พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๓๒๔] เราได้เห็นพระศาสดาผู้ประเสริฐกว่านระ สวยงามดังดอกรกฟ้า องอาจ
เหมือนม้าอาชาไนย รุ่งเรืองสว่างไสวดังดาวประกายพฤกษ์ เราจึงได้ประนม
กรอัญชลีถวายบังคมแด่พระศาสดา เราสรรเสริญพระศาสดา ยินดีอยู่ด้วย
กรรมของตน เรามีใจผ่องใส เอาทรายขาวบริสุทธิ์ กำมือหนึ่งห่อพก
มาโปรยลงที่ทางเสด็จดำเนิน แห่งพระศาสดาพระนามว่าวิปัสสี ผู้แสวง
หาคุณใหญ่ แต่นั้น เราเอาทรายครึ่งหนึ่งโปรยลงในที่พักกลางวันของ
พระองค์ผู้เป็นจอมสัตว์ ผู้คงที่ ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้โปรย
ทรายใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการโปรยทราย
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เรา
ทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปุฬินปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ปุฬินปูชกเถราปทาน.
หาสชนกเถราปทานที่ ๓ (๓๒๓)
ว่าด้วยผลแห่งสัญญาในพระพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๓๒๕] เราได้เห็นผ้าบังสุกุลของพระศาสดาอันห้อยอยู่ที่ยอดไม้ จึงประนมกร
อัญชลี แล้วเปล่งวาจาดัง ความยินดีเกิดขึ้นแก่เราเพราะได้เห็นแต่ไกล
เราประนมกรอัญชลีแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสโดยยิ่ง ในกัลปที่ ๙๑ แต่
กัลปนี้ เราได้สัญญาใด ในกาลนั้น ด้วยสัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระพุทธเจ้า คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้
ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระหาสชนกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ หาสชนกเถราปทาน.
ยัญญสามิกเถราปทานที่ ๔ (๓๒๔)
ว่าด้วยผลแห่งสัญญาในพระพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๓๒๖] เรามีอายุได้ ๗ ปีแต่กำเนิด เป็นผู้รู้จบมนต์ ได้ดำรงวงศ์สกุล เรา
ตระเตรียมพิธีบูชายัญในกาลนั้น เราจะฆ่าสัตว์เลี้ยง ๘๔,๐๐๐ ตัว และ
ให้ผูกเข้าไว้ที่หลักไม้แก่น ตระเตรียมเพื่อประโยชน์แก่ยัญ พระสัมพุทธ-
เจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ มีพระประสงค์สำเร็จทุกอย่าง ทรงมีประโยชน์
ใหญ่หลวงแก่โลก ๓ ร่าเริงดังปากเบ้า มีพระรัศมีสุกสะกาวเช่นกับถ่าน
เพลิงไม้ตะเคียน ดังพระอาทิตย์อุทัย เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ เสด็จ
เข้ามาหา (เรา) แล้วได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า ดูกรกุมาร ความไม่เบียด
เบียนสัตว์ทั้งปวง การงดเว้นจากความเป็นขโมย การประพฤตินอกใจ
และการดื่มน้ำเมา ความยินดีในการประพฤติสม่ำเสมอ พาหุสัจจะ และ
ความเป็นผู้กตัญญู เราชอบใจธรรมเหล่านี้ บัณฑิตพึงสรรเสริญทั้งใน
ปัจจุบันและอนาคต ท่านเจริญธรรมเหล่านี้ ยินดีในความเกื้อกูลแก่สัตว์
ทั้งปวง ยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าแล้ว จงเจริญมรรคอันสูงสุด
พระสัพพัญญู เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ตรัสดังนี้ ครั้นทรง
พร่ำสอนเราอย่างนี้แล้ว เสด็จเหาะขึ้นสู่เวหาสไป เราชำระจิตให้
บริสุทธิ์ก่อนแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสในภายหลัง ด้วยความเลื่อมใสแห่ง
จิตนั้น เราได้เข้าถึงชั้นดุสิต ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เรายังจิตให้
เลื่อมใสในกาลใด ด้วยกรรมในกาลนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
แห่งสัญญาในพระพุทธเจ้า คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว
ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระยัญญสามิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ยัญญสามิกเถราปทาน.
