตักกะ ฌาน ๓ เป็นอวิตักกะปฐมฌาน เว้นวิจารที่เกิดขึ้นใน
ฌานนี้เสีย เป็นสวิจาระ ฌาน ๓ เป็นอวิจาระฌาน ๒ เว้นปีติที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสีย
เป็นสัปปีติกะ ฌาน ๒ เป็นอัปปีติกะฌาน ๒ เว้นปีติที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสีย เป็นปีติสหคตะ
ฌาน ๒ เป็นนปีติสหคตะฌาน ๓ เว้นสุขที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสีย เป็นสุขสหคตะ
จตุตถฌาน เป็นนสุขสหคตะจตุตถฌาน เว้นอุเบกขาที่เกิดขึ้นในฌานนี้เสีย เป็นอุเปกขา
สหคตะ ฌาน ๓ เป็นนอุเปกขาสหคตะ ฌาน ๔ เป็นนกามาวจร ฌาน ๔ เป็น
รูปาวจรก็มี เป็นนรูปาวจรก็มี ฌาน ๓ เป็นนอรูปาวจร จตุตถฌาน เป็นอรูปาวจรก็มี เป็น
นอรูปาวจรก็มี ฌาน ๔ เป็นปริยาปันนะก็มี เป็นอปริยาปันนะก็มี ฌาน ๔ เป็นนิยยานิกะก็มี
เป็นอนิยยานิกะก็มี ฌาน ๔ เป็นนิยตะก็มี เป็นอนิยตะก็มี ฌาน ๔ เป็นสอุตตระก็มี เป็น
อนุตตระก็มี ฌาน ๔ เป็นอรณะ ฉะนี้แล
ปัญหาปุจฉกะ จบ
ฌานวิภังค์ จบบริบูรณ์
๑๓. อัปปมัญญาวิภังค์
สุตตันตภาชนีย์

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๗๔๑] อัปปมัญญา ๔ คือ
๑. ภิกษุในศาสนานี้ แผ่เมตตาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้นทิศที่ ๓
ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น ทิศเบื้องสูง ทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องขวางก็เช่นเดียวกันนี้
แผ่เมตตาจิตอันไพบูลย์ กว้างขวาง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวรไม่มีพยาบาท ไปยังสัตวโลก
ทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิตเสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่า อยู่
๒. แผ่กรุณาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๔
ก็อย่างนั้น ทิศเบื้องสูง ทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องขวาง ก็เช่นเดียวกันนี้ แผ่กรุณาจิตอันไพบูลย์
กว้างขวาง หาประมาณมิได้ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปยังสัตวโลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิต
เสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่า อยู่
๓. แผ่มุทิตาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๔
ก็อย่างนั้น ทิศเบื้องสูง ทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องขวาง ก็เช่นเดียวกันนี้ แผ่มุทิตาจิตอันไพบูลย์
กว้างขวาง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาทไปยังสัตวโลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิต
เสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่า อยู่
๔. แผ่อุเบกขาจิตไปยังทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๔
ก็อย่างนั้น ทิศเบื้องสูง ทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องขวาง ก็เช่นเดียวกันนี้ แผ่อุเบกขาจิตอันไพบูลย์
กว้างขวาง หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ไปยังสัตวโลกทั้งปวง เพราะเป็นผู้มีจิต
เสมอในสัตว์ทุกหมู่เหล่า อยู่
เมตตาอัปปมัญญานิเทศ