พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๔๖๒] สติปัฏฐาน ๔ คือ
๑. ภิกษุในศาสนานี้ พิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ อยู่ มีความเพียรมีสัมปชัญญะ
มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสเสียได้ในโลก
พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะมีสติ กำจัด
อภิชฌาและโทมนัสเสียได้ในโลก
๓. พิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌา
และโทมนัสเสียได้ในโลก
๔. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะมีสติ กำจัด
อภิชฌาและโทมนัสเสียได้ในโลก
ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา
บรรดาสติปัฏฐาน ๔ สติปัฏฐานไหนเป็นกุศล สติปัฏฐานไหนเป็นอกุศลสติปัฏฐาน
ไหนเป็นอัพยากฤต ฯลฯ สติปัฏฐานไหนเป็นสรณะ สติปัฏฐานไหนเป็นอรณะ
ติกมาติกาวิสัชนา

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๔๖๓] สติปัฏฐาน ๔ เป็นกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี สติปัฏฐาน ๔เป็นสุขเวทนา
สัมปยุตก็มี เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุตก็มี สติปัฏฐาน ๔ เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรม
ก็มี สติปัฏฐาน ๔ เป็นอนุปาทินนานุปาทานิยะสติปัฏฐาน ๔ เป็นอสังกิลิฏฐาสังกิเลสิกะ
สติปัฏฐาน ๔ เป็นสวิตักกสวิจาระก็มีเป็นอวิตักกวิจารมัตตะก็มี เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี สติปัฏ-
ฐาน ๔ เป็นปีติสหคตะก็มี เป็นสุขสหคตะก็มี เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี สติปัฏฐาน ๔ เป็น
เนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะ สติปัฏฐาน ๔ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ สติปัฏฐาน
๔ เป็นอปจยคามีก็มี เป็นเนวาจยคามินาปจยคามีก็มี สติปัฏฐาน ๔ เป็นเสกขะก็มี เป็นอเสกขะ
ก็มี สติปัฏฐาน ๔ เป็นอัปปมาณะ สติปัฏฐาน ๔ เป็นอัปปมาณารัมมณะ สติปัฏฐาน ๔ เป็นปณีตะ
สติปัฏฐาน ๔ เป็นสัมมัตตนิตยะก็มี เป็นอนิตยะก็มี สติปัฏฐาน ๔ เป็นมัคคารัมมณะ สติปัฏฐาน
๔ เป็นมัคคเหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปติก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นมัคคเหตุกะ แม้เป็นมัคคาธิปติ
ก็มี สติปัฏฐาน ๔ เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทีก็มีสติปัฏฐาน ๔ เป็น
อดีตก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอตีตารัมมณะ แม้เป็น
อนาคตารัมมณะ แม้เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ สติปัฏฐาน๔ เป็นอัชฌัตตะก็มี เป็นพหิทธาก็มี
เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี สติปัฏฐาน ๔ เป็นพหิทธารัมมณะ สติปัฏฐาน ๔ เป็นอนิทัสสนอัปปฏิฆะ
ทุกมาติกาวิสัชนา
๑. เหตุโคจฉกวิสัชนา