นิมิตตสัญญกเถราปทานที่ ๕ (๓๒๕)
ว่าด้วยผลแห่งสัญญาในพระพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๓๒๗] เราอยู่ในอาศรมใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา เราได้เห็นกวางทองกำลังเที่ยว
เดินอยู่ในไพรวัน จึงยังจิตให้เลื่อมใสในกวางทอง แล้วจึงระลึกถึงพระ
พุทธเจ้าผู้เจริญที่สุดในโลก เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าเหล่าอื่น คือ พระ
พุทธเจ้าในอดีต ในปัจจุบัน และในอนาคต ด้วยจิตเลื่อมใสนั้นว่า
พระพุทธเจ้า ๓ จำพวกนั้นย่อมไพโรจน์ ดังพระยาเนื้อ ฉะนั้น ในกัลป
ที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วยสัญญานั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระพุทธเจ้า ในกัลปที่ ๒๗ แต่กัลปนี้
ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์หนึ่ง เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีพระนามว่า
อรัญญสัตตะ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว
ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนิมิตตสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ นิมิตตสัญญกเถราปทาน.
อันนสังสาวกเถราปทานที่ ๖ (๓๒๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายภิกษา

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๓๒๘] เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระฉวีวรรณดังทองคำ เช่นกับแท่งทองคำ
อันมีค่า มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ เสด็จดำเนินอยู่ระหว่าง
ตลาด เราจึงนมัสการพระสัมพุทธเจ้า พระนามว่าสิทธัตถะ ผู้มีพระประสงค์
สำเร็จทุกอย่าง ไม่ทรงหวั่นไหว ไม่ทรงแพ้อะไร แล้วนิมนต์พระมหามุนี
นั้นให้เสวยโภชนาหาร ในกาลนั้น พระมุนีผู้มีพระกรุณาในโลกได้ตรัสกะ
เรา เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าแล้ว บันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัลป
ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เรา
ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายภิกษา คุณวิเศษเหล่านี้ คือ
ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธ
ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอันนสังสาวกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ อันนสังสาวกเถราปทาน.
นิคคุณฑิปุปผิยเถราปทานที่ ๗ (๓๒๗)
ว่าด้วยผลแห่งกรรมดี

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๓๒๙] เมื่อใดเทวดาจะจุติจากหมู่เทวดาเพราะสิ้นอายุ เมื่อนั้น เทวดาทั้งหลายผู้
พลอยยินดีก็เปล่งเสียง ๓ ประการว่า ท่านผู้เจริญ ท่านจากนี้จงไปสู่สุคติ
สู่ความเป็นสหายของมนุษย์ เป็นมนุษย์แล้ว จงได้ศรัทธาอันยอดเยี่ยม
ในพระสัทธรรม ศรัทธาของท่าน ตั้งมั่นลงแล้ว จะเกิดเป็นมูลเค้า เป็นที่พึ่ง
จงมั่นคงในพระสัทธรรมอันพระผู้มีพระภาคประกาศดีแล้ว ตลอดชีวิตจงทำ
กุศลด้วยกาย จงทำกุศลด้วยวาจา จงทำกุศลด้วยใจ ให้มาก จงทำความ
ไม่เบียดเบียน จงทำความไม่มีอุปธิ จงทำบุญให้ยิ่งไปกว่านั้นด้วยการให้
ทานให้มาก จงชักชวนผู้อื่นให้ตั้งมั่นในพรหมจรรย์ อันเป็นสัทธรรมอย่าง
ประเสริฐ หมู่เทวดาย่อมอนุโมทนากะเทวดาผู้จะจุติด้วยความอนุเคราะห์
นี้สั่งว่า จงมาบ่อยๆ นะเทวดา ดังท่านผู้รู้แจ้งอนุโมทนากะพระพุทธเจ้า
ฉะนั้น ในกาลนั้น เมื่อหมู่เทวดามาประชุมกัน ข้าพระองค์เกิดความ
สลดใจว่า เราจุติจากนี้แล้ว จักไปสู่กำเนิดอะไรหนอ พระสมณะผู้มี
อินทรีย์อันอบรมแล้ว ท่านมีนามชื่อว่าสุมนะ เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า
พระนามว่าปทุมุตระ รู้ความสลดใจของข้าพระองค์ ประสงค์จะช่วยเหลือ
จึงมาสู่สำนักของข้าพระองค์ พร่ำสอนอรรถธรรมแล้ว ยังข้าพระองค์ให้
สังเวชในกาลนั้น.
จบ ภาณวารที่ ๑๒.
