พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๕๐๒] สัมมัปปธาน ๔ คือ
๑. ภิกษุในศาสนานี้ ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียรประคองจิตไว้
ทำความเพียร เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น
๒. ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ทำความเพียร
เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
๓. ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ทำความเพียร
เพื่อสร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น
๔. ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ทำความเพียร
เพื่อความดำรงอยู่ ความไม่สาบสูญ ความภิยโยยิ่ง ความไพบูลย์ความเจริญ ความบริบูรณ์
แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา
บรรดาสัมมัปปธาน ๔ สัมมัปปธานไหน เป็นกุศล สัมมัปปธานไหนเป็นอกุศล
สัมมัปปธานไหน เป็นอัพยากฤต ฯลฯ สัมมัปปธานไหน เป็นสรณะสัมมัปปธานไหน
เป็นอรณะ
ติกมาติกาวิสัชนา

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๕๐๓] สัมมัปปธาน ๔ เป็นกุศลอย่างเดียว สัมมัปปธาน ๔ เป็นสุขเวทนา
สัมปยุตก็มี เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุตก็มี สัมมัปปธาน ๔ เป็นวิปากธัมมธรรม
สัมมัปปธาน ๔ เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะ สัมมัปปธาน ๔เป็นอสังกิลิฏฐาสังกิเลสิกะ
สัมมัปปธาน ๔ เป็นสวิตักกสวิจาระก็มี เป็นอวิตักกวิจารมัตตะก็มี เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี
สัมมัปปธาน ๔ เป็นปีติสหคตะก็มี เป็นสุขสหคตะก็มี เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี สัมมัปปธาน ๔
เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะ สัมมัปปธาน ๔ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ
สัมมัปปธาน ๔ เป็นอปจยคามี สัมมัปปธาน ๔ เป็นเสกขะสัมมัปปธาน ๔ เป็นอัปปมาณะ
สัมมัปปธาน ๔ เป็นอัปปมาณารัมมณะสัมมัปปธาน ๔ เป็นปณีตะ สัมมัปปธาน ๔
เป็นสัมมัตตนิยตะ สัมมัปปธาน ๔ไม่เป็นมัคคารัมมณะ สัมมัปปธาน ๔ เป็นมัคคเหตุกะ
สัมมัปปธาน ๔ เป็นมัคคาธิปติก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นมัคคาธิปติก็มี สัมมัปปธาน ๔
เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า เป็นอุปปาที สัมมัปปธาน ๔ เป็นอดีต
ก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอตีตารัมมณะ แม้เป็นอนาคตา
รัมมณะ แม้เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ สัมมัปปธาน ๔ เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็นพหิทธาก็มี
เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี สัมมัปปธาน ๔ เป็นพหิทธารัมมณะ สัมมัปปธาน ๔ เป็นอนิ
ทัสสนอัปปฏิฆะ
ทุกมาติกาวิสัชนา
๑. เหตุโคจฉกวิสัชนา