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๔๖๔] สติปัฏฐาน ๔ เป็นนเหตุ สติปัฏฐาน ๔ เป็นสเหตุกะ สติปัฏฐาน๔ เป็นเหตุ
สัมปยุต สติปัฏฐาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุสเหตุกะ เป็นแต่สเหตุกนเหตุ สติปัฏฐาน
๔ กล่าวไม่ได้ว่า เป็นเหตุเหตุสัมปยุต เป็นแต่เหตุสัมปยุตตนเหตุ สติปัฏฐาน ๔ เป็นนเหตุ
สเหตุกะ
๒. จูฬันตรทุกวิสัชนา
สติปัฏฐาน ๔ เป็นสัปปัจจยะ สติปัฏฐาน ๔ เป็นสังขตะ สติปัฏฐาน ๔เป็นอนิทัสสนะ
สติปัฏฐาน ๔ เป็นอัปปฏิฆะ สติปัฏฐาน ๔ เป็นอรูป สติปัฏฐาน๔ เป็นโลกุตตระ สติปัฏฐาน
๔ เป็นเกนจิวิญเญยยะ เป็นเกนจินวิญเญยยะ
๓. อาสวโคจฉกวิสัชนา
สติปัฏฐาน ๔ เป็นโนอาสวะ สติปัฏฐาน ๔ เป็นอนาสวะ สติปัฏฐาน ๔เป็นอาสว
วิปปยุต สติปัฏฐาน ๔ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวสาสวะ แม้เป็นสาสวโนอาสวะ สติปัฏฐาน ๔
กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวอาสวสัมปยุต แม้เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะ สติปัฏฐาน ๔ เป็น
อาสววิปปยุตตอนาสวะ
๔, ๕, ๖, ๗, ๘, ๙, ๑๐. สัญโญชนโคจฉกาทิวิสัชนา
สติปัฏฐาน ๔ เป็นโนสัญโญชนะ ฯลฯ สติปัฏฐาน ๔ เป็นโนคันถะฯลฯ สติปัฏฐาน
๔ เป็นโนโอฆะ ฯลฯ สติปัฏฐาน ๔ เป็นโนโยคะ ฯลฯสติปัฏฐาน ๔ เป็นโนนีวรณะ ฯลฯ
สติปัฏฐาน ๔ เป็นโนปรามาสะ ฯลฯ สติปัฏฐาน ๔ เป็นสารัมมณะ สติปัฏฐาน ๔ เป็นโนจิตตะ
สติปัฏฐาน ๔ เป็นเจตสิกะสติปัฏฐาน ๔ เป็นจิตตสัมปยุต สติปัฏฐาน ๔ เป็นจิตตสังสัฏฐะ
สติปัฏฐาน ๔เป็นจิตตสมุฏฐานะ สติปัฏฐาน ๔ เป็นจิตตสหภู สติปัฏฐาน ๔ เป็นจิตตานุปริ
วัตติสติปัฏฐาน ๔ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะ สติปัฏฐาน ๔ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภู
สติปัฏฐาน ๔ เป็นจิตตสังสัฏฐมุฏฐานานุปริวัตติ สติปัฏฐาน ๔ เป็นพาหิระ สติปัฏฐาน ๔
เป็นนอุปาทา สติปัฏฐาน ๔ เป็นอนุปาทินนะ
๑๑, ๑๒, ๑๓. อุปาทานโคจฉกาทิวิสัชนา
สติปัฏฐาน ๔ เป็นอุปาทานะ ฯลฯ สติปัฏฐาน ๔ เป็นโนกิเลสะ ฯลฯสติปัฏฐาน ๔
เป็นนทัสสนปหาตัพพะ สติปัฏฐาน ๔ เป็นนภาวนาปหาตัพพะ สติปัฏฐาน ๔ เป็นนทัสสนปหา
ตัพพเหตุกะ สติปัฏฐาน ๔ เป็นนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ สติปัฏฐาน ๔ เป็นสวิตักกะก็มี เป็น
อวิตักกะก็มี สติปัฏฐาน ๔ เป็นสวิจาระก็มี เป็นอวิจาระก็มี สติปัฏฐาน ๔ เป็นสัปปีติกะก็มี
เป็นอัปปีติกะก็มี สติปัฏฐาน ๔ เป็นนปีติสหคตะก็มี เป็นปีติสหคตะก็มี สติปัฏฐาน ๔ เป็นสุข
สหคตะก็มีเป็นนสุขสหคตะก็มี สติปัฏฐาน ๔ เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี เป็นนอุเปกขาสหคตะ
ก็มี สติปัฏฐาน ๔ เป็นกามาวจร สติปัฏฐาน ๔ เป็นรูปาวจร สติปัฏฐาน ๔ เป็นนอรูปาวจร
สติปัฏฐาน ๔ เป็นอปริยาปันนะ สติปัฏฐาน ๔ เป็นนิยยานิกะก็มี เป็นอนิยยานิกะก็มี สติปัฏฐาน
๔ เป็นนิยตะก็มี เป็นอนิยตะก็มี สติปัฏฐาน ๔ เป็นอนุตตระ สติปัฏฐาน ๔ เป็นอรณะ ฉะนี้แล
ปัญหาปุจฉกะ จบ
สติปัฏฐานวิภังค์ จบบริบูรณ์
๘. สัมมัปปธานวิภังค์
สุตตันตภาชนีย์

