พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๘๙๖] ชื่อว่า ผู้ไม่ทรงหลอกลวง ในคำว่า ผู้ไม่หลอกลวง ผู้มาเป็นพระคณาจารย์
มีอธิบายว่า วัตถุแห่งความหลอกลวง ๓ อย่าง คือ วัตถุแห่งความหลอกลวงกล่าวด้วยการซ่อง
เสพปัจจัย ๑ วัตถุแห่งความหลอกลวงกล่าวด้วยอิริยาบถ ๑ วัตถุแห่งความหลอกลวงกล่าวด้วย
การพูดเลียบเคียง ๑.
วัตถุแห่งความหลอกลวงกล่าวด้วยการซ่องเสพปัจจัยเป็นไฉน? พวกคฤหบดีในโลกนี้
ย่อมนิมนต์ภิกษุด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร. ภิกษุนั้นมีความ
ปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ มีความต้องการด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและ
คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร อาศัยความเป็นผู้อยากได้มาก ย่อมบอกคืนจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร. พูดอย่างนี้ว่า ประโยชน์อะไรแก่สมณะด้วยจีวรมีค่ามาก การที่
สมณะเที่ยวเลือกเก็บผ้าเก่าจากป่าช้า กองหยากเยื่อหรือร้านตลาด แล้วทำสังฆาฏิใช้ เป็นการ
สมควร ประโยชน์อะไรแก่สมณะด้วยบิณฑบาตมีค่ามาก การที่สมณะสำเร็จความเป็นอยู่ ด้วย
ก้อนข้าวที่ได้มาด้วยปลีแข้ง โดยความประพฤติแสวงหา เป็นการสมควร ประโยชน์อะไรแก่
สมณะด้วยเสนาสนะมีค่ามาก การที่สมณะอยู่โคนต้นไม้ อยู่ที่ป่าช้าหรืออยู่ที่แจ้ง เป็นการสมควร
ประโยชน์อะไรแก่สมณะด้วยคิลานปัจจัยเภสัชบริขารมีค่ามาก การที่สมณะพึงทำยาด้วยน้ำมูตรเน่า
หรือชิ้นลูกสมอ เป็นการสมควร ภิกษุนั้นอาศัยความเป็นผู้อยากได้มาก จึงทรงจีวรที่เศร้าหมอง
ฉันบิณฑบาตที่เศร้าหมอง ซ่องเสพเสนาสนะที่เศร้าหมอง และฉันคิลานปัจจัยเภสัชบริขารที่
เศร้าหมอง. พวกคฤหบดีเห็นภิกษุนั้นแล้ว ย่อมทราบอย่างนี้ว่าสมณะนี้เป็นผู้มีความปรารถนาน้อย
สันโดษชอบสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะปรารภความเพียร มีวาทะกำจัดกิเลส ก็ยิ่งนิมนต์เธอ
ด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร. ภิกษุนั้นก็กล่าวว่า เพราะประจวบด้วย
เหตุ ๓ ประการ กุลบุตรผู้มีศรัทธา ก็ประสบบุญมาก คือ เพราะประจวบด้วยศรัทธา ๑ เพราะประ
จวบด้วยไทยธรรม ๑ เพราะประจวบด้วยทักขิไณยบุคคล ๑ ท่านทั้งหลายมีศรัทธานี้อยู่ มีไทยธรรม
นี้อยู่ ทั้งอาตมาก็เป็นปฏิคาหก (ผู้ทักขิไณยบุคคล) ถ้าอาตมาจักไม่รับ ท่านทั้งหลายก็จักเสื่อม
จากบุญไป อาตมาไม่มีความต้องการด้วยปัจจัยนี้ ก็แต่ว่าอาตมาจะรับด้วยความอนุเคราะห์ท่าน
ทั้งหลาย จำเดิมแต่นั้น ภิกษุนั้นก็รับจีวรมาก รับบิณฑบาตมาก รับเสนาสนะมาก รับคิลาน
ปัจจัยเภสัชบริขารมาก. ความทำหน้ายู่ยี่ ความเป็นผู้มีหน้ายู่ยี่ ความหลอกลวง กิริยาที่หลอกลวง
ความเป็นผู้หลอกลวง เห็นปานนี้ เรียกว่าวัตถุแห่งความหลอกลวงกล่าวด้วยการซ่องเสพปัจจัย.
วัตถุแห่งความหลอกลวงกล่าวด้วยอิริยาบถเป็นไฉน? ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้
มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ มีความประสงค์ในการยกย่อง คิดว่า ประชุมชน
จักยกย่องเราด้วยอุบายอย่างนี้ จึงสำรวมการเดิน สำรวมการยืน สำรวมการนั่ง สำรวมการนอน
ย่อมตั้งสติเดิน ตั้งสติยืน ตั้งสตินั่ง ตั้งสตินอน ทำเหมือนภิกษุมีสมาธิเดิน ทำเหมือนภิกษุมี
สมาธิยืน ทำเหมือนภิกษุมีสมาธินั่ง ทำเหมือนภิกษุมีสมาธินอน และทำเหมือนภิกษุที่เจริญ
อาปาถกฌาน (เจริญฌานต่อหน้าพวกมนุษย์). การตั้งใจทำ การทำ การดำรงอิริยาบถ ความ
ทำหน้ายู่ยี่ ความเป็นผู้มีหน้ายู่ยี่ ความหลอกลวง กิริยาที่หลอกลวง ความเป็นผู้หลอกลวง
เห็นปานนี้ เรียกว่า วัตถุแห่งความหลอกลวงกล่าวด้วยอิริยาบถ.
วัตถุแห่งความหลอกลวงกล่าวด้วยการพูดเลียบเคียงเป็นไฉน? ภิกษุบางรูปในธรรม
วินัยนี้ มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ มีความประสงค์ในการยกย่อง คิดว่า
ประชุมชนจักยกย่องเราด้วยอุบายอย่างนี้ จึงกล่าววาจาอิงอริยธรรม คือ พูดว่า สมณะใดทรง
จีวรอย่างนี้ สมณะนั้นมีศักดิ์มาก สมณะใดทรงบาตรอย่างนี้ … ทรงภาชนะโลหะอย่างนี้ … ทรง
ธรรมกรกอย่างนี้ … ทรงผ้ากรองน้ำอย่างนี้ … ถือลูกกุญแจอย่างนี้ … สวมรองเท้าอย่างนี้ … ใช้
ประคดสำหรับคาดกายอย่างนี้ … ใช้สายโยกบาตรอย่างนี้ สมณะนั้นมีศักดิ์มาก. พูดว่า สมณะ
ใดมีอุปัชฌายะอย่างนี้ มีอาจารย์อย่างนี้ … มีพวกร่วมอุปัชฌายะอย่างนี้ … มีพวกร่วมอาจารย์
อย่างนี้ … มีมิตรอย่างนี้ … มีพวกอย่างนี้ … มีพวกที่คบกันมาอย่างนี้ … มีสหายอย่างนี้ …
สมณะนั้นมีศักดิ์มาก. พูดว่า สมณะใดอยู่ในวิหารเช่นนี้ … อยู่ในเรือนมีหลังคาแถบเดียวอย่าง
นี้ … อยู่ในปราสาทอย่างนี้ … อยู่ในเรือนมีหลังคาโล้นอย่างนี้ … อยู่ในถ้ำอย่างนี้ … อยู่ในที่
เร้นอย่างนี้ … อยู่ในกุฎีอย่างนี้ … อยู่ในเรือนยอดอย่างนี้ … อยู่ในซุ้มประตูอย่างนี้ … อยู่ใน
โรงกลมอย่างนี้ … อยู่ในโรงที่พัก (ปะรำ) อย่างนี้ … อยู่ในศาลาที่ประชุมอย่างนี้ … อยู่ใน
มณฑปอย่างนี้ … อยู่ที่โคนต้นไม้อย่างนี้ … สมณะนั้นมีศักดิ์มาก. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้วาง
หน้าเฉยเมย ทำหน้ายู่ยี่ หลอกลวง ปลิ้นปล้อน ตลบตะแลง อันผู้อื่นสรรเสริญ ด้วยความ
ที่ตนวางหน้าว่า สมณะนี้ได้วิหารสมบัติอันมีอยู่เห็นปานนี้ ภิกษุนั้น ย่อมกล่าวถ้อยคำเช่นนั้น
อันปฏิสังยุตด้วยโลกุตรธรรม และนิพพาน อันลึกลับ สุขุม ละเอียด ปิดบัง. ความทำหน้า
ยู่ยี่ ความเป็นผู้มีหน้ายู่ยี่ ความหลอกลวง กิริยาที่หลอกลวง ความเป็นผู้หลอกลวง เห็นปาน
นี้ เรียกว่า วัตถุแห่งความหลอกลวงกล่าวด้วยการพูดเลียบเคียง.
วัตถุแห่งความหลอกลวง ๓ อย่างนี้ อันพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละ ตัดขาด
สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ให้ควรเกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟคือญาณ เพราะเหตุนั้น พระผู้มี
พระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว จึงชื่อว่าผู้ไม่หลอกลวง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่หลอกลวง.
ว่าด้วยพระพุทธเจ้าทรงเป็นพระคณาจารย์

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๘๙๗] คำว่า ผู้มาเป็นพระคณาจารย์ ความว่า พระผู้มีพระภาคชื่อว่า คณีเพราะ
อรรถว่า มีคณะ. พระผู้มีพระภาคชื่อว่าเป็นคณีพระอรรถว่า เป็นพระคณาจารย์. ชื่อว่าเป็น
คณีเพราะอรรถว่า เป็นพระศาสดาของคณะ ชื่อว่าเป็นคณีเพราะอรรถว่า พระองค์ทรงบริหาร
คณะ ชื่อว่าเป็นคณีเพราะอรรถว่า พระองค์ตรัสสอนคณะ. ชื่อว่าเป็นคณีเพราะอรรถว่า พระ
องค์ทรงพร่ำสอนคณะ. ชื่อว่าเป็นคณีเพราะอรรถว่า พระองค์มีความองอาจเสด็จเข้าไปสู่คณะ
ชื่อว่าเป็นคณีเพราะอรรถว่า คณะย่อมฟังด้วยดีต่อพระองค์ เงี่ยโสตลงฟัง เข้าไปตั้งจิตเพื่อ
ความรู้. ชื่อว่าเป็นคณีเพราะอรรถว่า พระองค์ยังคณะให้ออกจากอกุศล ให้ตั้งอยู่เฉพาะใน
กุศล ชื่อว่าเป็นคณีของคณะภิกษุ. ชื่อว่าเป็นคณีของคณะภิกษุณี. ชื่อว่าเป็นคณีของคณะ
อุบาสก. ชื่อว่าเป็นคณีของคณะอุบาสิกา. ชื่อว่าเป็นคณีของคณะพระราชา. ชื่อว่าเป็นคณีของ
คณะกษัตริย์. ชื่อว่าเป็นคณีของคณะพราหมณ์. ชื่อว่าเป็นคณีของคณะแพศย์. ชื่อว่าเป็นคณี
ของคณะศูทร. ชื่อว่าเป็นคณีของคณะเทวดา. ชื่อว่าเป็นคณีของคณะพรหม. พระผู้มีพระภาค
เป็นผู้มีหมู่ มีคณะเป็นพระคณาจารย์เสด็จมา เข้ามา เข้ามาพร้อม ถึงพร้อมแล้วซึ่งสังกัสส
นคร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ไม่หลอกลวง ผู้มาเป็นพระคณาจารย์.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๘๙๘] คำว่า ของคนหมู่มาก ในคำว่า ของคนหมู่มากซึ่งเนื่องในศาสนานี้ ความว่า
ของกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา มนุษย์ เป็นอันมาก.
คำว่า เนื่อง คือ เป็นผู้เนื่อง มีความประพฤติเนื่องกัน เป็นผู้บำรุง เป็นศิษย์ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ของคนหมู่มากซึ่งเนื่องในศาสนานี้.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๘๙๙] คำว่า เรามีความประสงค์ด้วยปัญหาจึงมา ความว่า เราเป็นผู้มีความประสงค์
ด้วยปัญหามาแล้ว คือ เรามีความประสงค์เพื่อจะทูลถามปัญหามาแล้ว เรามีความประสงค์เพื่อ
จะฟังปัญหามาแล้ว แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เรามีความประสงค์ด้วยปัญหาจึงมา. อีก
อย่างหนึ่ง ความมา ความก้าวไปเฉพาะ ความเข้าไปหา ความเข้าไปนั่งใกล้ พึงมีแก่ชน
ทั้งหลาย ผู้มีความต้องการด้วยปัญหา ผู้ถามปัญหา ผู้ประสงค์เพื่อจะฟังปัญหา แม้ด้วยเหตุ
อย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เรามีความประสงค์ด้วยปัญหาจึงมา. อีกอย่างหนึ่ง อาคม (สูตร)
แห่งปัญหาของพระองค์มีอยู่ พระองค์เป็นผู้สามารถจะตรัสถาม กล่าวแก้กับข้าพระองค์ ข้อนี้
จงเป็นภาระของพระองค์ แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้ จึงชื่อว่า เรามีความประสงค์ด้วยปัญหาจึงมา
เพราะเหตุนั้น พระสารีบุตรเถระจึงกราบทูลว่า
ข้าพระองค์มีความประสงค์ด้วยปัญหา จึงมาถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ผู้ไม่อาศัย ผู้คงที่ ผู้ไม่หลอกลวง ผู้มาเป็นพระคณาจารย์ของคนหมู่
มากซึ่งเนื่องในศาสนานี้.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๙๐๐] เมื่อภิกษุเกลียดอยู่ ซ่องเสพที่นั่งอันว่างเปล่า รุกขมูล สุสาน หรือที่
นั่งในถ้ำแห่งบรรพตทั้งหลาย
ว่าด้วยปฏิปทาของภิกษุ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๙๐๑] คำว่า เมื่อภิกษุ ในคำว่า เมื่อภิกษุเกลียดอยู่ ความว่า เมื่อภิกษุที่เป็น
กัลยาณปุถุชน หรือที่เป็นเสขชน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อภิกษุ. คำว่า เกลียดอยู่ คือ
เกลียด อึดอัด ระอา เบื่อหน่าย ด้วยชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์
โทมนัส อุปายาส ทุกข์ในนรก ทุกข์ในดิรัจฉานกำเนิด ทุกข์ในเปรตวิสัย ทุกข์ในมนุษย์
ทุกข์มีความเกิดในครรภ์เป็นมูล ทุกข์มีความตั้งอยู่ในครรภ์เป็นมูล ทุกข์มีความคลอดจากครรภ์
เป็นมูล ทุกข์ที่ติดตามสัตว์ผู้เกิด ทุกข์อันเนื่องแต่ผู้อื่นแห่งสัตว์ผู้เกิด ทุกข์เกิดแต่ความ
ขวนขวายของตน ทุกข์เกิดแต่ความขวนขวายของผู้อื่น ทุกข์ที่เกิดแต่ทุกขเวทนา (ทุกขเวทนา
มีในกายและใจ) ทุกข์เกิดแต่สังขาร ทุกข์เกิดแต่ความแปรปรวน ทุกข์เพราะโรคจักษุ ทุกข์
เพราะโรคหู ทุกข์เพราะโรคจมูก ทุกข์เพราะโรคลิ้น ทุกข์เพราะโรคกาย ทุกข์เพราะโรคศรีษะ
ทุกข์เพราะโรคในหู ทุกข์เพราะโรคปาก ทุกข์เพราะโรคจากฟัน โรคไอ โรคหืด โรคไข้หวัด
โรคไข้พิษ โรคไข้เซื่องซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก
โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู โรคหิดเปื่อย โรคหิดด้าน โรคหูด
โรคละลอก โรคคุดทะราด โรคอาเจียนโลหิต โรคดีเดือด โรคเบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง
โรคริดสีดวง อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน
อาพาธสันนิบาต อาพาธเกิดแต่ฤดูแปรปรวน อาพาธเกิดแต่การบริหารไม่สม่ำเสมอ อาพาธ
เกิดแต่ความเพียรเกินกำลัง อาพาธเกิดแต่วิบากของกรรม ความหนาว ความร้อน ความหิว
ความกระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ทุกข์เกิดแต่ความสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด
และสัตว์เลื้อยคลาน ทุกข์เพราะมารดาตาย ทุกข์เพราะบิดาตาย ทุกข์เพราะพี่ชายน้องชายตาย
ทุกข์เพราะพี่หญิงน้องหญิงตาย ทุกข์เพราะบุตรตาย ทุกข์เพราะธิดาตาย ทุกข์เพราะความ
ฉิบหายแห่งญาติ ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งโภคทรัพย์ ทุกข์เพราะความฉิบหายอันเกิดแต่โรค
ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งศีล ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อ
ภิกษุเกลียดอยู่

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๙๐๒] คำว่า ซ่องเสพที่นั่งอันว่างเปล่า ความว่า ที่ใดเป็นที่นั่ง คือ เตียง ตั่ง
ฟูก เสื่อ ท่อนหนัง เครื่องลาดด้วยหญ้า เครื่องลาดด้วยใบไม้ เครื่องลาดด้วยฟาง ที่นั้น
เรียกว่าที่นั่ง. ที่นั่งนั้น ว่าง เปล่า สงัด เงียบจากการเห็นรูปไม่เป็นที่สบาย ว่าง เปล่า
สงัด เงียบจากการได้ยินเสียงไม่เป็นที่สบาย ฯลฯ ว่าง เปล่า สงัด เงียบจากเบญจกามคุณ
ไม่เป็นที่สบาย เมื่อภิกษุซ่องเสพ ซ่องเสพเสมอ เสพอาศัย ซ่องเสพเฉพาะที่นั่งนั้น
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เมื่อภิกษุซ่องเสพที่นั่งอันว่างเปล่า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๙๐๓] คำว่า รุกขมูล สุสาน ความว่า รุกขมูล คือโคนต้นไม้ สุสานคือป่าช้า
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า รุกขมูล สุสาน.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๙๐๔] คำว่า หรือที่นั่งในถ้ำแห่งบรรพตทั้งหลาย ความว่า บรรพต คือภูเขา
กันทระคือซอก คิริคุหาคือถ้ำในภูเขา ท้องภูเขาแห่งภูเขาทั้งหลาย เรียกว่า ระหว่างภูเขา
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หรือที่นั่งในถ้ำแห่งบรรพตทั้งหลาย. เพราะเหตุนั้น พระสารีบุตรเถระ
จึงทูลถามว่า
เมื่อภิกษุเกลียดอยู่ ซ่องเสพที่นั่งอันว่างเปล่า รุกขมูล สุสาน หรือ
ที่นั่งในถ้ำแห่งบรรพตทั้งหลาย

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๙๐๕] ในที่นอนทั้งหลายอันสูงและต่ำ ภิกษุร้องอยู่ เพราะในที่นั้นมีอารมณ์
อันน่าหวาดเสียว อันเป็นเหตุให้ภิกษุไม่พึงหวั่นไหว ในที่นอนที่นั่ง
อันไม่มีเสียงกึกก้อง
ว่าด้วยที่นอนสูงต่ำ