พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๖๓๒] คำว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความพยาบาทและความประทุษร้ายมีอธิบายว่า
ความพยาบาท มีอยู่ ความประทุษร้าย มีอยู่
ใน ๒ อย่างนั้น ความพยาบาท เป็นไฉน
จิตอาฆาต การกระทบกระทั่ง ความกระทบกระทั่ง ความยินร้าย ความเคือง
การขุ่นเคือง ความขุ่นเคือง ความคิดประทุษร้าย การมุ่งคิดประทุษร้ายความมุ่งคิดประทุษร้าย
ความพยาบาทแห่งจิต ความคิดประทุษร้ายแห่งใจ ความโกรธ กิริยาที่โกรธ ภาวะที่โกรธ
ความคิดประทุษร้าย กิริยาที่คิดประทุษร้ายภาวะที่คิดประทุษร้าย ความคิดปองร้าย กิริยาที่คิด
ปองร้าย ภาวะที่คิดปองร้ายการยินร้าย ความยินร้าย ความดุร้าย ความปากร้าย ความไม่
แช่มชื่นแห่งจิตอันใด นี้เรียกว่า ความพยาบาท
ความประทุษร้าย เป็นไฉน
ความพยาบาทอันใด ความพยาบาทอันนั้น ชื่อว่า ความประทุษร้ายความประทุษร้าย
อันใด ความประทุษร้ายอันนั้น ชื่อว่า ความพยาบาท
จิต เป็นไฉน
จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่า จิต
ภิกษุ ชำระจิตให้หมดจด ให้หมดจดวิเศษ ให้บริสุทธิ์ ให้พ้น ให้พ้นวิเศษ
ให้หลุดพ้นจากความพยาบาทและความประทุษร้ายนี้ ด้วยเหตุนั้นจึงเรียกว่า ชำระจิตให้
บริสุทธิ์จากความพยาบาทและความประทุษร้าย ด้วยประการฉะนี้

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๖๓๓] คำว่า ละถีนมิทธะ ได้แล้ว มีอธิบายว่า ถีนะ มีอยู่ มิทธะมีอยู่
ใน ๒ อย่างนั้น ถีนะ เป็นไฉน
ความไม่สมประกอบ ความไม่ควรแก่การงาน ความท้อแท้ ความท้อถอยแห่งจิต
ความย่อหย่อน กิริยาที่ย่อหย่อน ภาวะที่ย่อหย่อน ความหดหู่ กิริยาที่หดหู่ ภาวะที่หดหู่
แห่งจิต อันใด นี้เรียกว่า ถีนะ
มิทธะ เป็นไฉน
ความไม่สมประกอบ ความไม่ควรแก่การงาน ความง่วงซึม ความเฉื่อยชา ความซบเซา
ความหาวนอน ความหลับ ความโงกง่วง ความหลับกิริยาที่หลับ ภาวะที่หลับแห่งเจตสิก
อันใด นี้เรียกว่า มิทธะ
ถีนะและมิทธะนี้ สงบ ระงับ เข้าไประงับ ดับไป ดับไปอย่างราบคาบถูกทำให้
พินาศไป ถูกทำให้พินาศไปด้วยดี ถูกทำให้เหือดแห้ง ถูกทำให้เหือดแห้งไปด้วยดี ถูกทำให้
มีที่สุดปราศไปแล้ว ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า ละถีนมิทธะได้แล้ว ด้วยประการฉะนี้

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๖๓๔] คำว่า เป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีอธิบายว่า ชื่อว่า เป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ
เพราะถีนมิทธะนั้นอันภิกษุนั้นสละแล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว สละคืนแล้ว
ละแล้วและสละคืนแล้ว ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ ด้วยประการฉะนี้
บทว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า อยู่

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๖๓๕] บทว่า มีอาโลกสัญญา มีอธิบายว่า สัญญา เป็นไฉน
การจำ กิริยาที่จำ ความจำ อันใด นี้เรียกว่า สัญญา สัญญานี้ สว่างเปิดเผย
บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า มีอาโลกสัญญา

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๖๓๖] บทว่า มีสติสัมปชัญญะ มีอธิบายว่า สติ เป็นไฉน
สติ ความตามระลึก ฯลฯ สัมมาสติ อันใด นี้เรียกว่า สติ
สัมปชัญญะ เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด นี้เรียกว่า
สัมปชัญญะ
ภิกษุ เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ ประกอบแล้ว ด้วยสติและสัมปชัญญะนี้ ด้วยเหตุนั้น
จึงเรียกว่า มีสติสัมปชัญญะ ด้วยประการฉะนี้

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๖๓๗] คำว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะ มีอธิบายว่า ถีนะมีอยู่ มิทธะ มีอยู่
ใน ๒ อย่างนั้น ถีนะ เป็นไฉน
ความไม่สมประกอบแห่งจิต ฯลฯ ภาวะที่หดหู่แห่งจิต อันใด นี้เรียกว่า ถีนะ
มิทธะ เป็นไฉน
ความไม่สมประกอบ ฯลฯ ภาวะที่หลับแห่งเจตสิก อันใด นี้เรียกว่ามิทธะ
จิต เป็นไฉน
จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่า จิต
ภิกษุ ชำระจิตนี้ให้หมดจด ให้หมดจดวิเศษ ให้บริสุทธ์ ให้พ้น ให้พ้นวิเศษ ให้
หลุดพ้นจากถีนมิทธะนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะ

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๖๓๘] คำว่า ละอุทธัจจกุกกุจจะได้แล้ว มีอธิบายว่า อุทธัจจะ มีอยู่กุกกุจจะ
มีอยู่
ใน ๒ อย่างนั้น อุทธัจจะ เป็นไฉน
ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ความไม่สงบแห่งจิต ความวุ่นวายใจ ความพล่านแห่งจิต อันใด
นี้เรียกว่า อุทธัจจะ
กุกกุจจะ เป็นไฉน
ความสำคัญว่าควรในของที่ไม่ควร ความสำคัญว่าไม่ควรในของที่ควรความสำคัญว่า
มีโทษในของที่ไม่มีโทษ ความสำคัญว่า ไม่มีโทษในของที่มีโทษความรำคาญ กิริยาที่รำคาญ
ภาวะที่รำคาญ ความเดือดร้อนใจ ความยุ่งใจ ซึ่งมีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า
กุกกุจจะ
อุทธัจจะและกุกกุจจะนี้ สงบ ระงับ เข้าไประงับ ดับไป ดับไปอย่างราบคาบ
ถูกทำให้พินาศไป ถูกทำให้พินาศไปด้วยดี ถูกทำให้เหือดแห้งถูกทำให้เหือดแห้งด้วยดี
ถูกทำให้มีที่สุดปราศจากไปแล้ว ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าละอุทธัจจกุกกุจจะได้แล้ว ด้วย
ประการฉะนี้

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๖๓๙] บทว่า เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีอธิบายว่า ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่านเพราะอุทธัจจ
กุกกุจจะนั้นอันภิกษุนั้นสละแล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้วสละคืนแล้ว ละแล้วและสละ
คืนแล้ว ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๖๔๐] บทว่า อยู่ มีอธิบายว่า สืบเนื่องกันอยู่ ฯลฯ พักอยู่ ด้วยเหตุนั้น
จึงเรียกว่า อยู่

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๖๔๑] บทว่า ภายใน ได้แก่เป็นภายในเฉพาะตน
บทว่า มีจิตสงบ มีอธิบายว่า จิต เป็นไฉน
จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่า จิต
จิตนี้ สงบ ระงับ เข้าไประงับ ภายใน ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่ามีจิตสงบภายใน