พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๕๔] พระผู้มีพระภาคผู้อุดมบุรุษ เสด็จขึ้นภูเขาอันสูงสุดแล้ว ประทับนั่งอยู่
เราเป็นพราหมณ์ผู้เรียนจบมนต์ อยู่ในที่ไม่ไกลภูเขา ได้เข้าไปเฝ้าพระ
มหาวีรเจ้าผู้ประเสริฐกว่าเทวดา เป็นนราสภ ประนมกรอัญชลีแล้ว ชมเชย
พระผู้นายกของโลกว่า พระมหาวีรพุทธเจ้าพระองค์นี้ ทรงประกาศธรรม
อันประเสริฐ แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ทรงรุ่งเรืองดังกองไฟ พระผู้มี
พระภาคผู้มีพระจักษุ ไม่ทรงกำเริบดังมหาสมุทร หาผู้ต้านทานได้ยาก ดุจ
อรรณพ ไม่ทรงครั่นคร้ามเหมือนราชสีห์ทรงแสดงธรรม พระศาสดา
พระนามว่าปทุมุตระ ทรงทราบความดำริของเรา ประทับยืนในท่ามกลาง
ภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้ถวายอัญชลีนี้ และเชยชม
พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ผู้นั้นจักได้เสวยเทวรัชสมบัติตลอด ๖ หมื่นกัลป
ในแสนกัลป พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าอังคีรสะ ผู้มีกิเลสดังหลังคา
เปิด จักเสด็จอุบัติในภพนั้น ผู้นั้นจักเป็นโอรสผู้รับมรดกในธรรมของ
พระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นอันธรรมนิรมิตแล้ว จักเป็นพระอรหันต์มีชื่อว่า
สตรังสี เรามีอายุ ๗ ปีโดยกำเนิด ออกบวชเป็นบรรพชิตมีชื่อว่าสตรังสี
รัศมีของเราแผ่ออกไป เรามักเพ่งฌานยินดีในฌานอยู่ที่มณฑปหรือโคนไม้
เราทรงกายอันเป็นที่สุด อยู่ในศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอด
๖ หมื่นกัลป ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ พระองค์ ทรงพระนามว่าโรมะ
ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ
ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธ
ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสตรังสิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สตรังสิยเถราปทาน
สยนทายกเถราปทานที่ ๓ (๕๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายที่นอน

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๕๕] เรามีจิตเลื่อมใส ได้ถวายที่นอนแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ
ผู้ทรงอนุเคราะห์โลกทั้งปวง พระองค์นั้น ด้วยการถวายที่นอนนั้น
โภคสมบัติย่อมเกิดแก่เรา เปรียบเหมือนพืช (ข้าวกล้า) สำเร็จในนาดี
นี้เป็นผลแห่งการถวายที่นอน เราย่อมสำเร็จการนอนในอากาศ ย่อมทรง
แผ่นดินนี้ไว้ เราเป็นใหญ่ในสัตว์ทั้งหลาย นี้เป็นผลแห่งการถวายที่นอน
ใน ๕ พันกัลป ได้มีพระมหาวีระ ๘ พระองค์ ในกัลปที่ ๓๕๐๐ ได้มี
พระเจ้าจักรพรรดิผู้มีพลมาก ๔ พระองค์ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเรา
ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสยนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สยนทายกเถราปทาน
คันโธทกทายกเถราปทานที่ ๔ (๕๔)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายหม้อน้ำหอม

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๕๖] ในกาลนั้น ได้มีการฉลองพระมหาโพธิ์แห่งพระพุทธเจ้า พระนามว่า
ปทุมุตระ เราได้ถือเอาหม้ออันวิจิตร บรรจุเต็มด้วยน้ำหอมแล้วได้ถวาย
ก็ในเวลาสรงน้ำไม้โพธิ์มหาเมฆยังฝนให้ตก และได้มีเสียงบันลือดังลั่น
ในเมื่อสายฟ้าผ่า ด้วยกำลังสายฟ้านั้นแล เราทำกาละ ณ ที่นั้น เราอยู่
ในเทวโลก ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า โอ พระพุทธเจ้า โอ พระธรรม
โอ พระคุณสมบัติ แห่งพระศาสดาของเราทั้งหลาย ซากศพของเราตก
ลง เรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ภพของเรา ๗ ชั้น สูงสุดน่าหวาดเสียว
นางเทพกัญญา ๑ แสนแวดล้อมเราเสมอ ความป่วยไข้ไม่มีแก่เรา ความ
เศร้าโศกไม่มีแก่เรา เราไม่เห็นความเดือดร้อนเลย นี้เป็นผลแห่งบุญ
กรรม ในกัลปที่ ๒๘๐๐ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่าสังวสิตะ
ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ
ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระ
พุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระคันโธทกทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ คันโธทกทายกเถราปทาน.
โอปวุยหเถราปทานที่ ๕ (๕๕)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายม้าอาชาไนย

