พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๖๑๒] ก็ภิกษุเป็นผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติในการก้าวไปข้างหน้าและถอยกลับมาข้างหลัง เป็น
ผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติในการแลดูข้างหน้าและเหลียวดูข้างซ้ายข้างขวาเป็นผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติในการ
คู้อวัยวะเข้าและเหยียดอวัยวะออก เป็นผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติในการทรงผ้าสังฆาฏิบาตรและจีวร
เป็นผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติในการกิน ดื่ม เคี้ยวและลิ้มรส เป็นผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติในการถ่ายอุจจาระ
และปัสสาวะ เป็นผู้รู้ชัดอยู่โดยปกติในการเดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูด และนิ่ง
เป็นอย่างไร
ภิกษุในศาสนานี้ มีสติสัมปชัญญะก้าวไปข้างหน้า มีสติสัมปชัญญะถอยกลับมา
ข้างหลัง มีสติสัมปชัญญะแลดูข้างหน้า มีสติสัมปชัญญะเหลียวดูข้างซ้ายข้างขวา มีสติ
สัมปชัญญะคู้อวัยวะเข้า มีสติสัมปชัญญะเหยียดอวัยวะออกมีสติสัมปชัญญะในการทรงผ้า
สังฆาฏิบาตรและจีวร มีสติสัมปชัญญะในการกินดื่ม เคี้ยว และลิ้มรส มีสติสัมปชัญญะใน
การถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ มีสติสัมปชัญญะในการเดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูด และนิ่ง
ในบทเหล่านั้น บทว่า มีสติ มีอธิบายว่า สติ เป็นไฉน
สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำความไม่
เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ อันใดนี้เรียกว่า สติ
บทว่า มีสัมปชัญญะ มีอธิบายว่า สัมปชัญญะ เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย
ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด
ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส
ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้งความรู้ชัด ปัญญาเหมือนประตัก ปัญญา ปัญญินทรีย์
ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา
ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ
อันใด นี้เรียกว่า สัมปชัญญะ
ภิกษุ เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ ประกอบแล้ว ด้วยสติและสัมปชัญญะนี้ ด้วย
ประการฉะนี้
ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ ภิกษุชื่อว่า มีสติสัมปชัญญะก้าวไปข้างหน้า มีสติสัมปชัญญะ
ถอยกลับมาข้างหลัง มีสติสัมปชัญญะแลดูข้างหน้า มีสติสัมปชัญญะเหลียวดูข้างซ้ายข้างขวา
มีสติสัมปชัญญะคู้อวัยวะเข้า มีสติสัมปชัญญะเหยียดอวัยวะออก มีสติสัมปชัญญะในการ
ทรงผ้าสังฆาฏิบาตรและจีวร มีสติสัมปชัญญะในการกิน ดื่ม เคี้ยว และลิ้มรส มีสติ
สัมปชัญญะในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ มีสติสัมปชัญญะในการเดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น
พูด และนิ่ง

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๖๑๓] บทว่า สงัด มีอธิบายว่า แม้หากเสนาสนะใดจะอยู่ในที่ใกล้แต่เสนาสนะนั้น
ไม่เกลื่อนกล่นด้วยเหล่าคฤหัสถ์บรรพชิต ด้วยเหตุนั้น เสนาสนะนั้น ชื่อว่า สงัด แม้หาก
เสนาสนะใดจะอยู่ในที่ไกล แต่เสนาสนะนั้นไม่เกลื่อนกล่น ด้วยเหล่าคฤหัสถ์บรรพชิต ด้วยเหตุ
นั้น เสนาสนะนั้น ชื่อว่า สงัด