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๔๖๕] สัมมัปปธาน ๔ คือ
๑. ภิกษุในศาสนานี้ ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียรประคองจิตไว้ ทำ
ความเพียร เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น
๒. ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ทำความเพียร เพื่อ
ละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
๓. ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร
เพื่อสร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น
๔. ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อ
ความดำรงอยู่ ความไม่สาบสูญ ความภิยโยยิ่ง ความไพบูลย์ความเจริญ ความบริบูรณ์
แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
[เพียรป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น]

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๔๖๖] ก็ภิกษุทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความ
เพียร เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น เป็นอย่างไร
ในบทเหล่านั้น บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น เป็นไฉน
อกุศลมูล ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ และกิเลสที่ตั้งอยู่ในจิตตุปบาทอันเดียวกัน
กับโลภะ โทสะ โมหะนั้น เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์วิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วย
โลภะ โทสะ โมหะนั้น กายกรรม วจีกรรมมโนกรรม ที่มีโลภะ โทสะ โมหะนั้นเป็นสมุฏฐาน
สภาวธรรมเหล่านี้ เรียกว่า บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น
ภิกษุทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อ
ป้องกันบาปอกุศลธรรมเหล่านี้ที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น ด้วยประการฉะนี้

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๔๖๗] บทว่า ทำฉันทะให้เกิด มีนิเทสว่า ฉันทะ เป็นไฉน
ความพอใจ การทำความพอใจ ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำความฉลาดความพอใจในธรรม
อันใด นี้เรียกว่า ฉันทะ ภิกษุ ย่อมทำฉันทะนี้ให้เกิด ให้เกิดด้วยดี ให้ตั้งขึ้น ให้ตั้งขึ้นด้วย
ดี ให้บังเกิด ให้บังเกิดยิ่ง ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า ทำฉันทะให้เกิด

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๔๖๘] บทว่า พยายาม มีนิเทสว่า ความพยายาม เป็นไฉน
การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ อันใด นี้เรียกว่าความพยายาม ภิกษุ
เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้วเข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้ว เข้าถึง
แล้วด้วยดี ประกอบแล้ว ด้วยความพยายามนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า พยายาม

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๔๖๙] บทว่า ปรารภความเพียร มีนิเทสว่า ความเพียร เป็นไฉน
การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ อันใด นี้เรียกว่าความเพียร ภิกษุ
ย่อมปรารภ ปรารภด้วยดี เสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งความเพียรนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า
ปรารภความเพียร

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๔๗๐] บทว่า ประคองจิตไว้ มีนิเทสว่า จิต เป็นไฉน
จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่าจิต ภิกษุ ย่อม
ประคองไว้ ประคองไว้ด้วยดี อุปถัมภ์ ค้ำชู ซึ่งจิตนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า ประคองจิตไว้

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๔๗๑] บทว่า ทำความเพียร มีนิเทสว่า ความเพียร เป็นไฉน
การปรารภความเพียรทางใจ ฯลฯ สัมมาวายามะ อันใด นี้เรียกว่าความเพียร ภิกษุ
เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว ฯลฯ ประกอบแล้วด้วยความเพียรนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า ทำความเพียร
[เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว]