พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๗๘๖] คำว่า เพราะฉะนั้น ในคำว่า เพราะฉะนั้นแหละ … ในศาสนาของพระผู้มี
พระภาคนั้น ความว่า เพราะฉะนั้น เพราะการณะนั้น เพราะเหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะ
นิทานนั้น. คำว่า ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคนั้น ความว่า ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคนั้น
คือ ในศาสนาของพระโคดม ในพุทธศาสนา ในศาสนาของพระชินเจ้า ในศาสนาของพระ
ตถาคต ในศาสนาของท่านผู้เป็นเทพ ในศาสนาของพระอรหันต์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะ
ฉะนั้นแหละ … ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคนั้น.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๗๘๗] คำว่า พึงเป็นผู้ไม่ประมาท ในคำว่า ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่ประมาท นมัสการอยู่
พึงตามศึกษาในกาลทุกเมื่อ พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ ความว่า ภิกษุพึงเป็นผู้ทำโดยความเคารพ
ฯลฯ ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลายฝ่ายกุศล. คำว่า ในกาลทุกเมื่อ คือ ในกาลทุกเมื่อ ในกาล
ทั้งปวง ฯลฯ ในตอนวัยหลัง. คำว่า นมัสการอยู่ ความว่า นมัสการ สักการะ เคารพ นับ
ถือ บูชา ยำเกรง ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยจิต ด้วยความปฏิบัติเป็นไปตามประโยชน์หรือด้วย
ความปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม. คำว่า พึงหมั่นศึกษา ความว่า สิกขา ๓ คือ อธิศีลสิกขา
อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ฯลฯ นี้ชื่อว่าอธิปัญญาสิกขา. ภิกษุนึกถึงสิกขาทั้ง ๓ นี้อยู่ ก็พึง
ศึกษา ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งอยู่ ก็พึงศึกษา พึงประพฤติเอื้อเฟื้อ ประพฤติ
เอื้อเฟื้อด้วยดี สมาทานประพฤติ. คำว่า ภควา เป็นคำกล่าวด้วยความเคารพ ฯลฯ เป็น
สัจฉิกาบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่ประมาท … นมัสการอยู่ พึงหมั่นศึกษาใน
กาลทุกเมื่อ พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
ก็ภิกษุนั้นเป็นผู้ครอบงำ ไม่ถูกครอบงำ ได้เห็นแล้วซึ่งสักขิธรรมโดยไม่
ต้องเชื่อต่อผู้อื่น เพราะฉะนั้นแหละ ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่ประมาทในศาสนา
ของพระผู้มีพระภาคนั้น นมัสการอยู่ พึงหมั่นศึกษาในกาลทุกเมื่อ
พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล.
จบ ตุวฏกสุตตนิทเทสที่ ๑๔.
—————-
อัตตทัณฑสุตตนิทเทสที่ ๑๕

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๗๘๘] (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า) ภัยเกิดแต่อาชญาของตน ท่านทั้งหลายจงดู
คนที่ทุ่มเถียงกัน เราจักแสดงความสังเวชตามที่เราได้สังเวชมาแล้ว.
ว่าด้วยภัย ๒ เกิดจาก อาชญา ๓ อย่าง

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๗๘๙] ชื่อว่าอาชญา ในคำว่า ภัยเกิดแต่อาชญาของตน ได้แก่อาชญา ๓ อย่าง คือ
อาชญาทางกาย ๑ อาชญาทางวาจา ๑ อาชญาทางใจ ๑. กายทุจริต ๓ ชื่อว่าอาชญาทางกาย
วจีทุจริต ๔ ชื่อว่าอาชญาทางวาจา มโนทุจริต ๓ ชื่อว่าอาชญาทางใจ. ชื่อว่าภัย คือ ภัย ๒
อย่าง ได้แก่ภัยมีในชาตินี้ ๑ ภัยมีในชาติหน้า ๑. ภัยมีในชาตินี้เป็นไฉน? บุคคลบางคนใน
โลกนี้ ประพฤติทุจริตด้วยกาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจ ฆ่าสัตว์บ้าง
ลักทรัพย์บ้าง ตัดที่ต่อบ้าง ปล้นทุกหลังคาเรือนบ้าง ปล้นเฉพาะเรือนหลังเดียวบ้าง ดักแย่งชิง
อยู่ที่หนทางเปลี่ยวบ้าง คบชู้ภรรยาแห่งชายอื่นบ้าง พูดเท็จบ้าง. พวกราชบุรุษจับคนผู้นั้นได้แล้ว
ทูลแด่พระราชาว่า ขอเดชะ บุรุษผู้นี้เป็นโจร ประพฤติชั่ว พระองค์จงลงอาชญาที่ทรงพระ
ประสงค์แก่บุรุษนี้เถิด. พระราชาก็ทรงตวาดบริภาษคนผู้นั้น. คนนั้นต้องเสวยทุกข์โทมนัสแม้
เพราะเหตุที่ถูกบริภาษ. ทุกข์โทมนัสนั้นเป็นภัยของคนนั้นเกิดแต่อะไร? ภัยนั้นเกิด เกิดพร้อม
บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแต่อาชญาของตน. พระราชายังไม่พอพระทัย แม้ด้วยการบริภาษ
เท่านี้ ย่อมรับสั่งให้จองจำคนนั้นด้วยเครื่องจองจำ คือขื่อคาบ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือเชือกบ้าง
ด้วยเครื่องจองจำคือโซ่ตรวนบ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือหวายบ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือเถาวัลย์บ้าง
ด้วยเครื่องจองจำคือการควบคุมบ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือเครื่องล้อมบ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือบ้าน
บ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือนครบ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือแว่นแคว้นบ้าง ด้วยเครื่องจองจำคือชน
บทบ้าง โดยที่สุดทรงบังคับว่า มันจะหนีจากสถานเป็นที่จำนี้ไปไม่ได้. คนนั้นต้องเสวยทุกข์
โทมนัสแม้เพราะเหตุการจองจำนั้น. ทุกข์โทมนัสนั้นเป็นภัยของคนนั้นเกิดแต่อะไร? ภัยนั้น
เกิด เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแต่อาชญาของตน. พระราชายังไม่พอพระทัย
แม้ด้วยการจองจำนั้น ย่อมรับสั่งให้ริบทรัพย์ของคนนั้นร้อยหนึ่งบ้าง พันหนึ่งบ้าง แสนหนึ่ง
บ้าง. คนนั้นต้องเสวยทุกข์และโทมนัสแม้เพราะเหตุแห่งความเสื่อมทรัพย์. ทุกข์โทมนัสนั้น
เป็นภัยของคนนั้นเกิดแต่อะไร? ภัยนั้นเกิด เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแต่
อาชญาของตน. พระราชายังไม่พอพระทัยแม้ด้วยการริบทรัพย์เท่านั้น ย่อมรับสั่งให้ทำกรรมกรณ์
