พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๒๒๒] ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน
เพื่อประหาณทิฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุ
ปฐมฌาน ที่มีวิตกมีวิจารมีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ใน
สมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะย่อมมีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
อภิธรรมภาชนีย์ จบ
ปัญหาปุจฉกะ

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๒๒๓] อริยสัจ ๔ คือ
๑. ทุกขอริยสัจ
๒. ทุกขสมุทยอริยสัจ
๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ
๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา
บรรดาอริยสัจ ๔ อริยสัจไหนเป็นกุศล อริยสัจไหนเป็นอกุศล อริยสัจไหนเป็น
อัพยากฤต ฯลฯ อริยสัจไหนเป็นสรณะ อริยสัจไหนเป็นอรณะ
ติกมาติกาวิสัชนา

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๒๒๔] สมุทยสัจเป็นอกุศล มัคคสัจเป็นกุศล นิโรธสัจเป็นอัพยากฤตทุกขสัจเป็น
กุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี เป็นอัพพยากฤตก็มี สัจจะ ๒ เป็นสุขเวทนาสัมปยุตก็มี เป็นอทุกขม
สุขเวทนาสัมปยุตก็มี นิโรธสัจ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสุขเวทนาสัมปยุต แม้เป็นทุกขเวทนาสัม
ปยุต แม้เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุตทุกขสัจ เป็นสุขเวทนาสัมปยุตก็มี เป็นทุกขเวทนา
สัมปยุตก็มี เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุตก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสุขเวทนาสัมปยุต แม้เป็น
ทุกขเวทนาสัมปยุต แม้เป็นอทุกขมสุขเวทนาสัมปยุต สัจจะ ๒ เป็นวิปากธัมมธรรม
นิโรธสัจ เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรม ทุกขสัจ เป็นวิบากก็มี เป็นวิปากธัมมธรรมก็มี
เป็นเนววิปากนวิปากธัมมธรรมก็มี สมุทยสัจ เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะ สัจจะ ๒ เป็นอนุปาทิน
นานุปาทานิยะ ทุกขสัจ เป็นอุปาทินนุปาทานิยะก็มี เป็นอนุปาทินนุปาทานิยะก็มี สมุทยสัจ
เป็นสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะสัจจะ ๒ เป็นอสังกิลิฏฐาสังกิเลสิกะ ทุกขสัจ เป็นสังกิ
ลิฏฐสังกิเลสิกะก็มีเป็นอสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะก็มี สมุทยสัจ เป็นสวิตักกสวิจาระ
นิโรธสัจเป็นอวิตักกาวิจาระ มัคคสัจ เป็นสวิตักกสวิจาระก็มี เป็นอวิตักกวิจารมัตตะก็มี
เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี ทุกขสัจ เป็นสวิตักกสวิจาระก็มี เป็นอวิตักกวิจารมัตตะก็มี
เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสวิตักกสวิจาระ แม้เป็นอวิตักกวิจารมัตตะ
แม้เป็นอวิตักกาวิจาระก็มี สัจจะ ๒ เป็นปีติสหคตะก็มีเป็นสุขสหคตะก็มี เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี
นิโรธสัจ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปีติสหคตะ แม้เป็นสุขสหคตะ แม้เป็นอุเปกขาสหคตะ
ทุกขสัจ เป็นปีติสหคตะก็มี เป็นสุขสหคตะก็มี เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้
เป็นปีติสหคตะ แม้เป็นสุขสหคตะ แม้เป็นอุเปกขาสหคตะก็มี สัจจะ ๒ เป็นเนวทัสสน
นภาวนาปหาตัพพะ สมุทยสัจ เป็นทัสสนปหาตัพพะก็มี เป็นภาวนาปหาตัพพะก็มี ทุกขสัจ
เป็นทัสสนปหาตัพพะก็มี เป็นภาวนาปหาตัพพะก็มีเป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพะก็มี
สัจจะ ๒ เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะ สมุทยสัจ เป็นทัสสนปหาตัพพเหตุกะก็มี
เป็นภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี ทุกขสัจ เป็นทัสสนปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็นภาวนา
ปหาตัพพเหตุกะก็มี เป็นเนวทัสสนนภาวนาปหาตัพพเหตุกะก็มี สมุทยสัจ เป็น
อาจยคามีมัคคสัจ เป็นอปจยคามี นิโรธสัจ เป็นเนวาจยคามินาปจยคามี ทุกขสัจ
เป็นอาจยคามีก็มี เป็นเนวาจยคามินาปจยคามีก็มี มัคคสัจ เป็นเสกขะ สัจจะ ๓เป็นเนว
เสกขนาเสกขะ สมุทยสัจ เป็นปริตตะ สัจจะ ๒ เป็นอัปปมาณะทุกขสัจ เป็นปริตตะก็มี
เป็นมหัคคตะก็มี นิโรธสัจ เป็นอนารัมมณะมัคคสัจเป็นอัปปมาณารัมมณะ สมุทยสัจ เป็น
ปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี ไม่เป็นอัปปมาณารัมมณะ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็น
ปริตตารัมมณะ แม้เป็นมหัคคตารัมมณะก็มี ทุกขสัจ เป็นปริตตารัมมณะก็มี เป็นมหัคคตา
รัมมณะก็มีเป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปริตตารัมมณะ แม้เป็นมหัคคตา
รัมมณะ แม้เป็นอัปปมาณารัมมณะก็มี สมุทยสัจ เป็นหีนะ สัจจะ ๒ เป็นปณีตะ ทุกขสัจ
เป็นหีนะก็มี เป็นมัชฌิมะก็มี นิโรธสัจ เป็นอนิยตะ มัคคสัจเป็นสัมมัตตนิยตะ สัจจะ ๒
เป็นมิจฉัตตนิยตะก็มี เป็นอนิยตะก็มี นิโรธสัจเป็นอนารัมมณะ สมุทยสัจ กล่าวไม่ได้ว่า
แม้เป็นมัคคารัมมณะ แม้เป็นมัคคเหตุกะ แม้เป็นมัคคาธิปติ มัคคสัจ ไม่เป็นมัคคารัมมณะ
เป็นมัคคเหตุกะก็มี เป็นมัคคาธิปติก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นมัคคเหตุกะ แม้เป็นมัคคาธิปติก็มี
ทุกขสัจ เป็นมัคคารัมมณะก็มี ไม่เป็นมัคคเหตุกะ เป็นมัคคาธิปติก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็น
มัคคารัมมณะ แม้เป็นมัคคาธิปติก็มี สัจจะ ๒ เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี กล่าวไม่
ได้ว่า เป็นอุปปาที นิโรธสัจ กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นอุปปันนะ แม้เป็นอนุปปันนะ แม้เป็น
อุปปาที ทุกขสัจ เป็นอุปปันนะก็มี เป็นอนุปปันนะก็มี เป็นอุปปาทีก็มี สัจจะ ๓ เป็นอดีต
ก็มี เป็นอนาคตก็มี เป็นปัจจุบันก็มี นิโรธสัจ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอดีต แม้เป็นอนาคต
แม้เป็นปัจจุบัน นิโรธสัจ เป็นอนารัมมณะ มัคคสัจ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอตีตารัมมณะ
แม้เป็นอนาคตารัมมณะ แม้เป็นปัจจุปปันนารัมมณะ สัจจะ ๒เป็นอตีตารัมมณะก็มี เป็นอนาคตา
รัมมณะก็มี เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอตีตารัมมณะ แม้เป็นอนาคตา
รัมมณะ แม้เป็นปัจจุปปันนารัมมณะก็มี นิโรธสัจ เป็นพหิทธา สัจจะ ๓ เป็นอัชฌัตตะก็มี
เป็นพหิทธาก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธาก็มี นิโรธสัจ เป็นอนารัมมณะ มัคคสัจ อัชฌัตตารัมมณะก็มี
เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี เป็นพหิทธารัมมณะ สมุทยสัจ เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี
เป็นพหิทธารัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี ทุกขสัจ เป็นอัชฌัตตารัมมณะก็มี เป็น
พหิทธารัมมณะก็มี เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอัชฌัตตารัมมณะ
แม้เป็นพหิทธารัมมณะ แม้เป็นอัชฌัตตพหิทธารัมมณะก็มี สัจจะ ๓ เป็นอนิทัสสนอัปปฏิฆะ
ทุกขสัจ เป็นสนิทัสสนสัปปฏิฆะก็มี เป็นอนิทัสสนสัปปฏิฆะก็มีเป็นอนิทัสสนอัปปฏิฆะก็มี
ทุกมาติกาวิสัชนา
๑. เหตุโคจฉกวิสัชนา

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๒๒๕] สมุทยสัจ เป็นเหตุ นิโรธสัจ เป็นนเหตุ สัจจะ ๒ เป็นเหตุก็มี เป็นนเหตุ
ก็มี สัจจะ ๒ เป็นสเหตุกะ นิโรธสัจ เป็นอเหตุกะทุกขสัจ เป็นสเหตุกะก็มี เป็นอเหตุกะ
ก็มี สัจจะ ๒ เป็นเหตุสัมปยุต นิโรธสัจเป็นเหตุวิปปยุต ทุกขสัจ เป็นเหตุสัมปยุตก็มี
เป็นเหตุวิปปยุตก็มี สมุทยสัจเป็นเหตุสเหตุกะ นิโรธสัจ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุสเหตุกะ
แม้เป็นสเหตุกนเหตุ มัคคสัจ เป็นเหตุสเหตุกะก็มี เป็นสเหตุกนเหตุก็มี ทุกขสัจเป็นเหตุ
สเหตุกะก็มี เป็นสเหตุกนเหตุก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุสเหตุกะแม้เป็นสเหตุกนเหตุ
สมุทยสัจ เป็นเหตุเหตุสัมปยุต นิโรธสัจ กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นเหตุเหตุสัมปยุต แม้
เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุ มัคคสัจ เป็นเหตุเหตุสัมปยุตก็มี เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุก็มี ทุกขสัจ
เป็นเหตุเหตุสัมปยุตก็มี เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นเหตุเหตุสัมปยุต
แม้เป็นเหตุสัมปยุตตนเหตุก็มี นิโรธสัจ เป็นนเหตุ เป็นอเหตุกะ สมุทยสัจ กล่าวไม่ได้ว่า แม้
เป็นนเหตุสเหตุกะ แม้เป็นนเหตุอเหตุกะ มัคคสัจ เป็นนเหตุสเหตุกะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้
เป็นนเหตุสเหตุกะ แม้เป็นนเหตุอเหตุกะก็มี ทุกขสัจเป็นนเหตุสเหตุกะก็มี เป็นนเหตุอเหตุกะ
ก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนเหตุสเหตุกะ แม้เป็นนเหตุอเหตุกะก็มี
๒. จูฬันตรทุกวิสัชนา

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๒๒๖] สัจจะ ๓ เป็นสัปปัจจยะ นิโรธสัจ เป็นอัปปัจจยะ สัจจะ ๓เป็นสังขตะ
นิโรธสัจ เป็นอสังขตะ สัจจะ ๓ เป็นอนิทัสสนะ ทุกขสัจเป็นสนิทัสสนะก็มี เป็นอนิทัสสนะ
ก็มี สัจจะ ๓ เป็นอัปปฏิฆะ ทุกขสัจเป็นสัปปฏิฆะก็มี เป็นอัปปฏิฆะก็มี สัจจะ ๓ เป็นรูป
ทุกขสัจ เป็นรูปก็มีเป็นอรูปก็มี สัจจะ ๒ เป็นโลกิยะ สัจจะ ๒ เป็นโลกุตตระ สัจจะ ๔
เป็นเกนจิวิญเญยยะ เป็นเกนจินวิญเญยยะ
๓. อาสวโคจฉกวิสัชนา

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๒๒๗] สมุทยสัจ เป็นอาสวะ สัจจะ ๒ เป็นโนอาวสวะ ทุกขสัจเป็นอาสวะก็มี
เป็นโนอาสวะก็มี สัจจะ ๒ เป็นสาสวะ สัจจะ ๒ เป็นอนาสวะสมุทยสัจ เป็นอาสวะ
สัมปยุต สัจจะ ๒ เป็นอาสววิปปยุต ทุกขสัจ เป็นอาสวสัมปยุตก็มี เป็นอาสววิปปยุต
ก็มี สมุทยสัจ เป็นอาสวสาสวะ สัจจะ ๒กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวสาสวะ
แม้เป็นสาสวโนอาสวะ ทุกขสัจ เป็นอาสวสาสวะก็มี เป็นสาสวโนอาสวะก็มี สมุทยสัจ
เป็นอาสวอาสวสัมปยุตสัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวอาสวสัมปยุต แม้เป็นอาสวสัม
ปยุตตโนอาสวะทุกขสัจ เป็นอาสวอาสวสัมปยุตก็มี เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะก็มี กล่าว
ไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสวอาสวสัมปยุต แม้เป็นอาสวสัมปยุตตโนอาสวะก็มี สัจจะ ๒เป็น
อาสววิปปยุตตอนาสวะ สมุทยสัจ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะ แม้เป็นอาสว
วิปปยุตตอนาสวะ ทุกขสัจ เป็นอาสววิปปยุตตสาสวะก็มีกล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นอาสววิปป
ยุตตสาสวะ แม้เป็นอาสววิปปยุตตอนาสวะก็มี
๔. สัญโญชนโคจฉกวิสัชนา

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๒๒๘] สมุทยสัจ เป็นสัญโญชนะ สัจจะ ๒ เป็นโนสัญโญชนะทุกขสัจ เป็น
สัญโญชนะก็มี เป็นโนสัญโญชนะก็มี สัจจะ ๒ เป็นสัญโญชนิยะสัจจะ ๒ เป็นอสัญโญชนิยะ
สมุทยสัจ เป็นสัญโญชนสัมปยุต สัจจะ ๒เป็นสัญโญชนวิปปยุต ทุกขสัจ เป็นสัญโญชน
สัมปยุตก็มี เป็นสัญโญชนวิปปยุตก็มี สมุทยสัจ เป็นสัญโญชนสัญโญชนิยะ สัจจะ ๒ กล่าว
ไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญชนสัญโญชนิยะ แม้เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะ ทุกขสัจ เป็น
สัญโญชนสัญโญชนิยะก็มี เป็นสัญโญชนิยโนสัญโญชนะก็มี สมุทยสัจ เป็นสัญโญชนสัญโญ
ชนสัมปยุต สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญชนสัญโญชนสัมปยุต แม้เป็นสัญโญชนสัม
ปยุตตโนสัญโญชนะ ทุกขสัจ เป็นสัญโญชนสัญโญชนสัมปยุตก็มี เป็นสัญโญชนสัมปยุตตโน
สัญโญชนะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญชนสัญโญชนสัมปยุต แม้เป็นสัญโญชนสัมปยุตต
โนสัญโญชนะก็มี สัจจะ ๒ เป็นสัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยะ สมุทยสัจ กล่าวไม่ได้ว่า
แม้เป็นสัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะ แม้เป็นสัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยะ ทุกขสัจ เป็น
สัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นสัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยะ
แม้เป็นสัญโญชนวิปปยุตตอสัญโญชนิยะก็มี
๕. คันถโคจฉกวิสัชนา

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๒๒๙] สมุทยสัจ เป็นคันถะ สัจจะ ๒ เป็นโนคันถะ ทุกขสัจเป็นคันถะก็มี
เป็นโนคันถะก็มี สัจจะ ๒ เป็นคันถนิยะ สัจจะ ๒ เป็นเป็นอคันถนิยะ สัจจะ ๒ เป็นคันถวิปปยุต
สัจจะ ๒ เป็นคันถสัมปยุตก็มีเป็นคันถวิปปยุตก็มี สมุทยสัจ เป็นคันถคันถนิยะ สัจจะ ๒
กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นคันถคันถนิยะ แม้เป็นคันถนิยโนคันถะ ทุกขสัจ เป็นคันถคันถนิยะก็มี
เป็นคันถนิยโนคันถะก็มี สมุทยสัจ เป็นคันถคันถสัมปยุต กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นคันถคันถ
สัมปยุต แม้เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะก็มี สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นคันถคันถสัมปยุต
แม้เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะ ทุกขสัจ เป็นคันถคันถสัมปยุตก็มี เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะ
ก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นคันถคันถสัมปยุต แม้เป็นคันถสัมปยุตตโนคันถะก็มี สัจจะ ๒
เป็นคันถวิปปยุตตอคันถนิยะ สัจจะ ๒ เป็นคันถวิปปยุตตคันถนิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็น
คันถวิปปยุตตคันถนิยะ แม้เป็นคันถวิปปยุตตอคันถนิยะก็มี
๖,๗,๘. โอฆโคจฉกาทิวิสัชนา

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๒๓๐] สมุทยสัจ เป็นโอฆะ ฯลฯ สมุทยสัจ เป็นโยคะ ฯลฯสมุทยสัจ เป็น
นีวรณะ สัจจะ ๒ เป็นโนนีวรณะ ทุกขสัจ เป็นนีวรณะก็มี เป็นโนนีวรณะก็มี สัจจะ ๒
เป็นนีวรณิยะ สัจจะ ๒ เป็นอนีวรณิยะ สมุทยสัจเป็นนีวรณสัมปยุต สัจจะ ๒ เป็นนีวรณ
วิปปยุต ทุกขสัจ เป็นนีวรณสัมปยุตก็มีเป็นนีวรณวิปปยุตก็มี สมุทยสัจ เป็นนีวรณนีวรณิยะ
สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นนีวรณนีวรณิยะ แม้เป็นนีวรณิยโนนีวรณะ ทุกขสัจ เป็น
นีวรณนีวรณิยะก็มีเป็นนีวรณิยโนนีวรณะก็มี สมุทยสัจ เป็นนีวรณนีวรณสัมปยุต สัจจะ ๒
กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนีวรณนีวรณสัมปยุต แม้เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะ ทุกขสัจเป็น
นีวรณนีวรณสัมปยุตก็มี เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะก็มี กล่าวไม่ได้ว่าแม้เป็นนีวรณ
นีวรณสัมปยุต แม้เป็นนีวรณสัมปยุตตโนนีวรณะก็มี สัจจะ ๒เป็นนีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยะ สมุทย
สัจ กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนีวรณวิปปยุตตนีวรณิยะ แม้เป็นนีวรณวิปปยุตตอนีวรณิยะ ทุกขสัจ
เป็นนีวรณวิปปยุตตนีวรณิยะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นนีวรณวิปปยุตตนีวรณิยะ แม้เป็นนีวรณ
วิปปยุตตอนีวรณิยะก็มี
๙. ปรามาสโคจฉกวิสัชนา

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๒ วิภังคปกรณ์ (เล่ม 35)

[๒๓๑] สัจจะ ๓ เป็นโนปรามาสะ ทุกขสัจ เป็นปรามาสะก็มี เป็นโนปรามาสะก็มี
สัจจะ ๒ เป็นปรามัฏฐะ สัจจะ ๒ เป็นอปรามัฏฐะ สัจจะ ๒เป็นปรามาสวิปปยุต สมุทยสัจ
เป็นปรามาสสัมปยุตก็มี เป็นปรามาสวิปปยุตก็มีทุกขสัจ เป็นปรามาสสัมปยุตก็มี เป็นปรา
มาสวิปปยุตก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปรามาสสัมปยุต แม้เป็นปรามาสวิปปยุตก็มี สมุทยสัจ
กล่าวไม่ได้ว่า เป็นปรามาสปรามัฏฐะ เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะ สัจจะ ๒ กล่าวไม่ได้ว่า แม้
เป็นปรามาสปรามัฏฐะ แม้เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะ ทุกขสัจ เป็นปรามาสปรามัฏฐะ
ก็มี เป็นปรามัฏฐโนปรามาสะก็มี สัจจะ ๒ เป็นปรามาสวิปปยุตตอปรามัฏฐะสัจจะ ๒ เป็น
ปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐะก็มี กล่าวไม่ได้ว่า แม้เป็นปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐะ แม้เป็นปรา
มาสวิปปยุตตอปรามัฏฐะก็มี
๑๐. มหันตรทุกวิสัชนา