พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๑๑๔] พระชินวรพระนามว่าอัตถทัสสี เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ
เสด็จออกจากพระวิหารแล้ว เสด็จเข้าไปใกล้สระน้ำ พระผู้มีพระภาค
สัมพุทธเจ้าทรงสรงสนานและดื่มแล้ว ทรงห่มจีวรผืนเดียวเฉวียงพระอังศา
ประทับยืนเหลียวดูทิศน้อยใหญ่อยู่ ณ ที่นั้น ในกาลนั้น เราเข้าไปในที่อยู่
ได้เห็นพระผู้มีพระภาคผู้นายกของโลก เรามีจิตร่าเริงโสมนัสได้ปรบมือ
เราประกาศฟ้อน การขับร้องและดนตรีเครื่อง ๕ ถวายพระองค์ผู้โชติ
ช่วงดังดวงอาทิตย์ ส่งแสงเรืองเหลืองดังทองคำ เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ
คือ ความเป็นเทวดา หรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ ย่อมครอบงำสัตว์
ทั้งปวง ยศของเรามีไพบูลย์ ขอนอบน้อมแด่พระองค์ บุรุษอาชาไนย
ขอนอบน้อมแด่พระองค์ อุดมบุรุษ พระองค์ผู้เป็นมุนีทรงยังพระองค์ให้
ยินดีแล้ว ทรงยังผู้อื่นให้ยินดีอีกเล่า เรากำหนดถือเอาแล้ว นั่งแล้ว
ทำความร่าเริง มีวัตรอันดี บำรุงพระสัมพุทธเจ้าแล้ว เข้าถึงชั้นดุสิต
ในกัลปที่ ๑๖๐๐ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิหลายพระองค์ มี
พระนามเหมือนกันว่า ทวินวเอกจินติตะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖
เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุมังคลเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สุมังคลเถราปทาน.
สรณคมนิยเถราปทานที่ ๓ (๑๑๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถึงศาสดาเป็นสรณะ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๑๑๕] สงครามปรากฏแก่ท้าวเทวราชทั้งสอง (พระยายักษ์) กองทัพประชิดกัน
เป็นหมู่ๆ เสียงอันดังกึกก้องได้เป็นไป พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตระ
ทรงรู้แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชา ประทับยืนอยู่ในอากาศ ทรงยัง
มหาชนให้เกิดสังเวช เทวดาทั้งปวงมีใจยินดีต่างวางเกราะและอาวุธ
ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า รวมเป็นอันเดียวกันได้ในขณะนั้น พระ
ศาสดาผู้ทรงอนุเคราะห์ ทรงรู้แจ้งโลก ทรงทราบความดำริของเราแล้ว
ทรงเปล่งวาจาสัตบุรุษ ทรงยังมหาชนให้เย็นใจว่า ผู้เกิดเป็นมนุษย์มีจิต
ประทุษร้าย เบียดเบียนสัตว์เพียงตัวหนึ่ง จะต้องเข้าถึงอบายเพราะจิต
ประทุษร้ายนั้น เปรียบเหมือนช้างในค่ายสงคราม เบียดเบียนสัตว์เป็น
อันมาก ท่านทั้งหลายจงดับ (ระงับ) จิตของตน อย่าเดือดร้อนบ่อยๆ
เลย แม้พวกเสนาของพระยายักษ์ทั้งสอง ได้ประชุมกัน นับถือพระโลก
เชษฐผู้คงที่เป็นอันดี เป็นสรณะ ส่วนพระศาสดาผู้มีจักษุ ทรงยังหมู่ชน
ให้ยินยอมแล้ว ทรงเพ่งดูในเบื้องบนจากเทวดาทั้งหลาย บ่ายพระพักตร์
ทางทิศอุดรเสด็จกลับไป เราได้นับถือพระองค์ผู้จอมสัตว์ผู้คงที่เป็นสรณะ
ก่อนใครๆ เราไม่ได้เข้าถึงทุคติเลยตลอดแสนกัลป ใน ๓ หมื่นกัลป
แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ พระองค์ มีพระนามว่า มหาจุนทภิ
และพระนามว่ารเถสภะ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว
ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสรณคมนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สรณคมนิยเถราปทาน.
เอกาสนิยเถราปทานที่ ๔ (๑๑๔)
ว่าด้วยผลแห่งการประโคมดนตรีไม้โพธิ์

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๑๑๖] ในกาลนั้น เราเป็นท้าวเทวราชมีนามชื่อว่าวรุณ พร้อมด้วยยาน พลทหาร
และพาหนะ บำรุงพระสัมพุทธเจ้า เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าอัตถทัสสี
ผู้สูงสุดกว่าสัตว์เสด็จนิพพานแล้ว เราได้ถือเอาดนตรีทั้งปวงไปประโคม
ไม้โพธิ์อันอุดม เราประกอบด้วยการประโคม การฟ้อนรำ และกังสดาน
ทุกอย่าง บำรุงไม้โพธิพฤกษ์อันอุดมดังบำรุงพระสัมพุทธเจ้าเฉพาะพระ
พักตร์ ครั้นบำรุงโพธิพฤกษ์อันงอกขึ้นที่ดินดื่มรสด้วยรากนั้นแล้ว นั่งคู้
บัลลังก์ แล้วทำกาลกิริยา ณ ที่นั้นเอง เราปรารภกรรมของตน เลื่อม
ใสในโพธิพฤกษ์อันอุดม ได้เข้าถึงยังชั้นนิมมานรดีด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น
ดนตรี ๖ หมื่น แวดล้อมเราทุกเมื่อ เป็นไปในภพน้อยใหญ่ ทั้งใน
มนุษย์และในเทวดา ไฟ ๓ กองของเราดับแล้ว ภพทั้งปวงเราถอนขึ้น
ได้แล้ว เราทรงกายที่สุดในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในกัลปที่
๕๐๐ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์ ๓๔ พระองค์ มีพระ
นามชื่อว่า สุพาหุ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คุณวิเศษเหล่านี้
คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเอกาสนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ เอกาสนิยเถราปทาน.
สุวรรณปุปผิยเถราปทานที่ ๕ (๑๑๔)
ว่าด้วยผลแห่งการโปรยดอกไม้ทอง ๔ ดอก

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๑๑๗] พระผู้มีพระภาคพระนามว่าวิปัสสี เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ
ประทับนั่งแสดงอมตบทแก่หมู่ชนอยู่ เราฟังธรรมของพระองค์ผู้เป็นจอม
สัตว์คงที่แล้ว ได้โปรยดอกไม้ทอง ๔ ดอก บูชาแด่พระพุทธเจ้า ดอกไม้
ทองนั้นกลายเป็นหลังคาทองบังร่มตลอดทั่วบริษัท ในกาลนั้น รัศมีของ
พระพุทธเจ้าและรัศมีทองรวมเป็นแสงสว่างอันไพบูลย์ เรามีจิตเบิกบาน
ดีใจ เกิดโสมนัส ประนมกรอัญชลี เกิดปีติ เป็นผู้นำความสุขใน
ปัจจุบันมาให้แก่ชนเหล่านั้น เราทูลวิงวอนพระสัมพุทธเจ้าและถวายบังคม
พระองค์ผู้มีวัตรงาม ยังความปราโมทย์ให้เกิดแล้ว กลับเข้าสู่ภพของตน
ครั้นกลับเข้าสู่ภพแล้ว ยังระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดอยู่ ด้วย
จิตอันเลื่อมใสนั้น เราได้เข้าถึงชั้นดุสิต ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เรา
บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ทองใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัลปที่ ๔๓ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ
ราช ๑๖ พระองค์ ทรงพระนามว่าเนมิสมมต มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้
คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสุวรรณปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สุวรรณปุปผิยเถราปทาน.
จิตกปูชกเถราปทานที่ ๖ (๑๑๖)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาควันดนตรีและดอกไม้

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๑๑๘] ข้าพระองค์ (เป็นรุกขเทวดา) พร้อมด้วยอำมาตย์และบริวารอยู่ที่ไม้เกตุ
เมื่อพระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก ปรินิพพาน
แล้ว ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้ไปสู่พระจิตกาธาร ประโคม
ดนตรี ณ ที่นั้นโปรยของหอมและดอกไม้บูชา ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใส
โสมนัส ทำการบูชาที่พระจิตกาธาร ไหว้พระจิตกาธารแล้วกลับมาสู่ภพ
ของตน ข้าพระองค์เข้าไปในภพแล้ว ยังระลึกถึงการบูชาพระจิตกาธาร
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมสัตว์เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ด้วย
กรรมนั้น ข้าพระองค์ได้เสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์แล้ว ละความ
ชนะและความแพ้แล้ว บรรลุถึงฐานะอันไม่หวั่นไหว ในกัลปที่ ๓๑ แต่
กัลปนี้ ข้าพระองค์บูชาพระจิตกาธารด้วยดอกไม้ใด ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์
ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระจิตกาธาร ในกัลปที่ ๒๙ แต่
กัลปนี้ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๖ พระองค์ มีพระนามชื่อว่าอุคคตะ มีพล
มาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖
ข้าพระองค์ทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว
ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระจิตกปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ จิตกปูชกเถราปทาน
พุทธสัญญกเถราปทานที่ ๗ (๑๑๗)
ว่าด้วยผลแห่งการประกาศพุทธาภาพ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๑๑๙] เมื่อพระผู้มีพระภาคพระนามว่าวิปัสสี ผู้เลิศในโลก ทรงปลงพระชนมายุ
สังขารนั้น พื้นแผ่นดินและน้ำก็หวั่นไหว ฟ้าก็คนอง แม้ภพ ชื่อปปัญจกะ
อันสวยงามน่าปลื้มใจ สะอาด วิจิตร ของเราก็หวั่นไหว ในขณะพระ
พุทธเจ้าทรงปลงพระชนมายุ เมื่อภพหวั่นไหวแล้ว ความสะดุ้งเกิดขึ้นแก่
เราว่า ความหวั่นไหวเกิดขึ้นเพื่ออะไรหนอ แสงสว่างอันไพบูลย์ได้มี
แล้ว ท้าวเวสสุวัณมา ณ ที่นี้แล้ว ยังมหาชนให้หายความเศร้าโศกว่า
สัตว์ไม่มีภัย ท่านทั้งหลายจงมีความตั้งใจเคารพเถิด เราประกาศพระพุทธา
นุภาพว่า โอ พระพุทธเจ้า โอ พระธรรม โอ ความถึงพร้อมแห่งสัตถุ
ศาสน์หนอ เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติ แผ่นดินก็หวั่นไหวดังนี้แล้ว บันเทิง
อยู่ในสวรรค์ตลอดกัลป ในกัลปทั้งหลายที่เหลือ เราได้ทำกุศล ในกัลป
ที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วยสัญญานั้น เราไม่รู้จัก
ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระพุทธเจ้า ในกัลปที่ ๑๔ แต่กัลปนี้
เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ผู้ประเสริฐ มีนามชื่อว่าสมิตะ มีพลมาก
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำ
ให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระพุทธสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ พุทธสัญญกเถราปทาน.
มัคคสัญญกเถราปทานที่ ๘ (๑๑๘)
ว่าด้วยผลแห่งการบอกทางให้แก่พระสาวก

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๑๒๐] พระสาวกทั้งหลายของพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตระ เที่ยวไปในป่า
เป็นผู้หลงทางเหมือนคนตาบอดเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ บุตรของพระมุนีเหล่า
นั้นระลึกถึงพระสัมพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตระ ผู้เป็นนายกของโลก
หลงทางอยู่ในป่าใหญ่ ข้าพระองค์ (เป็นเทพบุตร) ลงจากภพมาใน
สำนักของภิกษุ บอกทางให้แก่พระสาวกเหล่านั้น และได้ถวายโภชนาหาร
ข้าแต่พระองค์ผู้จอมสัตว์ เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ด้วย
กรรมนั้น ข้าพระองค์ได้บรรลุอรหัตแต่อายุ ๗ ปีโดยกำเนิด ในกัลปที่
๕๐๐ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๒ พระองค์ มีพระนามชื่อว่า
สจักขุ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัม
ภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำให้แจ้งชัดแล้ว พระ
พุทธศาสนาข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระมัคคสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ มัคคสัญญกเถราปทาน.
ปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทานที่ ๙ (๑๑๙)
ว่าด้วยผลแห่งการทำกรรมที่ได้โดยยาก

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๑๒๑] ในลำดับกาล เมื่อพระสุคตเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสีเสด็จนิพพาน ใน
กาลนั้น ข้าพระองค์เข้าถึงกำเนิดยักษ์และบรรลุถึงยศ ข้าพระองค์คิด
ว่า ความได้ด้วยยาก แสงสว่างด้วยยาก การตั้งขึ้นยาก ได้มีแก่เรา
แล้วหนอ เมื่อโภคสมบัติของเรามีอยู่ พระสุคตเจ้าผู้มีพระจักษุปรินิพพาน
เสียแล้ว ดังนี้ พระสาวกนามว่าสาคระ รู้ความดำริของข้าพระองค์
ท่านต้องการจะถอนข้าพระองค์ขึ้น จึงมาในสำนักของข้าพระองค์ กล่าวว่า
จะโศกเศร้าทำไมหนอ อย่ากลัวเลย จงประพฤติธรรมเถิด ท่านผู้มีเมธาดี
พระพุทธเจ้าทรงส่งเสริมวิทยาสมบัติของชนทั้งปวงว่า ผู้ใดพึงบูชาพระ
สัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ยังดำรงพระชนม์อยู่ก็ดี พึงบูชาพระธาตุ
แม้ประมาณเท่าเมล็ดผักกาดของพระพุทธเจ้า แม้นิพพานแล้วก็ดี เมื่อ
จิตอันเลื่อมใสของผู้นั้นเสมอกัน บุญก็มีผลมากเสมอกัน เพราะฉะนั้น
ท่านจงทำสถูปบูชาพระธาตุของพระชินเจ้าเถิด ข้าพระองค์ได้ฟังวาจาของ
ท่านสาคระแล้ว ได้ทำพุทธสถูป ข้าพระองค์บำรุงพระสถูปอันอุดมของ
พระมุนีอยู่ ๕ ปี ข้าแต่พระองค์ผู้จอมสัตว์ เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐ
กว่านระ ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์เสวยสมบัติแล้ว ได้บรรลุอรหัต
ในกัลปที่ ๗๐๐ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ พระองค์ มีพระ
นามว่าภูริปัญญา ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษ
เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำ
ให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนา ข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปัจจุปัฏฐานสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทาน.