ต่างๆ กะคนนั้น คือ ให้เฆี่ยนด้วย แส้บ้าง ให้เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง ให้ตีด้วยไม้พลองบ้าง
ให้ตัดมือบ้าง ให้ตัดเท้าบ้าง ให้ตัดทั้งมือทั้งเท้าบ้าง ให้ตัดใบหูบ้าง ให้ตัดจมูกบ้าง ให้ตัดทั้ง
ใบหูทั้งจมูกบ้าง วางก้อนเหล็กแดงบนศีรษะบ้าง ถลกหนังศีรษะออกแล้วขัดให้ขาวเหมือนสังข์
บ้าง ใส่ไฟลุกโพลงเข้าไปในปากจนโลหิตไหลออกเต็มปากเหมือนปากราหูบ้าง พันตัวด้วยผ้าชุบ
น้ำมันแล้วเผาทั้งเป็นบ้าง พันมือด้วยผ้าชุบน้ำมันแล้วจุดไฟให้ลุกเหมือนประทีปบ้าง ถลกหนัง
ตั้งแต่คอลงมาถึงข้อเท้าลากให้เดินเหยียบหนังนั้นจนล้มลงบ้าง ถลกหนังตั้งแต่คอลงมาถึงบั้นเอว
ทำให้เป็นดั่งนุ่งผ้าคากรองบ้าง สวมปลอกเหล็กที่ข้อศอกและเข่าทั้งหมดแล้วเสียบหลาวเหล็ก ๔
ทิศตั้งไว้เผาไฟบ้าง เอาเบ็ดเกี่ยวหนังเนื้อเอ็นออกมาบ้าง เอามีดเฉือนเนื้อออกเป็นแว่นๆ ดัง
เหรียญกษาปณ์บ้าง เฉือนหนังเนื้อเอ็นออกเหลือแต่กระดูกบ้าง แทงหลาวเหล็กที่ช่องหูจนทะลุ
ถึงกันเสียบติดดินแล้วจับหมุนไปโดยรอบบ้าง ทุบให้กระดูกละเอียดแล้วถลกหนังออกเหลือแต่
กองเนื้อดังตั่งใบไม้บ้าง เอาน้ำมันเดือดพล่านรดตัวบ้าง ให้สุนัขกัดกินทั้งเป็นจนเหลือแต่กระดูก
บ้าง เสียบหลาวยกขึ้นนอนหงายทั้งเป็นบ้าง เอาดาบตัดศีรษะบ้าง. คนนั้นต้องเสวยทุกข์โทมนัส
แม้ เพราะเหตุแห่งกรรมกรณ์. ทุกข์โทมนัสนั้นเป็นภัยของคนนั้นเกิดแต่อะไร? ภัยนั้นเกิด
เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแต่อาชญาของตน. พระราชาเป็นใหญ่ในอาชญา ๔
อย่างเหล่านี้. คนนั้นเมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมของ
ตน. พวกนายนิรยบาลย่อมให้ทำกรรมกรณ์อันมีเครื่องจำ ๕ กะสัตว์นั้น คือ (ให้สัตว์นั้นนอน
หงายแล้ว) เอาหลาวเหล็กแดงตรึงไว้ที่มือขวา ๑ ที่มือซ้าย ๑ ที่เท้าขวา ๑ ที่เท้าซ้าย ๑ ที่
ท่ามกลางอก ๑. สัตว์นั้นได้เสวยทุกขเวทนาแสบร้อนร้ายแรงในนรกนั้น แต่ยังไม่ตาย ตลอด
เวลาที่บาปกรรมนั้นยังไม่สิ้น. ทุกข์และโทมนัสนั้นเป็นภัยของสัตว์นั้นเกิดแต่อะไร? ภัยนั้นเกิด
เกิดพร้อม บังเกิด เกิดเฉพาะ ปรากฏแต่อาชญาของตน. พวกนายนิรยบาลให้สัตว์นั้นนอนลง
แล้วเอาผึ่กถาก สัตว์นั้นได้เสวยทุกขเวทนาแสบร้อนร้ายแรงในนรกนั้น แต่ยังไม่ตาย ตลอด
เวลาที่บาปกรรมนั้นยังไม่สิ้น. พวกนายนิรยบาลจับสัตว์นั้นเอาเท้าชี้ขึ้นข้างบน เอาหัวห้อยลงข้าง
ล่างแล้วเอามีดถากเทียมสัตว์นั้นเข้าที่รถแล้ว ให้วิ่งไปข้างหน้าบ้าง ให้วิ่งกลับมาข้างหลังบ้าง
บนแผ่นดินที่ไฟติดทั่ว มีไฟลุกโพลง ฯลฯ พวกนายนิรยบาลไล่ต้อนให้สัตว์นั้น ขึ้นบนภูเขา
ถ่านเพลิงใหญ่ที่ไฟติดทั่ว มีไฟลุกโพลงบ้าง ไล่ต้อนให้ลงจากภูเขานั้นบ้าง ฯลฯ พวกนายนิรย
บาลจับสัตว์นั้นเอาเท้าชี้ขึ้นข้างบน เอาหัวห้อยลงข้างล่าง แล้วเหวี่ยงลงไปในหม้อเหล็กอันร้อน
ที่ไฟติดทั่ว มีไฟลุกโพลง. สัตว์นั้นเดือดพล่านอยู่ในหม้อเหล็กเหมือนฟองน้ำที่เดือด เมื่อเดือด
พล่านอยู่ในหม้อเหล็กเหมือนฟองน้ำที่เดือด บางครั้งก็เดือดพล่านไปข้างบน บางครั้งก็เดือด
พล่านไปข้างล่าง บางครั้งก็เดือดพล่านไปทางขวาง. สัตว์นั้นได้เสวยทุกขเวทนาแสบร้อนร้ายแรง
อยู่ในหม้อเหล็กนั้น แต่ยังไม่ตาย ตลอดเวลาที่บาปกรรมนั้นยังไม่สิ้น. ทุกข์และโทมนัสเป็น
ภัยของสัตว์นั้นเกิดแต่อะไร? ภัยนั้นเกิด เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแต่อาชญา
ของตน. พวกนายนิรยบาลโยนสัตว์นั้นลงไปในมหานรก
ว่าด้วยมหานรก
ก็แหละมหานรกนั้น มีมุมสี่เหลี่ยมจตุรัส มีประตูสี่ช่องซึ่งจำแนกนับ
ออกโดยส่วน มีกำแพงเหล็กล้อมรอบ มีแผ่นเหล็กครอบไว้. มหานรก
นั้นมีภาคพื้นสำเร็จด้วยเหล็ก มีเปลวไฟรุ่งโรจน์ ประกอบด้วยไฟร้อน
แผ่ไปร้อยโยชน์โดยรอบตั้งอยู่ตลอดกาลทั้งปวง มหานรกอันเป็นที่น่า
สยดสยองเผาพลาญสัตว์ให้มีทุกข์ร้ายแรง มีเปลวไฟ แสนยากที่จะเข้า
ใกล้ น่าขนลุกขนพอง น่ากลัว ให้เกิดภัย ให้เกิดทุกข์. กองเปลวไฟ
ตั้งขึ้นแต่ฝาด้านตะวันออกแล้ว แผดเผาเหล่าสัตว์ที่มีบาปกรรม ผ่านไป
กระทบฝาด้านตะวันตก. กองเปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาด้านตะวันตกแล้ว
แผดเผาเหล่าสัตว์ที่มีบาปกรรม ผ่านไปกระทบฝาด้านตะวันออก. กอง
เปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาด้านเหนือแล้ว แผดเผาเหล่าสัตว์ที่มีบาปกรรม ผ่าน
ไปกระทบฝาด้านใต้. กองเปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาด้านใต้แล้ว แผดเผาเหล่า
สัตว์ที่มีบาปกรรม ผ่านไปกระทบฝาด้านเหนือ. กองเปลวไฟที่น่ากลัว
ตั้งขึ้นแต่ภาคพื้นข้างล่างแล้ว แผดเผาเหล่าสัตว์ที่มีบาปกรรม ผ่านไป
กระทบฝาปิดข้างบน. กองเปลวไฟที่น่ากลัวตั้งขึ้นแต่ฝาปิดข้างบนแล้ว
แผดเผาเหล่าสัตว์ที่มีบาปกรรม ผ่านไปกระทบภาคพื้นข้างล่าง. แผ่น
เหล็กที่ไฟติดทั่วร้อนอยู่เสมอ มีไฟลุกรุ่งโรจน์ ฉันใด อเวจีนรกข้างล่าง
ข้างบน และโดยรอบ ก็ฉันนั้น. สัตว์ทั้งหลายในนรกนั้น มีกรรม
หยาบมาก ทำกรรมร้ายแรงมาก มีบาปกรรมโดยส่วนเดียว ย่อมหมก
ไหม้อยู่ แต่ไม่ตาย. ร่างกายของเหล่าสัตว์ที่อยู่ในนรกนั้น เหมือนไฟ
ที่ลุกอยู่ เชิญดูความมั่นคงของกรรม เถ้าและเขม่ามิได้มีเลย. เหล่าสัตว์
วิ่งไปข้างตะวันออกแล้วก็วิ่งย้อนกลับมาข้างตะวันตก วิ่งไปข้างเหนือ
แล้วก็วิ่งย้อนกลับมาข้างใต้. วิ่งไปทิศใดๆ ประตูทิศนั้นๆ ก็ปิดเอง
สัตว์เหล่านั้นมีความหวังเพื่อจะออกเป็นผู้แสวงหาประตูที่จะออก. สัตว์
เหล่านั้นไม่ได้เพื่อจะออกไปจากนรกนั้น เพราะบาปกรรมเป็นปัจจัย
เพราะบาปกรรมที่สัตว์เหล่านั้นทำไว้มาก ยังมิได้ให้ผลหมดสิ้น ดังนี้.
