พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (เล่ม 31)

[๒๗๖] ชื่อว่าโทษ คือ กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง กรรมอันเป็น
เหตุให้สัตว์ไปสู่ภพทั้งปวง เป็นโทษ ความสำคัญในโลกนี้และโทษนี้ว่าเป็นภัยอันแรงกล้า ปรากฏ
แล้วด้วยประการดังนี้ เหมือนความสำคัญในศัตรูผู้เงื้อดาบเข้ามาจะฆ่าฉะนั้น พระตถาคตย่อม
ทรงรู้ ทรงเห็น ทรงทราบชัด ทรงแทงตลอดซึ่งอินทรีย์ ๕ ประการนี้ ด้วยอาการ ๕๐ นี้ นี้เป็น
อินทรียปโรปริยัตตญาณของพระตถาคต ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (เล่ม 31)

[๒๗๗] ญาณในฉันทะเป็นที่มานอน และกิเลสอันนอนเนื่องแห่งสัตว์ทั้งหลาย ของ
พระตถาคต เป็นไฉน ฯ
ในญาณนี้ พระตถาคตย่อมทรงทราบฉันทะเป็นที่มานอน กิเลสอันนอนเนื่อง จริต
อธิมุติ ของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมทรงทราบชัดภัพพสัตว์และอภัพพสัตว์ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (เล่ม 31)

[๒๗๘] ก็ฉันทะเป็นที่มานอนของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน ฯ
สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้อาศัยทิฐิในภพก็มี อาศัยทิฐิในความปราศจากภพก็มี ดังนี้ว่า
โลกเที่ยงบ้าง โลกไม่เที่ยงบ้าง โลกมีที่สุดบ้าง โลกไม่มีที่สุดบ้างชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้นบ้าง
ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่นบ้าง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกบ้าง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตาย
แล้วย่อมไม่เป็นอีกบ้าง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มีบ้าง สัตว์
เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้บ้าง บุคคลไม่ข้องแวะส่วนที่สุด
ทั้งสองนี้เสียแล้ว เป็นอันได้ขันติอันสมควร ในธรรมทั้งหลายอันอาศัยกันคือความมีสิ่งนี้เป็น
ปัจจัยเกิดขึ้น ฯ
อนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบบุคคลผู้เสพกาม ด้วยยถาภูตญาณ คือทรงทราบบุคคล
ผู้เสพกามว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในกาม มีกามเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในกาม ทรงทราบบุคคล
ผู้เสพเนกขัมมะว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในเนกขัมมะมีเนกขัมมะเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในเนกขัมมะ
ทรงทราบบุคคลผู้เสพพยาบาทว่าบุคคลนี้เป็นผู้หนักในพยาบาท มีพยาบาทเป็นที่อาศัย น้อมใจไป
ในพยาบาททรงทราบบุคคลผู้เสพความไม่พยาบาทว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในความไม่พยาบาท
มีความไม่พยาบาทเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในความไม่พยาบาท ทรงทราบบุคคลผู้เสพถีนมิทธะว่า
บุคคลนี้เป็นผู้หนักในถีนมิทธะ มีถีนมิทธะเป็นที่อาศัยน้อมใจไปในถีนมิทธะ ทรงทราบบุคคล
ผู้เสพอาโลกสัญญาว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในอาโลกสัญญา มีอาโลกสัญญาเป็นที่อาศัย น้อมใจไป
ในอาโลกสัญญา ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (เล่ม 31)

[๒๗๙] ก็กิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน ฯ
กิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลาย คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย กามราคานุสัยของหมู่สัตว์ ย่อมนอน
เนื่องในอารมณ์อันเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ปฏิฆานุสัยของหมู่สัตว์ ย่อมนอนเนื่องในอารมณ์อัน
ไม่เป็นที่รักที่ยินดีในโลก อวิชชาตกไปตามในธรรมสองประการนี้ ดังนี้ มานะ ทิฐิ และวิจิกิจฉา
ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับอวิชชานั้น ก็พึงเห็นดังนั้น นี้เป็นกิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลาย ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (เล่ม 31)

[๒๘๐] ก็จริตของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิ
สังขาร เป็นภูมิน้อยก็ตาม เป็นภูมิมากก็ตาม นี้เป็นจริตของสัตว์ทั้งหลาย ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (เล่ม 31)

[๒๘๑] ก็อธิมุติของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน สัตว์ทั้งหลายมีอธิมุติเลวก็มี มีอธิมุติ
ประณีตก็มี สัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุติเลว ย่อมสมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ผู้มีอธิมุติเลวเหมือนกัน
สัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุติประณีต ย่อมสมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ผู้มีอธิมุติประณีตเหมือนกัน
แม้ในอดีตกาล สัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุติเลว ก็สมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ผู้มีอธิมุติเลวเหมือนกัน
สัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุติประณีต ก็สมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ผู้มีอธิมุติประณีตเหมือนกัน แม้ใน
อนาคตกาล สัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุติเลว ก็จักสมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ผู้มีอธิมุติเหมือนกัน
สัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุติประณีต ก็จัดสมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ ผู้มีอธิมุติประณีตเหมือนกัน
นี้เป็นอธิมุติของสัตว์ทั้งหลาย ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (เล่ม 31)

[๒๘๒] อภัพพสัตว์เป็นไฉน สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยธรรมเป็นเครื่องกั้น คือ
กรรม กิเลส วิบาก เป็นผู้ไม่มีศรัทธาไม่มีฉันทะ มีปัญญาทราม ไม่อาจย่างเข้าสู่สัมมัตตนิยาม
ในกุศลธรรมทั้งหลาย เหล่านี้
เป็นอภัพพสัตว์ ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (เล่ม 31)

[๒๘๓] ภัพพสัตว์เป็นไฉน สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่ประกอบด้วยธรรมเป็นเครื่องกั้น คือ
กรรม กิเลส วิบาก เป็นผู้มีศรัทธา มีฉันทะ มีปัญญา อาจย่างเข้าสู่สัมมัตตนิยามในกุศลธรรม
ทั้งหลายเหล่านี้เป็นภัพพสัตว์ นี้เป็นญาณในฉันทะเป็นที่มานอน และกิเลสอันนอนเนื่องแห่งสัตว์
ทั้งหลาย ของพระตถาคต ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (เล่ม 31)

[๒๘๔] ยมกปาฏิหาริยญาณของพระตถาคตเป็นไฉน ฯ
ในญาณนี้ พระตถาคตย่อมทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ไม่สาธารณะด้วยหมู่พระสาวก คือ
ท่อไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องบน สายน้ำพุ่งออกจากพระกายเบื้องล่าง ท่อไฟพุ่งออกจากพระกาย
เบื้องล่าง สายน้ำพุ่งออกจากพระกายเบื้องบนท่อไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องหน้า สายน้ำพุ่งออก
จากพระกายเบื้องหลัง ท่อไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องหลัง สายน้ำพุ่งออกจากพระกายเบื้องหน้า
ท่อไฟพุ่งออกจากพระเนตรเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากพระเนตรเบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากพระ
เนตรเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากพระเนตรเบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากช่องพระกรรณเบื้องขวา
สายน้ำพุ่งออกจากช่องพระกรรณเบื้องซ้ายท่อไฟพุ่งออกจากช่องพระกรรณเบื้องซ้ายสายน้ำพุ่งออกจาก
ช่องพระกรรณเบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากช่องพระนาสิกเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากช่องพระนาสิก
เบื้องซ้ายท่อไฟพุ่งออกจากช่องพระนาสิกเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากช่องพระนาสิกเบื้องขวา ท่อไฟ
พุ่งออกจากจะงอยพระอังสาเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากจะงอยพระอังสาเบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจาก
จะงอยพระอังสาเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากจะงอยพระอังสาเบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากพระหัตถ์
เบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องซ้าย สายน้ำพุ่ง
ออกจากพระหัตถ์เบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากพระปรัสเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากพระปรัสเบื้อง
ซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากพระปรัสเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากพระปรัสเบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจาก
พระบาทเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากพระบาทเบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากพระบาทเบื้องซ้าย สายน้ำ
พุ่งออกจากพระบาทเบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากพระองคุลี สายน้ำพุ่งออกจากระหว่างพระองคุลี
ท่อไฟพุ่งออกจากระหว่างพระองคุลี สายน้ำพุ่งออกจากพระองคุลี ท่อไฟพุ่งออกจากพระโลมาเส้น
หนึ่ง ๆ สายน้ำพุ่งออกจากพระโลมาเส้นหนึ่ง ๆ ท่อไฟพุ่งออกจากขุมพระโลมา สายน้ำพุ่งออก
จากขุมพระโลมา (พระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระสรีรกายด้วยสามารถ) แห่งวรรณ ๖ คือ สีเขียว
สีเหลือง สีแดง สีขาวสีแสด สีเลื่อมประภัสสร พระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรม พระพุทธนิมิต
ประทับยืนประทับนั่ง หรือทรงไสยาสน์ พระผู้มีพระภาคประทับยืน พระพุทธนิมิตเสด็จจงกรม
ประทับนั่งหรือทรงไสยาสน์ พระผู้มีพระภาคประทับนั่ง พระพุทธนิมิตเสด็จจงกรม ประทับยืน
หรือทรงไสยาสน์ พระผู้มีพระภาคทรงไสยาสน์พระพุทธนิมิตเสด็จจงกรม ประทับยืน หรือ
ประทับนั่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรมประทับนั่ง หรือทรงไสยาสน์ พระพุทธนิมิตประทับยืน
พระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรม ประทับยืน หรือทรงไสยาสน์ พระพุทธนิมิตประทับนั่ง พระผู้มี
พระภาคประทับยืน ประทับนั่งหรือเสด็จจงกรม พระพุทธนิมิตทรงไสยาสน์ นี้เป็นยมกปาฏิหาริย
ญาณของพระตถาคต ฯ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (เล่ม 31)

[๒๘๕] มหากรุณาสมาปัตติญาณของพระตถาคตเป็นไฉน ฯ
พระผู้มีพระภาคทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาเห็นอยู่ด้วยอาการเป็นอันมาก จึง
ทรงแผ่พระมหากรุณาไปในหมู่สัตว์ คือพระผู้มีพระภาคทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงเห็นอยู่ว่า โลก
สันนิวาสอันไฟติดโชนแล้ว จึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปในหมู่สัตว์ พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ทรง
เห็นอยู่ว่า โลกสันนิวาสยกพลแล้ว … โลกสันนิวาสเคลื่อนพลแล้ว … โลกสันนิวาสเดินทางผิดแล้ว …
โลกอันชรานำเข้าไป มิได้ยั่งยืน … โลกไม่มีที่ต้านทาน ไม่เป็นใหญ่ … โลกไม่มีอะไรเป็นของตน
จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป … โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่มเป็นทาสแห่งตัณหา … โลกสันนิวาส
ไม่มีที่ต้านทาน … โลกสันนิวาสไม่มีที่เร้น …โลกสันนิวาสไม่มีที่พึ่ง … โลกสันนิวาสไม่เป็นที่
พึ่งของใคร … โลกสันนิวาสฟุ้งซ่าน ไม่สงบ … โลกสันนิวาสมีลูกศร ถูกลูกศรเป็นจำนวนมาก
เสียบแทงแล้วใครอื่นนอกจากเราผู้จะถอนลูกศรทั้งหลายของโลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี … โลก
สันนิวาสมีความมืดตื้อคืออวิชชาปิดกั้นไว้ ถูกใส่เข้าไปยังกรงกิเลส ใครอื่นนอกจาก เราซึ่งจะแสดง
ธรรมเป็นแสงสว่างแก่โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี … โลกสันนิวาสตกอยู่ในอำนาจอวิชชา เป็นผู้มืด
อันอวิชชาหุ้มห่อไว้ ยุ่งดังเส้นด้าย พันกันเป็นกลุ่มก้อน นุงนังดังหญ้าปล้อง หญ้ามุงกระต่าย ไม่
ล่วงพ้นสงสาร คือ อบายทุคติและวินิบาต … โลกสันนิวาสถูกอวิชชามีโทษเป็นพิษแทงติดอยู่แล้ว
มีกิเลสเป็นโทษ … โลกสันนิวาสรกชัฏด้วยราคะโทสะและโมหะ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยสาง
รกชัฏให้แก่โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี … โลกสันนิวาสถูกกองตัณหาสวมไว้ … โลกสันนิวาสถูกข่าย
ตัณหาครอบไว้ … โลกสันนิวาสถูกกระแสตัณหาพัดไป … โลกสันนิวาสถูกตัณหาเป็นเครื่องคล้อง
ไว้ … โลกสันนิวาสซ่านไปเพราะตัณหานุสัย … โลกสันนิวาสเดือดร้อนด้วยความเดือดร้อน
เพราะตัณหา …โลกสันนิวาสเร่าร้อนด้วยความเร่าร้อนเพราะตัณหา … โลกสันนิวาสถูกกองทิฐิ
สวมไว้ … โลกสันนิวาสถูกข่ายทิฐิครอบไว้ … โลกสันนิวาสถูกกระแสทิฐิพัดไป… โลกสันนิวาส
ถูกทิฐิเป็นเครื่องคล้อง คล้องไว้ … โลกสันนิวาสซ่านไปเพราะทิฏฐานุสัย … โลกสันนิวาสเดือด
ร้อนด้วยความเดือดร้อนเพราะทิฏฐิ … โลกสันนิวาสเร่าร้อนด้วยความเร่าร้อนเพราะทิฏฐิ … โลก
สันนิวาสไปตามชาติ …โลกสันนิวาสซมซานไปเพราะชรา … โลกสันนิวาสถูกพยาธิครอบงำ …โลก
สันนิวาสถูกมรณะห้ำหั่น … โลกสันนิวาสตกอยู่ในกองทุกข์ … โลกสันนิวาสถูกตัณหาซัดไป
โลกสันนิวาสถูกกำแพงคือชราแวดล้อมไว้ … โลกสันนิวาสถูกบ่วงมัจจุคล้องไว้ … โลกสันนิวาสถูก
ผูกไว้ด้วยเครื่องผูกเป็นอันมาก คือเครื่องผูกคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฐิ กิเลส ทุจริต
ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยแก้เครื่องผูกให้แก่โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี … โลกสันนิวาสเดินไป
ตามทางแคบมาก ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยชี้ทางสว่างให้แก่โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี … โลก
สันนิวาสถูกความกังวลเป็นอันมากพัวพันไว้ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยตัดความกังวลให้แก่โลก
สันนิวาสนั้น เป็นไม่มี …โลกสันนิวาสตกลงไปในเหวใหญ่ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยฉุดโลก
สันนิวาสนั้นให้ขึ้นพ้นจากเหว เป็นไม่มี … โลกสันนิวาสเดินทางกันดารมาก ใครอื่นนอกจากเราผู้
จะช่วยให้โลกสันนิวาสนั้นข้ามพ้นทางกันดารได้ เป็นไม่มี … โลกสันนิวาสเดินทางไปในสังสารวัฏ
ใหญ่ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยให้โลกสันนิวาสนั้นพ้นจากสังสารวัฏได้ เป็นไม่มี … โลกสันนิวาส
กลิ้งเกลือกอยู่ในหล่มใหญ่ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยฉุดโลกสันนิวาสนั้น ให้พ้นจากหล่มได้ เป็น
ไม่มี …โลกสันนิวาสร้อนอยู่บนเครื่องร้อนเป็นอันมากถูกไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ
ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสครอบงำไว้ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะ
ช่วยดับไฟเหล่านั้นให้แก่โลกสันนิวาสนั้นได้เป็นไม่มี … โลกสันนิวาสทุรนทุราย เดือดร้อนเป็นนิตย์
ไม่มีอะไรต้านทานต้องรับอาชญา ต้องทำตามอาชญา … โลกสันนิวาสถูกผูกด้วยเครื่องผูกในวัฏฏะ
ปรากฏอยู่ที่ตะแลงแกง ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยโลกสันนิวาสนั้นให้หลุดพ้นได้เป็นไม่มี …
โลกสันนิวาสไม่มีที่พึ่ง ควรได้รับความกรุณาอย่างยิ่ง ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยต้านทานให้แก่
โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี … โลกสันนิวาสถูกทุกข์เสียบแทงบีบคั้นมานาน … โลกสันนิวาสติดใจ
กระหายอยู่เป็นนิตย์ … โลกสันนิวาสเป็นโลกบอด ไม่มีจักษุ … โลกสันนิวาสมีนัยน์ตาเสื่อมไป ไม่มี
ผู้นำ… โลกสันนิวาสแล่นไปสู่ทางผิด หลงทางแล้ว ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยพาโลกสันนิวาส
นั้นมาสู่ทางอริยะ เป็นไม่มี … โลกสันนิวาสแล่นไปสู่ห้วงโมหะใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยฉุด
โลกสันนิวาสนั้นให้ขึ้นจากห้วงโมหะ เป็นไม่มี …โลกสันนิวาสถูกทิฐิ ๒ อย่างกลุ้มรุม … โลก
สันนิวาสปฏิบัติผิดด้วยทุจริต ๓ อย่าง …โลกสันนิวาสเต็มไปด้วยกิเลสเครื่องประกอบ ถูกกิเลส
เครื่องประกอบ ๔ อย่างประกอบไว้ … โลกสันนิวาสถูกกิเลสเครื่องร้อยกรอง ๔ อย่างร้อยไว้ …
โลกสันนิวาสถือมั่นด้วยอุปาทาน ๔ … โลกสันนิวาสขึ้นสู่คติ ๕ … โลกสันนิวาสกำหนัดอยู่ด้วย
กามคุณ ๕ … โลกสันนิวาสถูกนิวรณ์ ๕ ทับไว้ … โลกสันนิวาสวิวาทกันอยู่ด้วยมูลเหตุวิวาท ๖ อย่าง …
โลกสันนิวาสกำหนัดอยู่ด้วยกองตัณหา ๖ …โลกสันนิวาสถูกทิฐิ ๖ กลุ้มรุมแล้ว … โลกสันนิวาส
ซ่านไปเพราะอนุสัย ๗ …โลกสันนิวาสถูกสังโยชน์ ๗ เกี่ยวคล้องไว้ … โลกสันนิวาสฟูขึ้นเพราะ
มานะ ๗… โลกสันนิวาสเวียนอยู่เพราะโลกธรรม ๘ … โลกสันนิวาสเป็นผู้ดิ่งลงเพราะมิจฉัตตะ ๘ …
โลกสันนิวาสประทุษร้ายกันเพราะบุรุษโทษ ๘ … โลกสันนิวาสมุ่งร้ายกันเพราะอาฆาตวัตถุ ๙ … โลก
สันนิวาสพองขึ้นเพราะมานะ ๙ อย่าง …โลกสันนิวาสกำหนัดอยู่เพราะธรรมอันมีตัณหาเป็นมูล ๙ …
โลกสันนิวาสย่อมเศร้าหมองเพราะกิเลสวัตถุ ๑๐ … โลกสันนิวาสมุ่งร้ายกันเพราะอาฆาตวัตถุ ๑๐ …
โลกสันนิวาสประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐ … โลกสันนิวาสถูกสังโยชน์ ๑๐ เกี่ยวคล้องไว้ …
โลกสันนิวาสเป็นผู้ดิ่งลงเพราะมิจฉัตตะ ๑๐ … โลกสันนิวาสประกอบด้วยมิจฉาทิฐิมีวัตถุ ๑๐ …
โลกสันนิวาสประกอบด้วยสักกายทิฐิมีวัตถุ ๑๐… โลกสันนิวาสต้องเนิ่นช้าเพราะตัณหาเครื่องให้
เนิ่นช้า ๑๐๘ พระผู้มีพระภาคทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาเห็นว่า โลกสันนิวาสถูกทิฐิ ๖๒
กลุ้มรุมจึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปให้หมู่สัตว์ว่า ส่วนเราเป็นผู้ข้ามได้แล้ว แต่สัตว์โลกยังข้าม
ไม่ได้ ส่วนเราเป็นผู้พ้นไปแล้ว แต่สัตว์โลกยังไม่พ้นไป ส่วนเราทรมานได้แล้ว แต่สัตว์โลกยัง
ทรมานไม่ได้ ส่วนเราสงบแล้ว แต่สัตว์โลกยังไม่สงบส่วนเราเป็นผู้เบาใจแล้ว แต่สัตว์โลกยัง
ไม่เบาใจ ส่วนเราเป็นผู้ดับรอบแล้วแต่สัตว์โลกยังไม่ดับรอบ ก็เราเป็นผู้ข้ามได้แล้ว จะช่วยให้
สัตว์โลกข้ามได้ด้วยเราเป็นผู้พ้นไปแล้ว จะช่วยให้สัตว์โลกพ้นไปด้วย เราทรมานได้แล้ว จะช่วย
ให้สัตว์โลกทรมานได้ด้วย เราเป็นผู้สงบแล้ว จะช่วยให้สัตว์โลกสงบด้วยเราเป็นผู้เบาใจแล้ว
จะช่วยให้สัตว์โลกเบาใจด้วย เราเป็นผู้ดับรอบแล้ว จะช่วยให้สัตว์โลกดับรอบด้วย พระผู้มีพระภาค
ทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาเห็นดังนี้จึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปในหมู่สัตว์ นี้เป็นมหากรุณา
สมาปัตติญาณของพระตถาคต ฯ