ข้าพระองค์ฟังคำของท่านแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า อภิวาทท่าน
ผู้เป็นนักปราชญ์แล้ว ทำกาลกิริยา ณ ที่นั้น ข้าพระองค์นั้น อันกุศลมูล
ตักเตือนแล้ว อุบัติในภพนั้นแล อยู่ในครรภ์มารดา ทรงอยู่ในมารดาอีก
ข้าพระองค์จุติจากกายนั้นแล้ว ได้อุบัติในไตรทศ (ดาวดึงส์) ใน
ระหว่างนี้ ข้าพระองค์ไม่เห็นความโทมนัสในกาลนั้นเลย ข้าพระองค์เคลื่อน
จากดาวดึงส์แล้ว ลงสู่ครรภ์มารดา ออกจากครรภ์มารดาแล้ว ไม่รู้ทุกข์
อะไรๆ ข้าพระองค์มีอายุ ๗ ปี แก่กำเนิด ได้เข้าสู่อารามของพระผู้มี
พระภาคพระนามว่า โคดมศากยบุตร ผู้คงที่ ได้เห็นภิกษุทั้งหลายผู้ทำ
ตามคำสอนของพระศาสดา ในปาพจน์อันพิสดาร ในศาสนาอันเกื้อกูล
แก่ชนเป็นอันมากนั้น พระนครชื่อว่าสาวัตถี พระเจ้าโกศลเป็นใหญ่ใน
นครนั้น พระองค์เสด็จไปสู่โพธิพฤกษ์อันอุดมด้วยรถอันเทียมด้วยช้างพลาย
ข้าพระองค์เห็นช้างพลายของพระเจ้าโกศลนั้นแล้ว ระลึกถึงบุพกรรม
ประนมกรอัญชลีแล้วได้ไปสู่ที่ประชุม ข้าพระองค์มีอายุ ๗ ปีแต่กำเนิด
ได้บวชเป็นบรรพชิต พระเถระชื่ออานนท์ เป็นพระสาวกอุปัฏฐานพระ
พุทธเจ้า ท่านมีคติ มีธิติ มีสติ เป็นพหูสูต มีความรุ่งเรืองมาก ยังจิต
ของพระราชาให้ทรงเลื่อมใสส่งกลับไป ข้าพระองค์ได้ฟังธรรมของท่าน
พระอานนท์แล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมอยู่ในที่นั้นเอง ได้บรรลุอรหัต
ข้าพระองค์ห่มจีวรเฉวียงบ่า ประนมกรอัญชลีบนเศียรเกล้า ถวายบังคม
พระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้เปล่งวาจานี้ ข้าพระองค์ถือเอาดอกไม้ย่านทราย
ไปวางที่อาสนะทองของพระพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตระ ผู้เป็นจอมสัตว์
ผู้คงที่ ข้าแต่พระองค์ผู้จอมสัตว์ เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ
ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ละความชนะและความแพ้แล้ว บรรลุถึงฐานะอัน
ไม่หวั่นไหว ในกัลปที่ ๒๕๐๐๐ (แต่กัลปนี้) ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิจอม
กษัตริย์แปดหมื่นแปดร้อยล้านพระองค์ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธ
ศาสนาข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระนิคคุณฑิปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ นิคคุณฑิปุปผิยเถราปทาน.
สุมนาเวฬิยเถราปทานที่ ๘ (๓๒๘)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยพวงมาลัยดอกมะลิ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๓๓๐] ชนทั้งปวงมาประชุมกันทำการบูชาใหญ่ แด่พระผู้มีพระภาคพระนามว่า
เวสสภู ผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ในกาลนั้น เราใส่ก้อนปูนขาวแล้ว
วางพวงมาลัยดอกมะลิไว้บูชาข้างหน้าแห่งอาสนะทอง ชนทั้งปวงมามุงดู
ดอกไม้อันอุดมด้วยดำริว่า ใครบูชาดอกไม้นี้แก่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
ผู้คงที่ เราได้เข้าถึงชั้นนิมมานรดี เพราะจิตอันเลื่อมใสนั้น ได้เสวย
กรรมของตน ที่ตนทำไว้ดีในกาลก่อน เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ
ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ย่อมเป็นที่รักของปวงชน นี้เป็นผลแห่ง
การบูชาด้วยดอกไม้ เราไม่รู้จักทุคติด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจเลย
เราทำการบำรุงแก่ภิกษุทั้งหลายผู้สำรวมแล้ว ผู้มีตบะ ด้วยความประพฤติ
ชอบนั้น และด้วยการตั้งจิตมั่น เราเป็นผู้ที่ปวงชนบูชา นี้เป็นผลแห่ง
การไม่ด่า ในกัลปที่ ๓๑ แต่กัลปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัลปที่
๑๑ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์ ทรงพระนามว่า
สหัสสาระ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้
คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุมนาเวฬิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สุมนาเวฬิยเถราปทาน.
ปุปผฉัตติยเถราปทานที่ ๙ (๓๒๙)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยฉัตรดอกบัว

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๓๓๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิทธัตถะ เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ ทรง
ประกาศสัจจะ ยังสัตว์ทั้งหลายให้ดับอยู่ เรานำดอกบัวซึ่งเกิดในน้ำ เป็น
ที่รื่นรมย์ใจ มาเป็นทำเป็นฉัตรดอกไม้บูชาแด่พระพุทธเจ้า ก็พระศาสดา
พระนามว่าสิทธัตถะ ทรงรู้แจ้งโลก เป็นผู้สมควรรับเครื่องบูชา ประทับอยู่
ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสคาถานี้ว่า ผู้ใดยังจิตให้เลื่อมใส ได้กั้นฉัตร
ดอกไม้ให้เรา ด้วยความเลื่อมใสแห่งจิตนั้น ผู้นั้นจะไม่ไปสู่ทุคติเลย
พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้เป็นนายกของโลก ครั้นตรัสดังนี้
แล้ว ทรงส่งบริษัทไปแล้วเสด็จเหาะขึ้นนภากาศ เมื่อพระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐกว่านระ เสด็จลุกขึ้น แม้ฉัตรขาวก็ตั้งขึ้น ฉัตรอันอุดมไป
ข้างหน้าแห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้
บูชาพระพุทธเจ้าด้วยฉัตรใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้
เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้าด้วยฉัตรดอกไม้ ในกัลปที่ ๗๔ แต่กัลป
นี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ พระองค์ ทรงมีพระนามว่าชลสิขะ ทรง
สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิ
สัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธ
ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปุปผฉัตติยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ปุปผฉัตติยเถราปทาน.
สปริวารฉัตตทายกเถราปทานที่ ๑๐ (๓๓๐)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายฉัตร

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๓๓๒] พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชา
ทรงยังฝนคือธรรมให้ตกอยู่ เหมือนน้ำฝนในอากาศ ข้าพระองค์ได้เห็น
พระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงแสดงอมฤตบทอยู่ ยังจิตของตนให้เลื่อม
ใสแล้วได้ไปสู่เรือนของตน ข้าพระองค์ถือเอาฉัตรที่ประดับแล้ว เข้าไป
เฝ้าพระสัมพุทธเจ้าผู้อุดมกว่านระ ข้าพระองค์มีจิตโสมนัสยินดีโยนฉัตร
ขึ้นไปบนอากาศ บรรดาพระสาวกผู้สงเคราะห์ดี พระสาวกผู้อุดมฝึกตน
แล้วเข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าแล้ว ตั้งฉัตรไว้เหนือพระเศียร พระพุทธเจ้า
ผู้อนุเคราะห์ กอปรด้วยพระกรุณา อัครนายกของโลก ประทับนั่งท่าม
กลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดถวายฉัตรอันประดับ
แล้วเป็นที่รื่นรมย์ใจนี้ ด้วยความเลื่อมใสแห่งจิตนั้น ผู้นั้นจะไม่ไปสู่
ทุคติเลย จักได้เสวยเทวรัชสมบัติในเทวดา ๗ ครั้ง และจะได้เป็นพระเจ้า
จักรพรรดิราช ๓๒ ครั้ง ในแสนกัลป แต่กัลปนี้ พระศาสดามีพระนาม
ชื่อว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก
ผู้นั้นจักเป็นโอรสผู้รับมรดกในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น อันธรรม
นิรมิต จักรู้ทั่วถึงพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าเปล่งเป็นอาสภิวาจา กำหนดรู้
อาสวะทั้งปวงแล้ว จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะนิพพาน ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใส
โสมนัส ยังความยินดีให้เกิดโดยยิ่ง ข้าพระองค์ละกำเนิดมนุษย์แล้ว
ได้ไปสู่กำเนิดทิพย์ วิมานของข้าพระองค์สวยงาม สูงเยี่ยม เป็นที่
รื่นรมย์ใจ เมื่อข้าพระองค์ออกจากวิมาน เทวดาทั้งหลายย่อมกั้นฉัตรขาวให้
ข้าพระองค์กลับได้สัญญาในกาลนั้น นี้เป็นผลแห่งบุรพกรรม ข้าพระ
องค์จุติจากเทวโลกแล้ว ได้มาสู่ความเป็นมนุษย์ ในกัลปที่ ๗๐๐ แต่
กัลปนี้ ข้าพระองค์ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๖ ครั้ง จุติจากกายนั้นแล้ว
ได้ไปสู่ไตรทศบุรี ท่องเที่ยวไปโดยลำดับแล้ว ได้มาสู่ความเป็นมนุษย์
อีก ชนทั้งหลายได้กั้นฉัตรขาวให้ข้าพระองค์ผู้ลงสู่ครรภ์มารดา ข้าพระองค์
มีอายุ ๗ ปีแต่กำเนิด ออกบวชเป็นบรรพชิต พราหมณ์ มีนามว่าสุนันทะ
รู้จบมนต์ เขาได้ถือเอาฉัตรมีสีดังแก้วผลึกมาถวายแก่อัครสาวก พระสารี
บุตรมหาวีระ ผู้มีวาจาน่าบูชา อนุโมทนา ข้าพระองค์ฟังอนุโมทนาของ
ท่านแล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมได้ จึงประนมกรอัญชลี ยังจิตของตนให้
เลื่อมใส ระลึกถึงกรรมเก่าได้แล้วได้บรรลุอรหัต ลุกจากอาสนะนั้นแล้ว
ประนมกรอัญชลีเหนือเศียร ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าแล้ว เปล่งวาจา
นี้ว่า ในกัลปที่แสนแต่กัลปนี้ ข้าพระองค์ได้ถวายฉัตรอันวิจิตรประดับ
สวยงามแด่พระพุทธเจ้า ผู้ยอดเยี่ยมในโลก พระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้
แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชา พระสยัมภูอัครบุคคลทรงรับด้วยพระหัตถ์
ทั้งสอง โอ พระพุทธเจ้า โอ พระธรรม โอหนอ ความถึงพร้อมแห่ง
ศาสดา ด้วยการถวายฉัตรคันหนึ่ง ข้าพระองค์ไม่เข้าถึงทุคติเลย ข้า
พระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นได้แล้ว กำหนดรู้อาสวะ
ทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธ
ศาสนาข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสปริวารฉัตตทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สปริวารฉัตตทายกเถราปทาน.
————————
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อุมมาปุปผิยเถราปทาน ๒. ปุฬินปูชกเถราปทาน
๓. หาสชนกเถราปทาน ๔. ยัญญสามิกเถราปทาน
๕. นิมิตตสัญญกเถราปทาน ๖. อันนสังสาวกเถราปทาน
๗. นิคุณฑิปุปผิยเถราปทาน ๘. สุมนาเวฬิยเถราปทาน
๙. ปุปผฉัตติยเถราปทาน ๑๐. สปริวารฉัตตทายกเถราปทาน
มีคาถา ๑๐๗ คาถา.
จบ อุมมาปุปผิยวรรคที่ ๓๓
——————-
คันโธทกวรรคที่ ๓๔
คันธธูปิยเถราปทานที่ ๑ (๓๓๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายธูปหอม

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๓๓๓] เราได้ถวายธูปหอมอันหุ้มด้วยดอกมะลิ สมควรแก่พระพุทธเจ้า แด่พระ
ผู้มีพระภาคพระนามว่าสิทธัตถะ เราได้เห็นพระพุทธเจ้า เช่นกับแท่ง
ทองคำอันมีค่า อัครนายกของโลก รุ่งเรืองดังดอกอุบลเขียว เหมือน
ดวงไฟใหญ่ องอาจยิ่งดังเสือโคร่ง มีสกุลดังราชสีห์ เลิศกว่าสมณะ
ทั้งหลาย ประทับนั่งแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ยังจิตของตนให้เลื่อมใส
ประนมกรอัญชลีถวายบังคมแทบพระบาทพระศาสดา แล้วบ่ายหน้ากลับไป
ทางทิศอุดร ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้ถวายธูปหอมใดในกาลนั้น
ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยธูปหอม
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำ
ให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระคันธธูปิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ คันธธูปิยเถราปทาน.
อุทกปูชกเถราปทานที่ ๒ (๓๓๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายน้ำ