พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (เล่ม 30)

[๕๒๘] คำว่า เดือดร้อน ในอุเทศว่า สนฺตาปชาเต ชรสา ปรเต ดังนี้ ความว่า
ผู้เดือดร้อนเพราะชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เพราะ
ทุกข์อันมีในนรก ฯลฯ เพราะทุกข์ เพราะความฉิบหายแห่งทิฏฐิ ผู้เกิดจัญไร เกิดอุบาทว์ เกิด
ความขัดข้อง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เดือดร้อน.
คำว่า อันชราถึงรอบด้านแล้ว ความว่า ผู้อันชราถูกต้อง ถึงรอบด้าน ประชุมลง ไป
ตามชาติ ชราก็แล่นตาม พยาธิก็ครอบงำ มรณะก็ห้ำหัน ไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่ซ่อนเร้น
ไม่ถืออะไรเป็นสรณะ ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เดือดร้อน อันชราถึงรอบ
ด้านแล้ว.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (เล่ม 30)

[๕๒๙] คำว่า ตสฺมา ในอุเทศว่า ตสฺมา ตุวํ ปิงฺคิย อปฺปมตฺโต ดังนี้ ความว่า
เพราะเหตุนั้น คือ เพราะการณะนั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น คือ เมื่อ
เห็นโทษในตัณหาอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่าน.
คำว่า เป็นผู้ไม่ประมาท ความว่า เป็นผู้ทำโดยความเคารพ ทำเนืองๆ ไม่ประมาทแล้ว
ในกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาท.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (เล่ม 30)

[๕๓๐] รูปตัณหา … ธรรมตัณหา ชื่อว่า ตัณหา ในอุเทศว่า ชหสฺส ตณฺหํ
อปุนพฺภวาย ดังนี้,
คำว่า จงละตัณหา ความว่า จงละ จงละขาด บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความ
ไม่มีซึ่งตัณหา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จงละตัณหา. คำว่า เพื่อความไม่เกิดต่อไป ความว่า
รูปของท่านพึงดับในภพนี้นี่แหละ ฉันใด ความมีปฏิสนธิอีก ไม่พึงบังเกิด คือ ไม่พึงเกิด
ไม่พึงเกิดพร้อม ไม่พึงบังเกิด ไม่พึงบังเกิดเฉพาะในกามธาตุ … หรือวัฏฏะ พึงดับ สงบ ถึง
ความตั้งอยู่ไม่ได้ ระงับไป ในภพนี้นี่แหละ ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จงละตัณหา
เสียเพื่อความไม่เกิดต่อไป. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
ท่านเห็นอยู่ซึ่งหมู่มนุษย์ผู้ถูกตัณหาครอบงำ เดือดร้อน อันชรา
ถึงรอบข้างแล้ว. ดูกรปิงคิยะ เพราะเหตุนั้น ท่านจงเป็นผู้
ไม่ประมาท ละตัณหาเสียเพื่อความไม่เกิดต่อไป.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (เล่ม 30)

[๕๓๑] พร้อมด้วยเวลาจบพระคาถา ธรรมจักษุอันปราศจากกิเลสธุลี ปราศจากมลทิน
เกิดขึ้นแก่สัตว์หลายพันผู้มีฉันทะเป็นอันเดียวกัน มีประโยคเป็นอันเดียวกัน มีความประสงค์
เป็นอันเดียวกัน มีการอบรมวาสนาเป็นอันเดียวกัน กับปิงคิยพราหมณ์นั้น ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา. ส่วนปิงคิยพราหมณ์นั้น
มีธรรมจักษุ (อนาคามิมรรค) อันปราศจากกิเลสธุลี ปราศจากมลทิน เกิดขึ้นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา. หนังเสือ ชฎา ผ้า.
คากรอง ไม้เท้า เต้าน้ำ ผมและหนวดหายไปแล้ว พร้อมกับการได้ธรรมจักษุ. พระปิงคิยะนั้น
เป็นภิกษุทรงผ้ากาสายะเป็นบริขาร ทรงสังฆาฏิ บาตและจีวร ทำความเคารพด้วยการปฏิบัติเป็นไป
ตามประโยชน์ นั่งนมัสการ พระผู้มีพระภาคประกาศว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาค
เป็นพระศาสดาของข้าพระองค์, ข้าพระองค์เป็นสาวก ฉะนี้แล.
จบ ปิงคิยมาณวกปัญหานิทเทสที่ ๑๖.
—————
โสฬสมาณวกปัญหานิทเทส
ว่าด้วยปัญหาของมาณพทั้ง ๑๖ คน

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (เล่ม 30)

[๕๓๒] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเช่นนี้แล้ว คือ เมื่อประทับอยู่ที่ปาสาณกเจดีย์แคว้น
มคธ พราหมณ์ ๑๖ คน ทั้งปิงคิยพราหมณ์ผู้เป็นบริจาริกา ทูลเชื้อเชิญถามแล้วๆ ทรงพยากรณ์แล้ว
ซึ่งปัญหา.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (เล่ม 30)

[๕๓๓] คำว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเช่นนี้แล้ว ความว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสแล้ว
ซึ่งปารายนสูตรนี้. คำว่า ภควา นี้เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ. ฯลฯ คำว่า ภควา นี้ เป็น
สัจฉิกาบัญญัติ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเช่นนี้แล้ว.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (เล่ม 30)

[๕๓๔] คำว่า ประทับอยู่ … แคว้นมคธ ความว่า ใกล้ชนบท มีชื่อว่ามคธ. คำว่า
วิหรนฺโต ความว่า ประทับอยู่ คือ ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นไป รักษา บำรุง เยียวยา.
พระพุทธอาสน์ ท่านกล่าวว่า ปาสาณเจดีย์ ในอุเทศว่า ปาสาณเก เจติเย ดังนี้ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ประทับอยู่ที่ปาสาณเจดีย์แคว้นมคธ.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (เล่ม 30)

[๕๓๕] คำว่า พราหมณ์ ๑๖ คน ทั้งปิงคิยพราหมณ์ผู้เป็นบริจาริกา ความว่า พราหมณ์
คนนั้น ทั้งปิงคิยพราหมณ์ผู้เป็นคนรับใช้ใกล้ชิดผู้ประเสริฐ ที่ปรารถนาของพาวรีพราหมณ์ แม้
ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้จึงชื่อว่า พราหมณ์ ๑๖ คน ทั้งปิงคิยพราหมณ์เป็นบริจาริกา.
อีกอย่างหนึ่ง พราหมณ์ ๑๖ คนนั้น พึงเป็นบริจาริกาผู้ประเสริฐ ที่ปรารถนาแห่งพระ
ผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้จึงชื่อว่า พราหมณ์ ๑๖ คน ทั้งปิงคิยพราหมณ์
ผู้เป็นบริจาริกา.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (เล่ม 30)

[๕๓๖] คำว่า ทูลเชื้อเชิญถามแล้วๆ ทรงพยากรณ์แล้วซึ่งปัญหา ความว่า ทูลเชื้อเชิญ
อาราธนาแล้ว. คำว่า ถามแล้วๆ ความว่า ถามแล้วๆ คือ ทูลอาราธนาแล้ว เชื้อเชิญให้
ทรงประสาทแล้ว. คำว่า ทรงพยากรณ์แล้วซึ่งปัญหา ความว่า ทรงพยากรณ์แล้ว คือ ตรัสบอก …
ทรงประกาศแล้วซึ่งปัญหา เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทูลเชื้อเชิญถามแล้วๆ ทรงพยากรณ์แล้ว
ซึ่งปัญหา.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒ ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส (เล่ม 30)

[๕๓๗] ถ้าแม้บุคคลรู้ทั่วถึงอรรถ รู้ทั่วถึงธรรม แห่งปัญหาหนึ่งๆ พึงปฏิบัติธรรม
สมควรแก่ธรรมไซร้ พึงถึงฝั่งแห่งชราและมรณะ. เพราะว่าธรรมเหล่านี้เป็นที่ตั้งแห่งการให้ถึงฝั่ง.
เพราะเหตุนั้น คำว่า ปารายนะนั้นแล เป็นชื่อของธรรมปริยายนี้.