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๖๑๔] บทว่า เสนาสนะ ได้แก่ เสนาสนะคือเตียงบ้าง เสนาสนะคือตั่งบ้าง
เสนาสนะคือที่นอนบ้าง เสนาสนะคือหมอนบ้าง เสนาสนะคือวิหารบ้าง เสนาสนะคือเพิงบ้าง
เสนาสนะคือปราสาทบ้าง เสนาสนะคือป้อมบ้างเสนาสนะคือโรงบ้าง เสนาสนะคือที่เร้นลับ
บ้าง เสนาสนะคือถ้ำบ้าง เสนาสนะคือโคนไม้บ้าง เสนาสนะคือพุ่มไม้ไผ่บ้าง หรือภิกษุ
ยับยั้งอยู่ในที่ใด ที่นั้นทั้งหมดชื่อว่า เสนาสนะ

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๖๑๕] บทว่า อาศัย คือ อาศัยอยู่ อาศัยอยู่ด้วยดี เข้าอยู่ เข้าพำนักอยู่
เข้าอาศัยอยู่ เสนาสนะอันสงัดนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า อาศัย

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๖๑๖] บทว่า ป่า ได้แก่บริเวณนอกเสาเขื่อนทั้งหมดนั้น

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๖๑๗] บทว่า โคนไม้ เป็นต้น มีอธิบายว่า รุกขมูล คือ โคนไม้ปัพพตะ คือ
ภูเขา กันทระ คือ ซอกเขา คิริคุหา คือ ถ้ำในเขา สุสาน คือป่าช้า อัพโภกาส คือ
ที่แจ้ง ปลาลปุญชะ คือ กองฟาง

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๖๑๘] บทว่า ดง เป็นชื่อของเสนาสนะที่อยู่ไกล บทว่า ดง เป็นชื่อของ
เสนาสนะราวป่า บทว่า ดง เป็นชื่อของเสนาสนะที่น่าหวาดกลัว บทว่า ดงเป็นชื่อของ
เสนาสนะที่น่าหวาดหวั่น บทว่า ดง เป็นชื่อของเสนาสนะที่อยู่ปลายแดน บทว่า ดง
เป็นชื่อของเสนาสนะที่ไม่อยู่ใกล้หมู่มนุษย์ บทว่า ดง เป็นชื่อของเสนาสนะที่หาความเจริญ
ได้ยาก

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๖๑๙] บทว่า สถานที่ไม่มีเสียงรบกวน มีอธิบายว่า แม้หากเสนาสนะใดจะอยู่ใกล้
แต่เสนาสนะนั้นไม่เกลื่อนกล่นด้วยเหล่าคฤหัสถ์บรรพชิต ด้วยเหตุนั้น เสนาสนะนั้น ชื่อว่า
ไม่มีเสียงรบกวน แม้หากเสนาสนะใดจะอยู่ไกลแต่เสนาสนะนั้นไม่เกลื่อนกล่นด้วยเหล่า
คฤหัสถ์บรรพชิต ด้วยเหตุนั้น เสนาสนะนั้น ชื่อว่า ไม่มีเสียงรบกวน

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๖๒๐] บทว่า สถานที่ไม่มีเสียงอื้ออึง มีอธิบายว่า เสนาสนะใดไม่มีเสียงรบกวน
เสนาสนะนั้น ชื่อว่า สถานที่ไม่มีเสียงอื้ออึง เสนาสนะใดไม่มีเสียงอื้ออึง เสนาสนะนั้น
ชื่อว่า สถานที่ไม่ใคร่มีผู้คนสัญจรไปมา เสนาสนะใด ไม่ใคร่มีผู้คนสัญจรไปมา เสนาสนะนั้น
ชื่อว่า สถานที่ไม่มีคนพลุกพล่านเสนาสนะใด ไม่มีคนพลุกพล่าน เสนาสนะนั้น ชื่อว่า
สถานที่อันสมควรเป็นที่หลีกเร้น

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๖๒๑] คำว่า ไปสู่ป่าก็ตาม ไปสู่โคนไม้ก็ตาม ไปสู่เรือนว่างเปล่าก็ตาม ได้แก่
เป็นผู้ไปสู่ป่าแล้วก็ตาม เป็นผู้ไปสู่โคนไม้แล้วก็ตาม เป็นผู้ไปสู่เรือนว่างเปล่าแล้วก็ตาม