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๕๐๔] สัมมัปปธาน ๔ เป็นนเหตุ สัมมัปปธาน ๔ เป็นสเหตุกะสัมมัปปธาน ๔
เป็นเหตุสัมปยุต กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุสเหตุกะ เป็นแต่สเหตุกนเหตุ กล่าวไม่ได้ว่า
เป็นเหตุเหตุสัมปยุต เป็นแต่เหตุสัมปยุตตนเหตุและนเหตุสเหตุกะ
๒. จูฬันตรทุกวิสัชนา
สัมมัปปธาน ๔ เป็นสัปปัจจยะ สัมมัปปธาน ๔ เป็นสังขตะสัมมัปปธาน ๔
เป็นอนิทัสสนะ สัมมัปปธาน ๔ เป็นอัปปฏิฆะ สัมมัปปธาน ๔ เป็นอรูป สัมมัปปธาน ๔
เป็นโลกุตตระ สัมมัปปธาน ๔ เป็นเกนจิวิญเญยยะ เป็นเกนจินวิญเญยยะ
๓. อาสวโคจฉกวิสัชนา
สัมมัปปธาน ๔ เป็นโนอาสวะ สัมมัปปธาน ๔ เป็นอนาสวะสัมมัปปธาน ๔
เป็นอาสววิปปยุต กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวสาสวะ แม้เป็นสาสวโนอาสวะ สัมมัปปธาน ๔
กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวอาสวสัมปยุตแม้เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะ เป็นแต่อาสว
วิปปยุตตอนาสวะ
๔,๕,๖,๗,๘,๙,๑๐. สัญโญชนโคจฉกาทิวิสัชนา
สัมมัปปธาน ๔ เป็นโนสัญโญชนะ ฯลฯ สัมมัปปธาน ๔ เป็นโนคันถะ ฯลฯ
สัมมัปปธาน ๔ เป็นโนโอฆะ ฯลฯ สัมมัปปธาน ๔ เป็นโนโยคะ ฯลฯ สัมมัปปธาน ๔
เป็นโนนีวรณะ ฯลฯ สัมมัปปธาน ๔ เป็นโนปรามาสะ ฯลฯ สัมมัปปธาน ๔ เป็นสารัมมณะ
สัมมัปปธาน ๔ เป็นโนจิตตะ สัมมัปปธาน ๔ เป็นเจตสิกะ สัมมัปปธาน ๔ เป็นจิตต
สัมปยุตสัมมัปปธาน ๔ เป็นจิตตสังสัฏฐะ สัมมัปปธาน ๔ เป็นจิตตสมุฏฐานะ
สัมมัปปธาน ๔ เป็นจิตตสหภู สัมมัปปธาน ๔ เป็นจิตตานุปริวัตติ สัมมัปปธาน ๔
เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะ สัมมัปปธาน ๔ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภู สัมมัปปธาน ๔
เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติ สัมมัปปธาน๔ เป็นพาหิระ สัมมัปปธาน ๔
เป็นอุปาทา สัมมัปปธาน ๔ เป็นอนุปาทินนะ
๑๑, ๑๒, ๑๓. อุปาทานโคจฉกาทิวิสัชนา
สัมมัปปธาน ๔ เป็นนอุปาทานะ ฯลฯ สัมมัปปธาน ๔ เป็นโนกิเลสะ ฯลฯ
สัมมัปปธาน ๔ เป็นนทัสสนปหาตัพพะ สัมมัปปธาน ๔ เป็นนภาวนาปหาตัพพะ
สัมมัปปธาน ๔ เป็นนทัสสนปหาตัพพเหตุกะ สัมมัปปธาน ๔ เป็นนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ
สัมมัปปธาน ๔ เป็นสวิตักกะก็มี เป็นอวิตักกะก็มี สัมมัปปธาน ๔ เป็นสวิจาระก็มี
เป็นอวิจาระก็มีสัมมัปปธาน ๔เป็นสัปปีติกะก็มี เป็นอัปปีติกะก็มี สัมมัปปธาน ๔
เป็นปีติสหคตะก็มี เป็นนปีติสหคตะก็มี สัมมัปปธาน ๔ เป็นสุขสหคตะก็มี เป็นนสุขสหคตะ
ก็มีสัมมัปปธาน ๔ เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี เป็นนอุเปกขาสหคตะก็มี สัมมัปปธาน๔
เป็นนกามาวจร สัมมัปปธาน ๔ เป็นนรูปาวจร สัมมัปปธาน ๔ เป็นนอรูปาวจร
สัมมัปปธาน ๔ เป็นอปริยาปันนะ สัมมัปปธาน ๔ เป็นนิยยานิกะสัมมัปปธาน ๔
เป็นนิยตะ สัมมัปปธาน ๔ เป็นอนุตตระ สัมมัปปธาน ๔เป็นอรณะ ฉะนี้แล
ปัญหาปุจฉกะ จบ
สัมมัปปธานวิภังค์ จบบริบูรณ์
๙. อิทธิปาทวิภังค์

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๕๐๕] อิทธิบาท ๔ คือ
๑. ภิกษุในศาสนานี้ เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร
๒. เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร
๓. เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร
๔. เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขาร
[เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร]

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๕๐๖] ก็ภิกษุ เจริญอิทธิบาท อันประกอบด้วย ฉันทสมาธิปธานสังขารเป็นอย่างไร
ถ้าภิกษุทำฉันทะให้เป็นอธิบดีแล้วจึงได้สมาธิ ได้เอกัคคตาแห่งจิต สมาธินี้เรียกว่า
ฉันทสมาธิ ภิกษุนั้น ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียรประคองจิตไว้
ทำความเพียร เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น ทำฉันทะให้เกิด พยายาม
ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียรเพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียรประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อสร้างกุศลธรรม
ที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้
ทำความเพียร เพื่อความดำรงอยู่ ความไม่สาบสูญ ความภิยโยยิ่ง ความไพบูลย์ ความเจริญ
ความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ เรียกว่า ปธานสังขาร
ฉันทสมาธิและปธานสังขารดังกล่าวมานี้ ประมวลย่อ ๒ อย่างนั้นเข้าเป็นอันเดียวกัน
ย่อมถึงซึ่งอันนับว่า ฉันทสมาธิปธานสังขาร ด้วยประการฉะนี้

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๕๐๗] ในบทเหล่านั้น ฉันทะ เป็นไฉน
ความพอใจ การทำความพอใจ ความใคร่เพื่อจะทำ ความฉลาด ความพอใจในธรรม
นี้เรียกว่า ฉันทะ
สมาธิ เป็นไฉน
ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต
ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์สมาธิพละ สัมมาสมาธิ
อันใด นี้เรียกว่า สมาธิ
ปธานสังขาร เป็นไฉน
การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า
ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่นความก้าวไปอย่างไม่
ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี
วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ อันใดนี้เรียกว่า ปธานสังขาร
ภิกษุ เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี
เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้วด้วยฉันทะ สมาธิ และปธานสังขาร ดังกล่าวมานี้
ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร ด้วยประการฉะนี้

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๕๐๘] คำว่า อิทธิ ได้แก่ ความสำเร็จ ความสำเร็จด้วยดี การสำเร็จ การสำเร็จด้วยดี
ความได้ ความได้อีก ความถึง ความถึงด้วยดี ความถูกต้อง ความกระทำให้แจ้ง
ความเข้าถึง ซึ่งธรรมเหล่านั้น
คำว่า อิทธิบาท ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์วิญญาณขันธ์
ของบุคคลผู้บรรลุธรรมเหล่านั้น
คำว่า เจริญอิทธิบาท ได้แก่ ย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งธรรมเหล่านั้น
ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า เจริญอิทธิบาท
[เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร]

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๕๐๙] ก็ภิกษุ เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขารเป็นอย่างไร
ถ้าภิกษุทำความเพียรให้เป็นอธิบดีแล้วจึงได้สมาธิ ได้เอกัคคตาแห่งจิตสมาธินี้เรียกว่า
วิริยสมาธิ ภิกษุนั้น ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้
ทำความเพียร เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น ฯลฯ เพื่อละบาป
อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ เพื่อสร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น ทำฉันทะให้เกิด
พยายาม ปรารภความเพียรประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อความดำรงอยู่ ความไม่สาบสูญ
ความภิยโยยิ่งความไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
สภาวธรรมเหล่านี้ เรียกว่าปธานสังขาร
วิริยสมาธิและปธานสังขาร ดังกล่าวมานี้ ประมวลย่อ ๒ อย่างนั้นเข้าเป็นอันเดียวกัน
ย่อมถึงซึ่งอันนับว่า วิริยสมาธิปธานสังขาร ด้วยประการฉะนี้

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๕๑๐] ในบทเหล่านั้น วิริยะ เป็นไฉน
การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ อันใด นี้เรียกว่า วิริยะ
สมาธิ เป็นไฉน
ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต
ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบสมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ
อันใด นี้เรียกว่า สมาธิ
ปธานสังขาร เป็นไฉน
การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ อันใด นี้เรียกว่าปธานสังขาร
ภิกษุ เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ ประกอบแล้ว ด้วยวิริยะ สมาธิ และปธานสังขาร
ดังกล่าวมานี้ ด้วยเหตุนั้นจึงเรียกว่า ประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร ด้วยประการฉะนี้

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๕๑๑] คำว่า อิทธิ ได้แก่ ความสำเร็จ ความสำเร็จด้วยดี การสำเร็จการสำเร็จ
ด้วยดี ความได้ ความได้อีก ความถึง ความถึงด้วยดี ความถูกต้องความกระทำให้แจ้ง
ความเข้าถึง ซึ่งธรรมเหล่านั้น
คำว่า อิทธิบาท ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์วิญญาณขันธ์ ของ
บุคคลผู้บรรลุธรรมเหล่านั้น
คำว่า เจริญอิทธิบาท ได้แก่ ย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งธรรมเหล่านั้น ด้วยเหตุนั้น
จึงเรียกว่า เจริญอิทธิบาท
[เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร]