พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๒๓๒] สัจจะ ๒ เป็นสารัมมณะ นิโรธสัจ เป็นอนารัมมณะทุกขสัจ เป็นสารัมมณะ
ก็มี เป็นอนารัมมณะก็มี สัจจะ ๓ เป็นโนจิตตะ ทุกขสัจเป็นจิตตะก็มี เป็นโนจิตตะก็มี สัจจะ ๒
เป็นเจตสิกะ นิโรธสัจ เป็นอเจตสิกะทุกขสัจ เป็นเจตสิกะก็มี เป็นอเจตสิกะก็มี สัจจะ ๒
เป็นจิตตสัมปยุต นิโรธสัจเป็นจิตตวิปปยุต ทุกขสัจ เป็นจิตตสัมปยุตก็มี เป็นจิตตวิปปยุตก็มี
กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นจิตตสัมปยุต แม้เป็นจิตตวิปปยุตก็มี สัจจะ ๒ เป็นจิตตสังสัฏฐะ
นิโรธสัจ เป็นจิตตวิสังสัฏฐะ ทุกขสัจ เป็นจิตตสังสัฏฐะก็มี เป็นจิตตวิสังสัฏฐะก็มี
กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นจิตตสังสัฏฐะ แม้เป็นจิตตวิสังสัฏฐะก็มีสัจจะ ๒ เป็นจิตตสมุฏฐานะ
นิโรธสัจ เป็นโนจิตตสมุฏฐานะ ทุกขสัจ เป็นจิตตสมุฏฐานะก็มี เป็นโนจิตตสมุฏฐานะ
ก็มี สัจจะ ๒ เป็นจิตตสหภู นิโรธสัจเป็นโนจิตตสหภู ทุกขสัจ เป็นจิตตสหภูก็มี
เป็นโนจิตตสหภูก็มี สัจจะ ๒เป็นจิตตานุปริวัตติ นิโรธสัจ เป็นโนจิตตานุปริวัตติ ทุกขสัจ
เป็นจิตตานุปริวัตติก็มี เป็นโนจิตตานุปริวัตติก็มี สัจจะ ๒ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะ
นิโรธสัจเป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะ ทุกขสัจ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะก็มีอนุ
เป็นโนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานะก็มี สัจจะ ๒ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภู นิโรธสัจเป็น
โนจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภู ทุกขสัจ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภูก็มีเป็นโนจิตต
สังสัฏฐสมุฏฐานสหภูก็มี สัจจะ ๒ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติ นิโรธสัจ เป็นโน
จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติ ทุกขสัจ เป็นจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติก็มี เป็นโนจิตต
สังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติก็มี สัจจะ ๓ เป็นพาหิระ ทุกขสัจ เป็นอัชฌัตติกะก็มี เป็นพาหิระ
ก็มี สัจจะ ๓ เป็นนอุปาทาทุกขสัจ เป็นอุปาทาก็มี เป็นนอุปาทาก็มี สัจจะ ๓ เป็นอนุปา
ทินนะ ทุกขสัจเป็นอุปาทินนะก็มี เป็นอนุปาทินนะก็มี
๑๑. อุปาทานโคจฉกวิสัชนา

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๒๓๓] สมุทยสัจ เป็นอุปาทานะ สัจจะ ๒ เป็นนอุปาทานะ ทุกขสัจเป็นอุปา
ทานะก็มี เป็นนอุปาทานะก็มี สัจจะ ๒ เป็นอุปาทานิยะ สัจจะ ๒เป็นอนุปาทานิยะ สัจจะ ๒
เป็นอุปาทานวิปปยุต สัจจะ ๒ เป็นอุปาทานสัมปยุตก็มี เป็นอุปาทานวิปปยุตก็มี สมุทยสัจ
เป็นอุปาทานอุปาทานิยะ สัจจะ ๒กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปาทานอุปาทานิยะ แม้เป็นอุปาทา
นิยโนอุปาทานะ ทุกขสัจเป็นอุปาทานอุปาทานิยะก็มี เป็นอุปาทานิยโนอุปาทานะก็มี สมุทยสัจ
เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุตก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุตแม้เป็น
อุปาทานสัมปยุตตโนอุปาทานะก็มี สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุต
แม้เป็นอุปาทานสัมปยุตตโนอุปาทานะ ทุกขสัจ เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุตก็มี เป็นอุปาทานสัม
ปยุตตโนอุปาทานะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปาทานอุปาทานสัมปยุต แม้เป็นอุปาทานสัม
ปยุตตโนอุปาทานะก็มีสัจจะ ๒ เป็นอุปาทานวิปปยุตตอนุปาทานิยะ สัจจะ ๒ เป็นอุปาทาน
วิปปยุตตอุปาทานิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยะ แม้เป็นอุปาทาน
วิปปยุตตอนุปาทานิยะก็มี
๑๒. กิเลสโคจฉกวิสัชนา

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๒๓๔] สมุทยสัจ เป็นกิเลสะ สัจจะ ๒ เป็นโนกิเลสะ ทุกขสัจเป็นกิเลสะก็มี
เป็นโนกิเลสะก็มี สัจจะ ๒ เป็นสังกิเลสิกะ สัจจะ ๒ เป็นอสังกิเลสิกะ สมุทยสัจ เป็น
สังกิลิฏฐะ สัจจะ ๒ เป็นอสังกิลิฏฐะ ทุกขสัจเป็นสังกิลิฏฐะก็มี เป็นอสังกิลิฏฐะก็มี
สมุทยสัจ เป็นกิเลสสัมปยุต สัจจะ ๒เป็นกิเลสวิปปยุต ทุกขสัจ เป็นกิเลสสัมปยุตก็มี
เป็นกิเลสวิปปยุตตก็มีสมุทยสัจ เป็นกิเลสสังกิเลสิกะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลส
สังกิเลสิกะ แม้เป็นสังกิเลสิกโนกิเลสิกะ ทุกขสัจ เป็นกิเลสสังกิเลสิกะก็มี เป็นสังกิเลสิก
โนกิเลสะก็มี สมุทยสัจ เป็นกิเลสสังกิลิฏฐะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสสังกิลิฏฐะ
แม้เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะ ทุกขสัจ เป็นกิเลสสังกิลิฏฐะก็มี เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะก็มี กล่าว
ไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสสังกิลิฏฐะ แม้เป็นสังกิลิฏฐโนกิเลสะก็มี สมุทยสัจ เป็นกิเลสกิเลส
สัมปยุตสัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุต แม้เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะ
ทุกขสัจ เป็นกิเลสกิเลสสัมปยุตก็มี เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็น
กิเลสกิเลสสัมปยุต แม้เป็นกิเลสสัมปยุตตโนกิเลสะก็มี สัจจะ ๒ เป็นกิเลสวิปปยุตตอสัง
กิเลสิกะ สมุทยสัจ กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นกิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะ แม้เป็นกิเลสวิปปยุตต
อสังกิเลสิกะ ทุกขสัจเป็นกิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นกิเลสวิปปยุตต
สังกิเลสิกะแม้เป็นกิเลสวิปปยุตตอสังกิเลสิกะก็มี
๑๓. ปิฏฐิทุกวิสัชนา

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๒๓๕] สัจจะ ๒ เป็นนทัสสนปหาตัพพะ สัจจะ ๒ เป็นทัสสนปหาตัพพะก็มี เป็น
นทัสสนปหาตัพพะก็มี สัจจะ ๒ เป็นนภาวนาปหาตัพพะสัจจะ ๒ เป็นภาวนาปหาตัพพะก็มี
เป็นนภาวนาปหาตัพพะก็มี สัจจะ ๒ เป็นนทัสสนปหาตัพพเหตุกะ สัจจะ ๒ เป็นทัสสนปหา
ตัพพเหตุกะก็มี เป็นนทัสสนปหาตัพพเหตุกะก็มี สัจจะ ๒ เป็นนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ
สัจจะ ๒เป็นภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็นนภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี สมุทยสัจ เป็น
สวิตักกะ นิโรธสัจ เป็นอวิตักกะ สัจจะ ๒ เป็นสวิตักกะก็มี เป็นอวิตักกะก็มีสมุทยสัจ
เป็นสวิจาระ นิโรธสัจ เป็นอวิจาระ สัจจะ ๒ เป็นสวิจาระก็มี เป็นอวิจาระก็มี นิโรธสัจ
เป็นอัปปีติกะ สัจจะ ๓ เป็นสัปปีติกะก็มี เป็นอัปปีติกะก็มี นิโรธสัจ เป็นนปีติสหคตะ
สัจจะ ๓ เป็นปีติสหคตะก็มี เป็นนปีติสหคตะก็มี นิโรธสัจ เป็นนสุขสหคตะ สัจจะ ๓ เป็น
สุขสหคตะก็มี เป็นนสุขสหคตะก็มี นิโรธสัจ เป็นนอุเปกขาสหคตะ สัจจะ ๓ เป็นอุเปกขาสหคตะ
ก็มี เป็นนอุเปกขาสหคตะก็มี สมุทยสัจ เป็นกามาวจร สัจจะ ๒ เป็นนกามาวจรทุกขสัจ เป็น
กามาวจรก็มี เป็นนกามาวจรก็มี สัจจะ ๓ เป็นนรูปาวจร ทุกขสัจเป็นรูปาวจรก็มี เป็นนรูปาวจรก็มี
สัจจะ ๓ เป็นนอรูปาวจร ทุกขสัจ เป็นอรูปาวจรก็มี เป็นนอรูปาวจรก็มี สัจจะ ๒ เป็นปริยาปันนะ
สัจจะ ๒ เป็นอปริยาปันนะ มัคคสัจ เป็นนิยยานิกะ สัจจะ ๓ เป็นอนิยยานิกะ มัคคสัจ
เป็นนิยตะ นิโรธสัจ เป็นอนิยตะ สัจจะ ๒ เป็นนิยตะก็มี เป็นอนิยตะก็มี สัจจะ ๒
เป็นสอุตตระ สัจจะ ๒ เป็นอนุตตระ สมุทยสัจ เป็นสรณะ สัจจะ ๒ เป็นอรณะ ทุกขสัจ
เป็นสรณะก็มี เป็นอรณะก็มี ฉะนี้แล
ปัญหาปุจฉกะ จบ
สัจจวิภังค์ จบบริบูรณ์
๕. อินทริยวิภังค์

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๒๓๖] อินทรีย์ ๒๒ คือ
๑. จักขุนทรีย์
๒. โสตินทรีย์
๓. ฆานินทรีย์
๔. ชิวหินทรีย์
๕. กายินทรีย์
๖. มนินทรีย์
๗. อิตถินทรีย์
๘. ปุริสินทรีย์
๙. ชีวิตินทรีย์
๑๐. สุขินทรีย์
๑๑. ทุกขินทรีย์
๑๒. โสมนัสสินทรีย์
๑๓. โทมนัสสินทรีย์
๑๔. อุเปกขินทรีย์
๑๕. สัทธินทรีย์
๑๖. วิริยินทรีย์
๑๗. สตินทรีย์
๑๘. สมาธินทรีย์
๑๙. ปัญญินทรีย์
๒๐. อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์
๒๑. อัญญินทรีย์
๒๒. อัญญาตาวินทรีย์

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๒๓๗] ในอินทรีย์ ๒๒ นั้น จักขุนทรีย์ เป็นไฉน
จักขุใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้เรียกว่า บ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่า
จักขุนทรีย์
โสตินทรีย์ ฯลฯ ฆานินทรีย์ ฯลฯ ชิวหินทรีย์ ฯลฯ กายินทรีย์ เป็นไฉน
กายใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้เรียกว่า บ้านว่างบ้างนี้เรียกว่า
กายินทรีย์
มนินทรีย์ เป็นไฉน
มนินทรีย์หมวดละ ๑ คือ มนินทรีย์เป็นผัสสสัมปยุต ฯลฯ มนินทรีย์หมวดละมาก
อย่าง ด้วยประการฉะนี้ นี้เรียกว่า มนินทรีย์

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๒๓๘] อิตถินทรีย์ เป็นไฉน
ทรวดทรงหญิง เครื่องหมายรู้ว่าหญิง กิริยาหญิง อาการหญิง สภาพหญิง ภาวะหญิง
ของหญิง อันใด นี้เรียกว่า อิตถินทรีย์
ปุริสินทรีย์ เป็นไฉน
ทรวดทรงชาย เครื่องหมายรู้ว่าชาย กิริยาชาย อาการชาย สภาพชายภาวะชาย ของชาย
อันใด นี้เรียกว่า ปุริสินทรีย์
ชีวิตินทรีย์ เป็นไฉน
ชีวิตินทรีย์มี ๒ อย่าง คือ รูปชีวิตินทรีย์ อรูปชีวิตินทรีย์
ในชีวิตินทรีย์ ๒ อย่างนั้น รูปชีวิตินทรีย์ เป็นไฉน
อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไปอยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความ
ประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ ชีวิตอินทรีย์ คือชีวิต ของรูปธรรมนั้นๆ อันใด นี้เรียกว่า
รูปชีวิตินทรีย์
อรูปชีวิตินทรีย์ เป็นไฉน
อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไปอยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความ
ประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ ชีวิต อินทรีย์คือชีวิต ของนามธรรมนั้นๆ อันใด นี้เรียก
ว่า อรูปชีวิตินทรีย์
# ๑. ความที่ ฯลฯ พึงดูในธรรมสังคณีปกรณ์ ข้อ (๕๑๖) เป็นลำดับไป.
# ๒. ความที่ ฯลฯ พึงดูในขันธวิภังค์ ข้อ (๗๔) เป็นลำดับไป.

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๒๓๙] สุขินทรีย์ เป็นไฉน
ความสบายทางกาย ความสุขทางกาย ความเสวยอารมณ์ที่สบาย เป็นสุขอันเกิดแต่กาย
สัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่กายสัมผัสอันใด นี้เรียกว่า สุขินทรีย์
ทุกขินทรีย์ เป็นไฉน
ความไม่สบายทางกาย ความทุกข์ทางกาย ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิด
แต่กายสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่กายสัมผัส อันใด นี้เรียกว่า ทุก
ขินทรีย์
โสมนัสสินทรีย์ เป็นไฉน
ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโต
สัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส อันใดนี้เรียกว่า โสมนัสสินทรีย์
โทมนัสสินทรีย์ เป็นไฉน
ความไม่สบายทางใจ ความทุกข์ทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิด
แต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่เจโตสัมผัส อันใด นี้เรียกว่า
โทมนัสสินทรีย์
อุเปกขินทรีย์ เป็นไฉน
ความสบายทางใจก็ไม่ใช่ ความไม่สบายทางใจก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข
อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิด แต่เจโตสัมผัส อันใด นี้เรียกว่า
อุเปกขินทรีย์

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๒๔๐] สัทธินทรีย์ เป็นไฉน
ศรัทธา กิริยาที่เชื่อ ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง ศรัทธาอินทรีย์คือศรัทธา
สัทธาพละ อันใด นี้เรียกว่า สัทธินทรีย์
วิริยินทรีย์ เป็นไฉน
การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม
ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่นความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่
ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระ วิริยะ อินทรีย์คือวิริยะ วิริยพละ
สัมมาวายามะ อันใดนี้เรียกว่า วิริยินทรีย์
สตินทรีย์ เป็นไฉน
สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำความไม่เลื่อนลอย
ความไม่ลืม สติ อินทรีย์คือสติ สติพละ สัมมาสติ อันใดนี้เรียกว่า สตินทรีย์
สมาธินทรีย์ เป็นไฉน
ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต
ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ อินทรีย์คือสมาธิ สมาธิพละ สัมมา
สมาธิ อันใด นี้เรียกว่า สมาธินทรีย์
ปัญญินทรีย์ เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ฯลฯ ความไม่หลงความวิจัยธรรม
สัมมาทิฏฐิ อันใด นี้เรียกว่า ปัญญินทรีย์

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๒๔๑] อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค เพื่อรู้ธรรมที่ยังไม่เคยรู้ เพื่อเห็นธรรมที่ยังไม่เคยเห็น
เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่เคยบรรลุ เพื่อทราบธรรมที่ยังไม่เคยทราบ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่เคยทำ
ให้แจ้งนั้นๆ อันใดนี้เรียกว่า อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์
อัญญินทรีย์ เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค เพื่อรู้ธรรมที่รู้แล้วเพื่อเห็นธรรมที่เห็นแล้ว เพื่อบรรลุ
ธรรมที่บรรลุแล้ว เพื่อทราบธรรมที่ทราบแล้วเพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ทำให้แจ้งแล้วนั้นๆ อันใด นี้
เรียกว่า อัญญินทรีย์
อัญญาตาวินทรีย์ เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค เพื่อรู้ธรรมที่รู้แล้ว เพื่อเห็นธรรมที่เห็นแล้ว เพื่อบรรลุ
ธรรมที่บรรลุแล้ว เพื่อทราบธรรมที่ทราบแล้ว เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ทำให้แจ้งแล้วนั้นๆ อันใด
นี้เรียกว่า อัญญาตาวินทรีย์
อภิธรรมภาชนีย์ จบ
ปัญหาปุจฉกะ