พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ (เล่ม 34)

[๘๕๐] อหิริกะ เป็นไฉน?
กิริยาที่ไม่ละอายต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่น่าละอาย กิริยาที่ไม่ละอายต่อการ
ประกอบอกุศลบาปธรรมทั้งหลาย อันใด นี้เรียกว่า อหิริกะ.
อโนตตัปปะ เป็นไฉน?
กิริยาที่ไม่เกรงกลัวต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่น่าเกรงกลัว กิริยาที่ไม่เกรงกลัว
ต่อการประกอบอกุศลบาปธรรมทั้งหลาย อันใด นี้เรียกว่า อโนตตัปปะ.

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ (เล่ม 34)

[๘๕๑] หิริ เป็นไฉน?
กิริยาที่ละอายต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่น่าละอาย กิริยาที่ละอายต่อการประกอบ
อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย อันใด นี้เรียกว่า หิริ
โอตตัปปะ เป็นไฉน?
กิริยาที่เกรงกลัวต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่น่าเกรงกลัว กิริยาที่เกรงกลัวต่อการ
ประกอบอกุศลบาปธรรมทั้งหลาย อันใด นี้เรียกว่า โอตตัปปะ.

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ (เล่ม 34)

[๘๕๒] โทวจัสสตา เป็นไฉน?
กิริยาของผู้ว่ายาก ภาวะแห่งผู้ว่ายาก ความเป็นผู้ว่ายาก ความยึดข้างขัดขืน ความ
พอใจทางโต้แย้ง ความไม่เอื้อเฟื้อ ภาวะแห่งผู้ไม่เอื้อเฟื้อ ความไม่เคารพ ความไม่รับฟัง
ในเมื่อถูกว่ากล่าวโดยสหธรรม นี้เรียกว่า โทวจัสสตา.
ปาปมิตตตา เป็นไฉน?
บุคคลเหล่าใด เป็นคนไม่มีศรัทธา ไม่มีศีล ไร้การศึกษา มีความตระหนี่ มีปัญญาทราม,
การเสพ การส้องเสพ การส้องเสพด้วยดี การคบ การคบหา ความภักดี ความจงรักภักดี
ต่อบุคคลเหล่านั้น ความเป็นผู้มีกายและใจโน้มน้าวไปตามบุคคลเหล่านั้น อันใด นี้เรียกว่า
ปาปมิตตตา.

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ (เล่ม 34)

[๘๕๓] โสวจัสสตา เป็นไฉน?
กิริยาของผู้ว่าง่าย ภาวแห่งผู้ว่าง่าย ความเป็นผู้ว่าง่าย ความไม่ยึดข้างขัดขืน ความ
ไม่พอใจทางโต้แย้ง ความเอื้อเฟื้อ ภาวะแห่งผู้เอื้อเฟื้อ ความเป็นผู้ทั้งเคารพ ทั้งรับฟัง ใน
เมื่อถูกว่ากล่าวโดยสหธรรม นี้เรียกว่า โสวจัสสตา.
กัลยาณมิตตตา เป็นไฉน?
บุคคลเหล่าใด เป็นคนมีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต มีจาคะ มีปัญญา, การเสพ
การสัองเสพ การส้องเสพด้วยดี การคบ การคบหา ความภักดี ความจงรักภักดี ต่อบุคคล
เหล่านั้น ความเป็นผู้มีกายและใจโน้มน้าวไปตามบุคคลเหล่านั้น อันใด นี้เรียกว่า กัลยาณมิตตตา.

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ (เล่ม 34)

[๘๕๔] อาปัตติกุสลตา เป็นไฉน?
อาบัติทั้ง ๕ หมวด ๗ หมวด เรียกว่า อาบัติ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง
ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันเป็นเหตุฉลาดในอาบัติแห่งอาบัติทั้งหลายนั้นๆ อันใด นี้เรียกว่า
อาปัตติกุสลตา.
อาปัตติวุฏฐานกุสลตา เป็นไฉน?
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันเป็นเหตุฉลาด
ในการออกจากอาบัติเหล่านั้น อันใด นี้เรียกว่า อาปัตติวุฏฐานกุสลตา.

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ (เล่ม 34)

[๘๕๕] สมาปัตติกุสลตา เป็นไฉน?
สมาบัติที่มีวิตกมีวิจาร มีอยู่ สมาบัติที่ไม่มีวิตกแต่มีวิจาร มีอยู่ สมาบัติที่ไม่มีวิตกไม่
มีวิจาร มีอยู่ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันเป็น
เหตุฉลาดในสมบัติ แห่งสมาบัติทั้งหลายนั้นๆ อันใด นี้เรียกว่า สมาปัตติกุสลตา.
สมาปัตติวุฏฐานกุสลตา เป็นไฉน?
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัดใด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันเป็นเหตุ
ฉลาดในการออกจากสมาบัติเหล่านั้น อันใด นี้เรียกว่า สมาปัตติวุฏฐานกุสลตา.

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ (เล่ม 34)

[๘๕๖] ธาตุกุสลตา เป็นไฉน?
ธาตุ ๑๘ คือ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ
ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ
โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธัมมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ, ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด
ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันเป็นเหตุฉลาดในธาตุ แห่งธาตุทั้งหลาย
นั้นๆ อันใด นี้เรียกว่าธาตุกุสลตา.
มนสิการกุสลตา เป็นไฉน?
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความสอดส่องธรรม สัมมาทิฏฐิ อันเป็นเหตุ
ฉลาดในการมนสิการซึ่งธาตุเหล่านั้น อันใด นี้เรียกว่ามนสิการกุสลตา.

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ (เล่ม 34)

[๘๕๗] อายตนกุสลตา เป็นไฉน?
อายตนะ ๑๒ คือ จักขายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ
คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ,
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันเป็นเหตุฉลาดใน
อายตนะ แห่งอายตนะทั้งหลายนั้นๆ อันใด นี้เรียกว่า อายตนกุสลตา.
ปฏิจจสมุปปาทกุสลตา เป็นไฉน?
ปฏิจจสมุปบาทว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารทั้งหลายจึงเกิดขึ้น เพราะสังขารเป็น
ปัจจัยวิญญาณจึงเกิดขึ้น เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนามรูปจึงเกิดขึ้น เพราะนามรูปเป็นปัจจัย
สฬายตนะจึงเกิดขึ้น เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยผัสสะจึงเกิดขึ้น เพราะผัสสะเป็นปัจจัยเวทนา
จึงเกิดขึ้น เพราะเวทนาเป็นปัจจัยตัณหาจึงเกิดขึ้น เพราะตัณหาเป็นปัจจัยอุปาทานจึงเกิดขึ้น
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยภพจึงเกิดขึ้น เพราะภพเป็นปัจจัยชาติจึงเกิดขึ้น เพราะชาติเป็นปัจจัย
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส จึงเกิดขึ้น ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์
ทั้งมวลนี้ ย่อมมีได้ ด้วยประการฉะนี้, ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัย
ธรรม สัมมาทิฏฐิ ในปฏิจจสมุปบาทนั้น อันใด นี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปปาทกุสลตา.

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ (เล่ม 34)

[๘๕๘] ฐานกุสลตา เป็นไฉน?
ธรรมใดๆ เป็นเหตุเป็นปัจจัย เพื่อความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมใดๆ ลักษณะนั้นๆ
เรียกว่า ฐานะ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรมสัมมาทิฏฐิ ใน
ฐานะนั้น อันใด นี้เรียกว่า ฐานกุสลตา.
อัฏฐานกุสลตา เป็นไฉน?
ธรรมใดๆ ไม่เป็นเหตุไม่เป็นปัจจัย เพื่อความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมใดๆ ลักษณะนั้นๆ
ชื่อว่า อฐานะ, ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในอฐานะ
นั้น อันใด นี้เรียกว่า อัฏฐานกุสลตา.

พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ (เล่ม 34)

[๘๕๙] อาชชวะ เป็นไฉน?
ความซื่อตรง ความไม่คด ความไม่งอ ความไม่โกง อันใด นี้เรียกว่าอาชชวะ
มัททวะ เป็นไฉน?
ความอ่อนโยน ความละมุนละไม ความไม่แข็ง ความไม่กระด้าง ความเจียมใจ อันใด
นี้เรียกว่า มัททวะ.