พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (เล่ม 30)

[๕๗๘] ความถือตัว ในคำว่า มานะ ในอุเทศว่า มานมกฺขปฺปหายีโน ดังนี้ โดยอาการ
อย่างหนึ่ง คือ ความพองแห่งจิต. ความถือตัวโดยอาการ ๒ อย่าง คือ ความถือตัวในการยกตน ๑
ความถือตัวในการข่มผู้อื่น ๑. ความถือตัวโดยอาการ ๓ อย่าง คือ ความถือตัวว่า เราดีกว่าเขา ๑
เราเสมอเขา ๑ เราเลวกว่าเขา ๑. ความถือตัวโดยอาการ ๔ อย่าง คือ บุคคลให้ความถือตัวเกิด
เพราะลาภ ๑ เพราะยศ ๑ เพราะสรรเสริญ ๑ เพราะสุข ๑. ความถือตัวโดยอาการ ๕ อย่าง คือ
บุคคลให้ความถือตัวเกิดว่า เราเป็นผู้ได้รูปที่ชอบใจ ๑ เราเป็นผู้ได้เสียงที่ชอบใจ ๑ เอาเป็นผู้ได้
กลิ่นที่ชอบใจ ๑ เราเป็นผู้ได้รสที่ชอบใจ ๑ เราเป็นผู้ได้โผฏฐัพพะที่ชอบใจ ๑. ความถือตัวโดย
อาการ ๖ อย่าง คือ บุคคลให้ความถือตัวเกิดเพราะความถึงพร้อมแห่งจักษุ ๑ เพราะความถึง
พร้อมแห่งหู ๑ เพราะความถึงพร้อมแห่งจมูก ๑ เพราะความถึงพร้อมแห่งลิ้น ๑ เพราะความถึง
พร้อมแห่งกาย ๑ เพราะความถึงพร้อมแห่งใจ ๑. ความถือตัวโดยอาการ ๗ อย่าง คือ ความถือ
ตัว ๑ ความถือตัวจัด ๑ ความถือตัวเกินกว่าความถือตัว ๑ ความดูหมิ่น ๑ ความ
ดูแคลน ๑ ความถือตัวว่าเรามี ๑ ความถือตัวผิด ๑. ความถือตัวโดยอาการ ๘ อย่าง คือ บุคคล
ให้ความถือตัวเกิดเพราะลาภ ๑ ให้ความดูหมิ่นเกิดเพราะความเสื่อมลาภ ๑ ให้ความถือตัวเกิด
เพราะยศ ๑ ให้ความดูหมิ่นเกิดเพราะความเสื่อมยศ ๑ ให้ความถือตัวเกิดเพราะความสรรเสริญ ๑
ให้ความดูหมิ่นเกิดเพราะความนินทา ๑ ให้ความถือตัวเกิดเพราะสุข ๑ ให้ความดูหมิ่นเกิดเพราะ
ทุกข์ ๑. ความถือตัวโดยอาการ ๙ อย่าง คือ ความถือตัวว่า เราดีกว่าเขาที่ดี ๑ เราเสมอเขาที่ดี ๑
เราเลวกว่าเขาที่ดี ๑ เราดีกว่าเขาที่เสมอกัน ๑ เราเสมอเขาที่เสมอกัน ๑ เราเลวกว่าเขาที่เสมอ
กัน ๑ เราดีกว่าเขาที่เลว ๑ เราเสมอเขาที่เลว ๑ เราเลวกว่าเขาที่เลว ๑. ความถือตัวโดย
อาการ ๑๐ อย่าง คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้ความถือตัวเกิดขึ้นเพราะกำเนิดบ้าง เพราะโคตร
บ้างเพราะความเป็นบุตรแห่งสกุลบ้าง เพราะความเป็นผู้มีผิวพรรณงามบ้าง เพราะทรัพย์บ้าง
เพราะความเชื้อเชิญบ้าง เพราะบ่อเกิดแห่งการงานบ้าง เพราะบ่อเกิดแห่งศิลปะบ้าง เพราะฐาน
แห่งวิชชาบ้าง เพราะการศึกษาเล่าเรียนบ้าง เพราะปฏิภาณบ้าง เพราะวัตถุอื่นบ้าง ความถือตัว
กิริยาที่ถือตัวความเป็นผู้ถือตัว ความพองจิต ความมีมานะดังว่าไม้อ้อสูง มานะดังธงไชย มานะ
อันเป็นเหตุให้ยกย่อง ความที่มีจิตใคร่ดังธงนำหน้า นี้ท่านกล่าวว่า ความถือตัว.
ความลบหลู่ กิริยาที่ลบหลู่ ความเป็นผู้ลบหลู่ กรรมอันประกอบด้วยความแข็งกระด้าง
นี้ท่านกล่าวว่าความลบหลู่ในคำว่า มักขะ ดังนี้. ความถือตัวและความลบหลู่ พระผู้มีพระภาค
ผู้ตรัสรู้แล้วทรงละได้แล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มีในภายหลัง ไม่ให้เกิด
ขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้วจึงชื่อว่า ทรงละความถือตัว
และความลบหลู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงละความถือตัวและความลบหลู่.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (เล่ม 30)

[๕๗๙] คำว่า หนฺทาหํ ในอุเทศว่า หนฺทาหํ กิตฺตยิสฺสามิ คิรํ วณฺณูปสญฺหีตํ ดังนี้
เป็นบทสนธิ. ฯลฯ คำว่า หนฺท นี้เป็นไปตามลำดับบท.
คำว่า กิตฺตยิสฺสามิ ความว่า จักระบุ คือ จักแสดง … จักประกาศซึ่งถ้อยคำ วาจา
คำเป็นคลอง คำที่ควรเปล่ง อันเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม
ประกอบด้วยคุณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผิฉะนั้น ข้าพระองค์จักระบุถ้อยคำอันประกอบด้วยคุณ.
เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า
ผิฉะนั้น ข้าพระองค์จักระบุถ้อยคำอันประกอบด้วยคุณ แก่
พระองค์ผู้ทรงละมลทินและความหลงแล้ว ผู้ทรงละความถือตัว
และความลบหลู่.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (เล่ม 30)

[๕๘๐] พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว มีพระสมันตจักษุ ทรงบรรเทาความ
มืด ทรงถึงที่สุดโลก ล่วงภพทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะ
ทรงละทุกข์ทั้งหมดแล้ว มีพระนามจริง เป็นผู้ประเสริฐอัน
ข้าพระองค์นั่งใกล้แล้ว.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (เล่ม 30)

[๕๘๑] คำว่า ทรงบรรเทาความมืด ในอุเทศว่า ตโมนุโท พุทฺโธ สมนฺตจกฺขุ ดังนี้
ความว่า พระผู้มีพระภาคทรงบรรเทา ทรงกำจัด ทรงละ ทรงบรรเทาให้พินาศ ทรงทำให้สิ้นสุด
ให้ถึงความไม่มี ซึ่งความมืดคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส ทุจริต อันทำให้บอด
ทำให้ไม่มีจักษุ ทำไม่ให้มีญาณ อันดับปัญญา เป็นฝ่ายความลำบาก ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ทรงบรรเทาความมืด.
คำว่า พุทฺโธ คือ พระผู้มีพระภาค ฯลฯ พระนามว่า พุทโธ นี้ เป็นสัจฉิกาบัญญัติ.
สัพพัญญุตญาณท่านกล่าวว่าสมันตจักษุ ในคำว่า ผู้มีพระสมันตจักษุ. ฯลฯ เพราะเหตุนั้น
พระตถาคตจึงชื่อว่า ผู้ตรัสรู้แล้ว มีพระสมันตจักษุ ทรงบรรเทาความมืด.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (เล่ม 30)

[๕๘๒] คำว่า โลก ในอุเทศว่า โลกนฺตคู สพฺพภวาติวตฺโต ดังนี้ คือ โลก ๑
ได้แก่โลกคือภพ. โลก ๒ คือ ภวโลกเป็นสมบัติ ๑ ภวโลกเป็นวิบัติ ๑. โลก ๓ คือ เวทนา ๓.
โลก ๔ คือ อาหาร ๔. โลก ๕ คือ อุปาทานขันธ์ ๕. โลก ๖ คือ อายตนภายใน ๖. โลก ๗
คือ วิญญาณฐิติ ๗. โลก ๘ คือ โลกธรรม ๘. โลก ๙ คือ สัตตาวาส ๙. โลก ๑๐ คือ
อุปกิเลส ๑๐. โลก ๑๑ คือ กามภพ ๑๑. โลก ๑๒ คือ อายตนะ ๑๒. โลก ๑๘ คือ ธาตุ ๑๘.
คำว่า ทรงถึงที่สุดโลก ความว่า พระผู้มีพระภาคทรงถึงที่สุด ถึงส่วนสุดแห่งโลกแล้ว
ไปสู่ที่สุดถึงที่สุดแห่งโลกแล้ว ฯลฯ ไปนิพพานถึงนิพพานแล้ว. พระผู้มีพระภาคนั้น มีธรรม
เป็นเครื่องอยู่ทรงอยู่จบแล้ว มีจรณะทรงประพฤติแล้ว ฯลฯ ไม่มีสงสารคือ ชาติ ชราและมรณะ
ไม่มีภพใหม่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงถึงที่สุดโลก.
คำว่า ภพ ในอุเทศว่า สพฺพภวาติวตฺโต ดังนี้ คือ ภพ ๒ ได้แก่ กรรมภพ ๑ ปุนภพ
อันมีในปฏิสนธิ ๑. กรรมภพเป็นไฉน? ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร
นี้เป็นกรรมภพ.
ปุนภพอันมีในปฏิสนธิเป็นไฉน? รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมีในปฏิสนธิ
นี้เป็นปุนภพอันมีในปฏิสนธิ
พระผู้มีพระภาคทรงเป็นไปล่วง ทรงล่วงเลย ทรงก้าวล่วงซึ่งกรรมภพและปุนภพอันมี
ในปฏิสนธิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทรงถึงที่สุดโลก เป็นไปล่วงภพทั้งปวง.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (เล่ม 30)