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๕๗] เราได้ถวายม้าอาชาไนย แด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ครั้นมอบ
ถวายในพระพุทธเจ้าแล้ว ได้กลับไปเรือนของตน พระอัครสาวกของ
พระศาสดามีนามชื่อว่าเทวิล ผู้เป็นทายาทแห่งธรรมอันประเสริฐ ได้มา
สู่สำนักของเรา (กล่าวว่า) พระผู้มีพระภาคผู้นำประโยชน์ทั้งปวง ม้า
อาชาไนยไม่ควร พระองค์ผู้มีจักษุทรงทราบความดำริของท่าน จึงทรงรับ
ไว้ เราจึงตีราคาม้าสินธพซึ่งมีกำลังวิ่งเร็วดังลม เป็นพาหนะเร็ว แล้ว
ได้ถวายของที่ควรแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ เราเข้าถึงกำเนิด
ใดๆ คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ม้าอาชาไนยอันมีกำลังวิ่งเร็วดัง
ลม เป็นที่ยินดี ย่อมเกิดแก่เรา (เราดำริว่า) ชนเหล่าใดได้อุปสมบท
ชนเหล่านั้นได้ดีแล้วหนอ เราพึงเข้าไปเฝ้าบ่อยๆ ถ้าพระพุทธเจ้ามีใน
โลก เราได้เป็นพระราชาผู้มีพลมาก ครอบครองแผ่นดินมีสมุทร ๔ เป็น
ที่สุด เป็นใหญ่แห่งชนชาวชมพูทวีป ๒๘ ครั้ง ภพที่สุดย่อมเป็นไปแก่
เรา นี้เป็นครั้งหลังสุด เราละความชนะและความแพ้แล้ว ได้ถึงฐานะอัน
ไม่หวั่นไหว ในกัลปที่ ๓๕๐๐ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นกษัตริย์มีเดช
มาก ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ
ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระ
พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโอปวุยหเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ โอปวุยหเถราปทาน
สปริวาราสนเถราปทานที่ ๖ (๕๖)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายบิณฑบาต

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๕๘] เราไปสู่สถานที่อันไม่เศร้าหมอง ประดับด้วยมะลิซ้อน แล้วได้ถวาย
บิณฑบาตแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ พระพุทธเจ้าผู้อัครนายก
ของโลก ผู้ซื่อตรง มีพระหฤทัยมั่นคง ประทับนั่งบนอาสนะนั้น ทรง
ประกาศอานิสงส์บิณฑบาตว่า พืชแม้จะน้อยที่ชาวนาปลูกลงในนาดี
มหาเมฆสายฝนให้ตกเสมอ ผลย่อมยังชาวนาให้ยินดี ฉันใด บิณฑบาต
นี้ ท่านปลูกลงในนาดี ผลจักยังท่านให้ยินดีในภพที่เกิด ฉันนั้น พระ
สัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระผู้อุดม ตรัสดังนี้แล้ว ทรงรับบิณฑบาต
แล้วบ่ายพระพักตร์ทางทิศอุดรเสด็จไป เราสำรวมในพระปาติโมกข์และใน
อินทรีย์ ๕ ขวนขวายในวิเวกไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิ
สัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธ
ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสปริวาราสนเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สปริวาราสนเถราปทาน.
ปัญจทีปกเถราปทานที่ ๗ (๕๗)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายประทีป

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๕๙] เราเชื่อสนิทในพระสัทธรรม ของพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตระ
ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง เป็นผู้มีความเห็นตรง เราได้ถวายประทีป
(ทำการบูชาด้วยประทีป) แวดล้อมไว้ที่ไม้โพธิ์ ในครั้งนั้นเราเชื่อ จึงได้
ทำการบูชาด้วยประทีปที่ไม้โพธิ์ เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ ความเป็น
เทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ เทวดาทั้งหลายย่อมทรงดวงไฟไว้
ในอากาศ นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยประทีป เราย่อมมองเห็นได้ภายใน
หม้อ ภายในหินล้วน ตลอดล่วงภูเขาในที่ร้อยโยชน์โดยรอบ ด้วยกรรม
ที่เหลืออยู่นั้น เราเป็นผู้บรรลุความสิ้นอาสวะ เราทรงกายอันเป็นที่สุดนี้
อยู่ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคผู้จอมสัตว์ในกัลปที่ ๓๔๐๐ ได้มีพระเจ้า
จักรพรรดิพระนามว่าสตจักขุ มีพระเดชานุภาพมาก มีพลมาก คุณวิเศษ
เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้ง
ชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปัญจทีปกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ปัญจทีปกเถราปทาน.
ธชทายกเถราปทานที่ ๘ (๕๘)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายธงและบำรุง

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๖๐] เราร่าเริง มีจิตโสมนัส ได้ยกธงขึ้นปักไว้ที่ไม้โพธิ์อันเป็นต้นไม้อุดม แห่ง
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ เราเก็บใบโพธิ์ที่หล่นเอาไปทิ้งภายนอก
ได้ไหว้ไม้โพธิ์อันอุดม ดังได้ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าผู้หมดจดทั้งกาย
ในภายนอก ทรงพ้นวิเศษแล้ว ไม่มีอาสวะเหมือนดังเฉพาะพระพักตร์
พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตระทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควรรับเครื่องบูชาประทับ
ยืนท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ด้วยการถวายธงและ
ด้วยการบำรุงทั้งสองนี้เขาจะไม่ไปสู่ทุคติตลอดแสนกัลป จักได้เสวยความ
เป็นเทวดารูปงามไม่น้อยในเทวดาทั้งหลาย จักได้เป็นพระราชาในแว่น
แคว้นหลายร้อยครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพระนามชื่อว่าอุคคตะ
ครั้นเสวยสมบัติแล้ว อันกุศลมูลตักเตือน จักยินดียิ่งในพระศาสนาของ
พระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม เราเป็นผู้มีจิตแน่วแน่เพื่อความเพียรสงบ
ระงับไม่มีอุปธิ ทรงกายอันเป็นที่สุดอยู่ในพระศาสนาของพระสัมพุทธเจ้า
ในกัลปที่ ๕๑๐๐ ได้มีกษัตริย์หลายพระองค์ พระนามว่าอุคคตะ มีเสนา
ประมาณ ๕ หมื่น มีชื่อว่าเขมะ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้
ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระธชทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบธชทายกเถราปทาน.
ปทุมเถราปทานที่ ๙ (๕๙)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกปทุมพร้อมด้วยธง

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๖๑] พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตระ กำลังทรงประกาศสัจจะ ๔ ทรงยัง
ธรรมอันประเสริฐให้เป็นไป ทรงยังสายฝนอมฤตให้ตก ดับความเร่าร้อน
มหาชนอยู่ เรายืนถือดอกปทุมพร้อมด้วยธงอยู่ที่ไกล ๒๕๐ ชั่วธนู มีความ
โสมนัสได้โยนดอกปทุมพร้อมด้วยธงขึ้นไปบนอากาศ เพื่อบูชาพระ
มุนีพระนามว่าปทุมุตระ และเมื่อดอกปทุมกำลังมา ความอัศจรรย์ก็เกิดมี
ในขณะนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐกว่าบรรดาคน ทรงทราบความ
ดำริของเรา ทรงรับไว้ พระศาสดาทรงรับดอกปทุมอันอุดมด้วยพระหัตถ์
อันประเสริฐแล้ว ประทับยืนในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถา
เหล่านี้ว่า ผู้ใดโยนดอกปทุมนี้มาในพระสัพพัญญู ผู้นายกอุดม เราจัก
พยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักเป็นจอมเทวดาเสวย
เทวรัชสมบัติตลอด ๓๐ กัลป จักได้เป็นพระราชาในแผ่นดินครอบครอง
พสุธาอยู่ ๗๐๐ กัลป จักถือเอาอัตภาพในภพนั้นแล้ว จักได้เป็นพระเจ้า
จักรพรรดิ ในกาลนั้น สายฝนดอกปทุมจักตกจากอากาศมากมาย ใน
แสนกัลป พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นจักเป็นโอรสผู้เป็นทายาทในธรรม
ของพระศาสดาพระองค์นั้น อันธรรมนิรมิต กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว
จักไม่มีอาสวะนิพพาน เราออกจากครรภ์แล้วมีสติสัมปชัญญะ มีอายุ ๕ ปี
โดยกำเนิด ได้บรรลุอรหัต คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์
๘ และอภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำ
เสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปทุมเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบปทุมเถราปทาน.
อสนโพธิยเถราปทานที่ ๑๐ (๖๐)
ว่าด้วยผลแห่งการปลูกไม้โพธิ์

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๖๒] เรามีอายุ ๗ ปีโดยกำเนิด ได้พบพระผู้มีพระภาคผู้เป็นนายกของโลก เรา
มีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้เข้าไปเฝ้าพระองค์ผู้สูงสุดกว่านรชน เรา
ร่าเริง มีจิตโสมนัสได้ปลูกไม้โพธิ์อันอุดม ถวายแด่พระผู้มีพระภาคพระ
นามว่าดิสสะเชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ ต้นไม้อันงอกขึ้นบนแผ่นดิน
โดยนามบัญญัติชื่อว่าอสนะ (ประดู่) เราบำรุงโพธิ์ชื่ออสนะอันอุดมนี้อยู่
๕ ปี จึงได้เห็นต้นไม้มีดอกบานน่าอัศจรรย์ เป็นเหตุให้ขนพองสยอง
เกล้า เมื่อจะประกาศกรรมของตน จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
เวลานั้น องค์พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะเป็นสยัมภูอัครบุคคล ประ
ทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ แล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดปลูกต้น
โพธิ์นี้ และกระทำพุทธบูชาโดยเคารพ เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่าน
ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักได้เสวยเทวรัชสมบัติในเทวดาทั้งหลาย
ตลอด ๓๐ กัลป และจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๔ ครั้ง เคลื่อนจาก
ดุสิตภพแล้ว อันกุศลมูลตักเตือน เสวยสมบัติทั้งสองแล้ว จักรื่นรมย์
อยู่ในความเป็นมนุษย์ ผู้นั้นมีใจแน่วแน่เพื่อความเพียร สงบระงับ ไม่มี
อุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน เราประกอบ
วิเวกเนืองๆ เป็นผู้สงบระงับ ไม่มีอุปธิ ตัดเครื่องผูกดังช้างทำลายปลอก
แล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัลปที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ เราได้ปลูกต้นโพธิ์ในเวลา
นั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการปลูกต้นโพธิ์
ในกัลปที่ ๗๕ แต่กัลปนี้ เวลานั้นได้มีพระเจ้าจักรพรรดิทรงสมบูรณ์ด้วย
แก้ว ๗ ประการ มีนามปรากฏว่าทัณฑเสน ในกัลปที่ ๗๓ แต่กัลปนี้
ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ พระองค์ ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีพระนามว่า
สมันตเนมิ ในกัลปที่ ๒๐ ถ้วนแต่กัลปนี้ ได้มีกษัตริย์พระนามว่าปุณณกะ
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณ
วิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้
แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระอสนโพธิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบอสนโพธิยเถราปทาน.
————–
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. วิธูปนทายกเถราปทาน ๒. สตรังสิยเถราปทาน
๓. สยนทายกเถราปทาน ๔. คันโธทกทายกเถราปทาน
๕. โอปวุยหเถราปทาน ๖. สปริวาราสนเถราปทาน
๗. ปัญจทีปกเถราปทาน ๘. ธชทายกเถราปทาน
๙. ปทุมเถราปทาน ๑๐. อสนโพธิยเถราปทาน
มีคาถา ๙๒ คาถา.
จบ วีชนีวรรคที่ ๖.
————–
สกจิตตนิยวรรคที่ ๗
สกจิตตนิยเถราปทานที่ ๑ (๖๑)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายสถูป

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ (เล่ม 32)

[๖๓] เราได้เห็นป่าชัฏใหญ่สงัดเสียง ปราศจากอันตราย เป็นที่อยู่อาศัยของ
พวกฤาษี ดังกับจะรับเครื่องบูชา เราจึงเอาไม้ไผ่มาทำเป็นสถูป แล้ว
เกลี่ย (โปรย) ดอกไม้ต่างๆ ได้ไหว้พระสถูป ดุจถวายบังคมพระสัม
พุทธเจ้า ซึ่งยังทรงพระชนม์อยู่เฉพาะพระพักตร์ เราได้เป็นพระราชา
สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในแว่นแคว้นปรารภด้วยกรรม
ของตน นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้
เราโปรยดอกไม้ใด ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา ในกัลปที่ ๘๐ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มียศอนันต์
สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ คุณวิเศษเหล่านี้
คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระสกจิตตนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สกจิตตนิยเถราปทาน.
อาโปปุปผิยเถราปทานที่ ๒ (๖๒)
ว่าด้วยผลแห่งการโปรยดอกไม้บูชา