ชาติปูชกเถราปทานที่ ๑๐ (๑๒๐)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาพระชาติ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๑๒๒] เมื่อพระวิปัสสีโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ แสงสว่างได้มีอย่างไพบูลย์
และพื้นแผ่นดิน พร้อมทั้งสมุทรสาครและภูเขาก็หวั่นไหว อนึ่ง พวก
หมอดูพยากรณ์ว่า พระพุทธเจ้าจักมีในโลก เป็นผู้เลิศกว่าสรรพสัตว์
จักรื้อถอนหมู่ชน (จากสังสารทุกข์) เราได้ฟังคำของพวกหมอดูแล้ว
ได้ทำการบูชาพระชาติด้วยความดำริว่า การบูชาพระชาติเช่นนี้นั้นไม่มี
(อีก) เรารวบรวมกุศลแล้ว ได้ยังจิตของตนให้เลื่อมใส ครั้นเราทำการ
บูชาพระชาติแล้วทำกาลกิริยา ณ ที่นั้น เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ ความ
เป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ เราย่อมล่วงสรรพสัตว์ นี้เป็นผล
แห่งการบูชาพระชาติ แม่นมทั้งหลายย่อมบำรุงเราเป็นไปตามอำนาจจิต
ของเรา เขาไม่อาจยังเราให้โกรธเคือง นี้เป็นผลการบูชาพระชาติ ในกัลป
ที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้ทำการบูชาใดในกาลนั้น ด้วยการบูชานั้น เรา
ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลการบูชาพระชาติ ในกัลปที่ ๓ แต่กัลปนี้ ได้มี
พระเจ้าจักรพรรดิ ๓๔ พระองค์ เป็นจอมแห่งชน มีพระนามว่าสุปาริ
จริยะ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และแม้อภิญญา ๑ เราทำให้ชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว
ดังนี้
ทราบว่า ท่านพระชาติปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ชาติปูชกเถราปทาน.
———-
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. มหาปริวารเถราปทาน ๒. สุมังคลเถราปทาน
๓. สรณคมนิยเถราปทาน ๔. เอกาสนิยเถราปทาน
๕. สุวรรณปุปผิยเถราปทาน ๖. จิตกปูชกเถราปทาน
๗. พุทธสัญญกเถราปทาน ๘. มัคคสัญญกเถราปทาน
๙. ปัจจุปัฏฐานสัญญกเถราปทาน ๑๐. ชาติปูชกเถราปทาน
บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวรวมคาถาไว้ ๙๐ คาถา ฉะนี้แล.
จบ มหาปริวารวรรคที่ ๑๒
———-
เสเรยยกวรรคที่ ๑๓
เสเรยยเถราปทานที่ ๑ (๑๒๑)
ว่าด้วยผลแห่งการควันดอกไม้ซึก

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๑๒๓] เราเป็นพราหมณ์ผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท ยืนอยู่ที่โอกาสแจ้ง
ได้เห็นพระผู้มีพระภาคผู้นำของโลก เสด็จเที่ยวอยู่ในป่าดังราชสีห์ ไม่
ทรงสะดุ้งกลัวดังพระยาเสือโคร่ง ทรงแสวงหาคุณอันใหญ่หลวง ดังช้าง
กุญชรมาตังคะซับมัน ๓ ครั้ง เราจึงหยิบเอาดอกไม้ซึกโยนขึ้นไป (บูชา)
ในอากาศ ด้วยพุทธานุภาพ ดอกไม้ซึกทั้งหลายแวดล้อมอยู่โดยประการ
ทั้งปวง พระสัพพัญญูมหาวีรเจ้าผู้นำของโลก ทรงอธิษฐานว่า จงเป็น
หลังคาดอกไม้โดยรอบ ชนทั้งหลายได้บูชาพระนราสภ ในลำดับนั้น
แผ่นดอกไม้นั้นมีขั้วข้างใน มีดอกข้างนอก เป็นเพดานบังร่มอยู่ตลอด
๗ วันแล้วหายไปจากที่นั้น เราได้เห็นความอัศจรรย์อันไม่เคยมี น่าขนพอง
สยองเกล้านั้นแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธสุคตเจ้า ผู้เป็น
นายกของโลก ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว ไม่
ได้เข้าถึงทุคติเลยตลอดแสนกัลป ในกัลปที่ ๑๕,๐๐๐ ได้มีพระเจ้าจักร
พรรดิ ๒๕ พระองค์ ทรงพระนามเหมือนกันว่าวิลามาลา มีพลมาก
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และแม้อภิญญา ๖ เรา
ทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระเสเรยยกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ เสเรยยกเถราปทาน.
ปุปผถูปิยเถราปทานที่ ๒ (๑๒๒)
ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยสถูปดอกไม้