พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (เล่ม 31)

[๔๗๖] ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุน้อมใจไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น อย่างไร ฯ
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีใจประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔
ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวางแผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า
ในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร
ไม่มีความเบียดเบียนอยู่เพราะเป็นผู้เจริญเมตตา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง มีใจประกอบ
ด้วยกรุณา ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญกรุณา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชังมีใจประกอบด้วยมุทิตา
ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญมุทิตา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง มีใจประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไป
ตลอดทิศหนึ่งอยู่ ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญอุเบกขา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง ชื่อว่าวิโมกข์
เพราะอรรถว่าภิกษุน้อมใจไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น อย่างนี้ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (เล่ม 31)

[๔๗๗] อากาสานัญจายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วง
รูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่มนสิการถึงนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง เข้าอา
กาสานัญจายตนสมาบัติ ด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ นี้เป็นอากาสานัญจายตนสมาบัติ
วิโมกข์ ฯ
วิญญาณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงอากาสา
นัญจายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติด้วยมนสิการว่า วิญญาณ
หาที่สุดมิได้ นี้เป็นวิญญาณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ ฯ
อากิญจัญญายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงวิญญาณัญ
จายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติด้วยมนสิการว่า สิ่งน้อยหนึ่งไม่มี
นี้เป็นอากิญจัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ ฯ
เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วง
อากิญจัญญายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ นี้เป็นเนวสัญญา
นาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ ฯ
สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงเนวสัญ
ญานาสัญญายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ นี้เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
วิโมกข์ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (เล่ม 31)

[๔๗๘] สมยวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นสมยวิโมกข์ ฯ
อสมยวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นอสมย
วิโมกข์ ฯ
สามยิกวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นสามยิกวิโมกข์ ฯ
อสามยิกวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นอสามยิก
วิโมกข์ ฯ
กุปปวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นกุปปวิโมกข์ ฯ
อกุปปวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นอกุปป
วิโมกข์ ฯ
โลกิยวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นโลกิยวิโมกข์ ฯ
โลกุตตรวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นโลกุตตร
วิโมกข์ ฯ
สาสววิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นสาสววิโมกข์ ฯ
อนาสววิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นอนาสว
วิโมกข์ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (เล่ม 31)

[๔๗๙] สามิสวิโมกข์เป็นไฉน วิโมกข์ที่ปฏิสังยุตด้วยรูป นี้เป็นสามิสวิโมกข์ ฯ
นิรามิสวิโมกข์เป็นไฉน วิโมกข์ที่ไม่ปฏิสังยุตด้วยรูป นี้เป็นนิรามิสวิโมกข์ ฯ
นิรามิสตรวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นนิรามิสตร
วิโมกข์ ฯ
ปณิหิตวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ อรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นปณิหิตวิโมกข์ ฯ
อัปปณิหิตวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นอัปปณิ
หิตวิโมกข์ ฯ
ปณิหิตปฏิปัสสัทธิวิโมกข์เป็นไฉน การได้หรือวิบากแห่งปฐมฌานฯลฯ แห่งเนวสัญ
ญานาสัญญายตนสมาบัติ นี้เป็นปณิหิตปฏิปัสสัทธิวิโมกข์ ฯ
สุญญตวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นสุญญตวิโมกข์ ฯ
วิสุญญตวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นวิสุญญต
วิโมกข์ ฯ
เอกัตตวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นเอกัตต
วิโมกข์ ฯ
นานัตตวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นนานัตตวิโมกข์ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (เล่ม 31)

[๔๘๐] สัญญาวิโมกข์เป็นไฉน สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐สัญญา
วิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยายพึงมีได้ ฯ
คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร ฯ
อนิจจานุปัสนาญาณพ้นจากนิจจสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ ทุกขา
นุปัสนาญาณพ้นจากสุขสัญญา … อนัตตานุปัสนาญาณพ้นจากอัตตสัญญา … นิพพิทานุปัสนา
ญาณพ้นจากนันทิสัญญา (ความสำคัญโดยความเพลิดเพลิน) … วิราคานุปัสนาญาณพ้นจากราค
สัญญา … นิโรธานุปัสนาญาณพ้นจากสมุทยสัญญา … ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ พ้นจากอาทาน
สัญญา (ความสำคัญโดยความถือมั่น) … อนิมิตตานุปัสนาญาณพ้นจากนิมิตตสัญญา … อัปปณิหิตา
นุปัสนาญาณพ้นจากปณิธิสัญญา … สุญญตานุปัสนาญาณพ้นจากอภินิเวสสัญญา (ความสำคัญ
โดยความยึดมั่น) … เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐
สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ
ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป พ้นจากนิจจสัญญา เพราะเหตุนั้นจึง
เป็นสัญญาวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูปพ้นจากอภินิเวสสัญญา
เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์ สัญญาวิโมกข์ ๑เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐
เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ
ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ฯลฯ ในสังขาร
ฯลฯ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ พ้นจากนิจจสัญญาเพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์
ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะ พ้นจากอภินิเวสสัญญา เพราะ
เหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็น
สัญญาวิโมกข์ ๑ด้วยสามารถแห่งวัตถุโดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ นี้สัญญาวิโมกข์ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (เล่ม 31)

[๔๘๑] ญาณวิโมกข์เป็นไฉน ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณาวิโมกข์
๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้ ฯ
คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร อนิจจานุปัสนายถาภูตญาณ พ้นจาก
ความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ทุกขานุปัสนา
ยถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเป็นสุข จากความไม่รู้ … อนัตตานุปัสนายถาภูตญาณ
พ้นจากความหลงโดยความเป็นตัวตนจากความไม่รู้ … นิพพิทานุปัสนายถาภูตญาณ พ้นจาก
ความหลงโดยความเพลิดเพลิน จากความไม่รู้ … วิราคานุปัสนายถาภูตญาณพ้นจากความหลงโดย
ความกำหนัด จากความไม่รู้ … นิโรธานุปัสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยเป็นเหตุให้เกิด
จากความไม่รู้ … ปฏินิสสัคคานุปัสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความถือมั่น จากความ
ไม่รู้ … อนิมิตตานุปัสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเป็นนิมิต จากความไม่รู้ …
อัปปณิหิตานัสนายถาภูตญาณพ้นจากความหลงโดยความเป็นที่ตั้ง จากความไม่รู้ … สุญญตา
นุปัสนายถาภูตญาณพ้นจากความหลงโดยความยึดมั่น จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณ
วิโมกข์ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถ
แห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ
ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป พ้นจากความหลงโดยความเป็น
สภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ฯลฯยถาภูตญาณ คือ การพิจารณา
เห็นความว่างเปล่าในรูป พ้นจากความหลงโดยความยึดมั่น จากความรู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณ
วิโมกข์ ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถ
แห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ
ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ในสังขาร
ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่
รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ฯลฯ ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชรา
และมรณะ พ้นจากความหลงโดยความยึดมั่น จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์
ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ
โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ นี้เป็นญาณวิโมกข์ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (เล่ม 31)

[๔๘๒] สีติสิยาวิโมกข์เป็นไฉน สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ สีติ
สิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุโดยปริยาย พึงมีได้ ฯ
คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร ฯ
อนิจจานุปัสนา เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความ
เร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์
ทุกขานุปัสนา … โดยความเป็นสุข … อนัตตานุปัสนา … โดยความเป็นตน … นิพพิทานุปัสนา …
โดยความเพลิดเพลิน …วิราคานุปัสนา … โดยความกำหนัด … นิโรธานุปัสนา … โดยความเป็น
เหตุเกิดปฏินิสสัคคานุปัสนา … โดยความถือมั่น … อนิมิตตานุปัสนา … โดยมีนิมิตเครื่องหมาย
… อัปปณิหิตานุปัสนา … โดยเป็นที่ตั้ง … สุญญตานุปัสนาเป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม
พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็น
สีติสิยาวิโมกข์สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติยาวิโมกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑
ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ
การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป เป็นญาณอันมีความเย็นอย่างเยี่ยม พ้นจากความ
เดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็น
สีติสิยาวิโมกข์ ฯลฯ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยายพึงมีได้อย่างนี้ ฯ
การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ใน
จักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ เป็นญาณอันมีความเย็นอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความ
เร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์
ฯลฯ สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ ด้วย
สามารถแห่งวัตถุโดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ นี้เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (เล่ม 31)

[๔๘๓] ฌานวิโมกข์เป็นไฉน เนกขัมมะเกิด เผากามฉันทะ เพราะเหตุนั้นจึงเป็น
ฌาน เนกขัมมะเกิดพ้นไป เผาพ้นไป เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌานวิโมกข์ ธรรมเกิด ย่อมเผา ฌายี
บุคคลย่อมรู้กิเลสที่เกิดและที่ถูกเผา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌานวิโมกข์ ความไม่พยาบาทเกิด เผา
ความพยาบาท เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน ความไม่พยาบาทเกิดพ้นไป เผาพ้นไป … อาโลกสัญญาเกิด
เผาถีนมิทธะ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน ความไม่ฟุ้งซ่านเกิด เผาอุทธัจจะ … การกำหนดธรรมเกิด
เผาวิจิกิจฉา … ญาณเกิด เผาอวิชชา … ความปราโมทย์เกิดเผาอรติ … ปฐมฌานเกิด เผานิวรณ์
เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน ฯลฯ อรหัตมรรคเกิด เผากิเลสทั้งปวง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน เกิด
พ้นไป เผาพ้นไปเพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌานวิโมกข์ ธรรมเกิด ย่อมเผา ฌายีบุคคลย่อมรู้กิเลสที่
เกิดและที่ถูกเผา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌานวิโมกข์ นี้เป็นฌานวิโมกข์ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (เล่ม 31)

[๔๘๔] อนุปาทาจิตตวิโมกข์เป็นไฉน อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทาจิตต
วิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดย
ปริยาย พึงมีได้ ฯ
คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร ฯ
อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น
จึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ทุกขานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นสุข … อนัตตานุ
ปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นตัวตน… นิพพิทานุปัสนาญาณ พ้นจากความ
ถือมั่นโดยความเพลิดเพลิน … วิราคานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความกำหนัด … นิโรธานุ
ปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นเหตุเกิด … ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ พ้นจาก
ความถือมั่นโดยความถือผิด … อนิมิตตานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยนิมิต …อัปปณิหิตานุ
ปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยเป็นที่ตั้ง … สุญญตานุปัสนาญาณพ้นจากความถือมั่นโดย
ความยึดมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทาจิตต
วิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย
พึงมีได้อย่างนี้ ฯ
ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป พ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นสภาพ
เที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูป
พ้นจากความถือมั่นโดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑
เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถ
แห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ
ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ในสังขาร ใน
วิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะพ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุ
นั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่า ในชราและมรณะ พ้น
จากความถือมั่นโดยความยึดมั่นเพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑
เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑
ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (เล่ม 31)

[๔๘๕] อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทานเท่าไร ทุกขานุปัสนาญาณ
อนัตตานุปัสนาญาณ นิพพิทานุปัสนาญาณ วิราคานุปัสนาญาณ นิโรธานุปัสนาญาณ ปฏิ
นิสสัคคานุปัสนาญาณ อนิมิตตานุปัสนาญาณ อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ สุญญตานุปัสนา
ญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทานเท่าไร ฯ
อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ ทุกขานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจาก
อุปาทาน ๑ อนัตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ นิพพิทานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจาก
อุปาทาน ๑ วิราคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑นิโรธานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจาก
อุปาทาน ๔ ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ อนิมิตตานุปัสนาญาณ ย่อม
พ้นจากอุปาทาน ๓ อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ สุญญตานุปัสนาญาณ
ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ ฯ