[๕๘๓] อาสวะ ในคำว่า ไม่มีอาสวะ ในอุเทศว่า อนาสโว สพฺพทุกฺขปฺปหีโน
ดังนี้ มี ๔ คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ อาสวะเหล่านั้น พระผู้มีพระภาค
ผู้ตรัสรู้แล้วทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ถึงความไม่มีใน
ภายหลัง ให้มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้วจึง
ชื่อว่า ไม่มีอาสวะ.
คำว่า ทรงละทุกข์ทั้งปวง ความว่า ทุกข์ทั้งหมด คือ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์
มรณทุกข์ โสกทุกข์ ปริเทวทุกข์ ทุกขทุกข์ โทมนัสทุกข์ อุปายาสทุกข์ ฯลฯ ทุกข์แต่ความ
ฉิบหายแห่งทิฏฐิ อันมีมาแต่ปฏิสนธิ. พระผู้มีพระภาคนั้นทรงละได้แล้ว ตัดขาดแล้ว ระงับ
แล้ว ไม่ให้อาจเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว
จึงชื่อว่า ละทุกข์ ทั้งปวง.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (เล่ม 30)

[๕๘๔] คำว่า มีพระนามจริง ในอุเทศว่า สจฺจวฺหโย พฺรหฺมุปาสิโต เม ดังนี้ ความ
ว่า มีพระนามเหมือนนามจริง พระผู้มีพระภาคพระนามว่าวิปัสสี พระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิขี
พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเวสสภู พระผู้มีพระภาคพระนามว่ากกุสันธะ พระผู้มีพระภาคพระนาม
ว่าโกนาคมน์ พระผู้มีพระภาคพระนามว่า กัสสป พระผู้มีพระภาคทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว มีพระ
นามเช่นเดียวกัน มีพระนามเหมือนนามจริง. พระผู้มีพระภาคศากยมุนีมีพระนามเหมือนกัน คือ
มีพระนามเหมือนนามจริงของพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้วเหล่านั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น พระผู้มี
พระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่า มีพระนามจริง.
คำว่า เป็นผู้ประเสริฐ อันข้าพระองค์นั่งใกล้แล้ว ความว่า พระผู้มีพระภาคนั้นอันข้า
พระองค์นั่ง เข้านั่ง นั่งใกล้ กำหนดถาม สอบถามแล้ว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า มีพระนามจริง
เป็นผู้ประเสริฐ อันข้าพระองค์นั่งใกล้แล้ว. เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า
พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว มีพระสมันตจักษุ ทรงบรรเทาความมืด
ทรงถึงที่สุดโลก ล่วงภพทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะ ทรงละทุกข์
ทั้งหมดแล้ว มีพระนามจริง เป็นผู้ประเสริฐอันข้าพระองค์นั่ง
ใกล้แล้ว.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (เล่ม 30)

[๕๘๕] นกละป่าเล็กแล้ว พึงอาศัยป่าใหญ่ที่มีผลไม้มากอยู่ ฉันใด
ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ละแล้วซึ่งพวกพราหมณ์ที่มีปัญญาน้อย
อาศัยแล้วซึ่งพระองค์ เป็นดังว่าหงส์อาศัยสระใหญ่ที่มีน้ำ
มาก ฉะนี้.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (เล่ม 30)

[๕๘๖] นกท่านกล่าวว่า ทิชะ ในอุเทศว่า ทิโช ยถา กุพฺพสกํ ปหาย พหุปฺผลํ
กานนฺนอาวสยฺย ดังนี้.
เพราะเหตุไรนกท่านจึงกล่าว ทิชะ. นกเกิด ๒ ครั้ง คือ เกิดแต่ท้องแม่ครั้งหนึ่ง เกิด
แต่กะเปาะฟองครั้งหนึ่ง เพราะเหตุนั้น. นกท่านจึงเรียกว่า ทิชะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทิชะ.
คำว่า ละป่าเล็กน้อย … ฉันใด ความว่า นกละทิ้ง ล่วงเลยแล้วซึ่งป่าน้อยที่มีอาหาร
เครื่องกินน้อย มีน้ำน้อย ไปประสบพบได้ป่าใหญ่ซึ่งเป็นไพรสณฑ์ที่มีต้นไม้มาก มีผลไม้ดก
มีอาหารเครื่องกินมาก ที่อื่น สำเร็จความอยู่ในไพรสณฑ์นั้น ฉันใด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นก
ละป่าเล็กน้อย อาศัยป่าใหญ่ที่มีผลไม้มากอยู่ ฉันใด.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (เล่ม 30)

[๕๘๗] คำว่า เอวํ ในอุเทศว่า เอวมาหํ อปฺปทสฺเส ปหาย มโหทธึ หํสริวชฺฌปตฺโต
ดังนี้ เป็นเครื่องยังอุปมาให้ถึงพร้อมเฉพาะ.
คำว่า ละแล้วซึ่งพวกพราหมณ์ที่มีปัญญาน้อย ความว่า พาวรีพราหมณ์ และพวก
พราหมณ์อื่นซึ่งเป็นอาจารย์ของพาวรีพราหมณ์นั้น เปรียบเทียบเข้ากะพระผู้มีพระภาคแล้ว ก็เป็น
ผู้มีปัญญาน้อย คือ มีปัญญานิดหน่อย มีปัญญาเล็กน้อย มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มี
ปัญญาเลวทราม. ข้าพระองค์ละทิ้ง ล่วง ล่วงเลยแล้วซึ่งพราหมณ์เหล่านั้น ผู้มีปัญญาน้อย คือ
มีปัญญานิดหน่อย มีปัญญาเล็กน้อย มีปัญญาต่ำช้า มีปัญญาลามก มีปัญญาเลวทราม ประสบ
พบแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว มีปัญญาเลิศ มีปัญญาประเสริฐ มีปัญญาวิเศษ มีปัญญา
อุดม สูงสุด ไม่มีใครเสมอ เสมอด้วยพระพุทธเจ้าที่ไม่มีใครเสมอ ไม่มีใครเปรียบเทียบ
เป็นบุคคลหาใครเปรียบมิได้ เป็นเทวดาล่วงเทวดา เป็นผู้องอาจกว่านรชน เป็นบุรุษสีหะ
เป็นบุรุษนาค เป็นบุรุษอาชาไนย เป็นบุรุษแกล้วกล้า เป็นบุรุษผู้นำธุระไป มีพลธรรม ๑๐
เป็นผู้คงที่ หงส์พึงประสบ พบ ได้ซึ่งสระใหญ่ที่พวกมนุษย์ทำไว้ สระอโนดาต หรือมหาสมุทร
ที่ไม่กำเริบ มีน้ำนับไม่ถ้วน ฉันใด ข้าพระองค์เป็นพราหมณ์ชื่อปิงคิยะ ประสบ พบ ได้แล้ว
ซึ่งพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ผู้ไม่กำเริบ มีเดชนับไม่ถ้วน มีญาณแตกฉาน มีพระจักษุเปิด
แล้ว ทรงฉลาดในประเภทแห่งปัญญา มีปฏิสัมภิทา ทรงบรรลุแล้ว ถึงเวสารัชชญาณ ๔ แล้ว
น้อมพระทัยไปในผลสมาบัติอันบริสุทธิ์ มีพระองค์ขาวผ่อง มีพระวาจามิได้เป็นสอง เป็นผู้คงที่
มีปฏิญาณอย่างนั้น เป็นผู้ไม่เล็กน้อย เป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้มีธรรมลึก มีคุณอันใครๆ นับไม่ได้
มีคุณยากที่จะหยั่งถึง มีรัตนะมาก มีคุณเสมอด้วยสาคร ประกอบด้วยอุเบกขามีองค์ ๖ ไม่มี
ใครเปรียบปาน มีธรรมไพบูลย์ ประมาณมิได้ มีพระคุณเช่นนั้น ตรัสธรรมอันเลิศกว่าพวกที่
กล่าวกัน เช่นภูเขาสิเนรุเลิศกว่าภูเขาทั่วไป ครุฑเลิศกว่านกทั่วไป สีหมฤคเลิศกว่ามฤคทั่วไป
สมุทรเลิศกว่าห้วงน้ำทั่วไป เป็นพระพุทธชินะอันสูงสุด ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น จึง
ชื่อว่า ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ละแล้วซึ่งพวกพราหมณ์ที่มีปัญญาน้อย อาศัยแล้วซึ่งพระองค์ เป็น
ดังว่าหงส์ อาศัยสระใหญ่ที่มีน้ำมาก ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า
นกละป่าเล็กแล้ว อาศัยป่าใหญ่ที่มีผลไม้มากอยู่ ฉันใด
ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ละแล้วซึ่งพวกพราหมณ์ที่มีปัญญาน้อย
อาศัยแล้วซึ่งพระองค์ เป็นดังว่าหงส์อาศัยสระใหญ่ ที่มี
น้ำมาก ฉะนั้น.