ทุกข์และโทมนัสนั้นเป็นภัยของสัตว์นั้นเกิดแต่อะไร? ภัยนั้นเกิด
เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏแต่อาชญาของตน. ทุกข์ที่มี
ในนรกก็ดี ทุกข์ที่มีในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็ดี ทุกข์ที่มีในเปรตวิสัยก็ดี
ทุกข์ที่มีในมนุษย์ก็ดี ทุกข์เหล่านั้นเกิด เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิด
เฉพาะ ปรากฏแต่อะไรๆ ทุกข์เหล่านั้นเกิด เกิดพร้อม บังเกิด บัง
เกิดเฉพาะ ปรากฏแต่อาชญาของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าภัยเกิดแต่
อาชญาของตน.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๗๙๐] คำว่า คน ในคำว่า ท่านทั้งหลายจงดูคนที่ทุ่มเถียงกัน คือ พวกกษัตริย์
พราหมณ์ แพศย์ ศูทร์ คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา มนุษย์. คำว่า ที่ทุ่มเถียงกัน ความว่า
ท่านทั้งหลายจงดู แลดู เหลียวดู เพ่งดู พิจารณาดู ซึ่งคนที่ทุ่มเถียงกัน คือ คนที่ทะเลาะกัน
คนที่ทำร้ายกัน คนที่ทำร้ายตอบกัน คนที่เคืองกัน คนที่เคืองตอบกัน คนที่ปองร้ายกัน คนที่
ปองร้ายตอบกัน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จงดูคนที่ทุ่มเถียงกัน.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๗๙๑] คำว่า เราจักแสดงความสังเวช ความว่า เราจักแสดง ชี้แจงบอก เล่า
บัญญติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศ ซึ่งความสังเวช คือ ความสะดุ้ง
ความหวาดเสียว ความกลัว ความบีบคั้น ความกระทบ ความเบียดเบียน ความขัดข้อง
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เราจักแสดงความสังเวช.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๗๙๒] คำว่า ตามที่เราได้สังเวชมาแล้ว ความว่า ตามที่เราได้สังเวชมาแล้ว คือ
สะดุ้ง ถึงความหวาดเสียวมาแล้วด้วยตนทีเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ตามที่เราได้สังเวช
มาแล้ว. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
ภัยเกิดแต่อาชญาของตน ท่านทั้งหลายจงดูคนที่ทุ่มเถียงกันเราจักแสดง
ความสังเวช ตามที่เราได้สังเวชมาแล้ว.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๗๙๓] ภัยเข้ามาถึงเราแล้ว เพราะเห็นหมู่สัตว์ดิ้นรนอยู่ เหมือนปลาทั้งหลาย
ดิ้นรนอยู่ในที่มีน้ำน้อย และเพราะเห็นสัตว์ทั้งหลายทำร้ายกันและกัน.
ว่าด้วยทุกข์ต่างๆ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๗๙๔] คำว่า ปชา ในคำว่า เพราะเห็นหมู่สัตว์ดิ้นรนอยู่ เป็นชื่อของสัตว์ ซึ่งหมู่
สัตว์ดิ้นรน กระเสือกกระสน ทุรนทุราย หวั่นไหว เอนเอียงกระสับกระส่ายไปมา ด้วยความ
ดิ้นรนเพราะตัณหา ด้วยความดิ้นรนเพราะทิฏฐิ ด้วยความดิ้นรนเพราะกิเลส ด้วยความดิ้นรน
เพราะทุจริต ด้วยความดิ้นรนเพราะประโยค ด้วยความดิ้นรนเพราะผลกรรม ด้วยราคะของผู้
กำหนัด ด้วยโทสะของผู้ขัดเคือง ด้วยโมหะของผู้หลง ด้วยมานะเป็นเครื่องผูกพัน ด้วยทิฏฐิ
เป็นเครื่องถือมั่น ด้วยความฟุ้งซ่านที่ฟุ้งเฟ้อแล้ว ด้วยความสงสัยที่ไม่แน่ใจ ด้วยอนุสัยที่ถึง
กำลัง ด้วยลาภ ความเสื่อมลาภ ยศ ความเสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์ ชาติ
ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส ทุกข์อันมีในนรก ทุกข์อัน
มีในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ทุกข์อันมีในเปรตวิสัย ทุกข์อันมีในมนุษย์ ทุกข์มีความเกิดในครรภ์
เป็นมูล ทุกข์มีความอยู่ในครรภ์เป็นมูล ทุกข์มีความคลอดจากครรภ์เป็นมูล ทุกข์อันติดตาม
สัตว์ผู้เกิดแล้ว ทุกข์อันเนื่องแต่ผู้อื่นของสัตว์ผู้เกิดแล้ว ทุกข์อันเกิดแต่ความขวนขวายของตน
ทุกข์อันเกิดแต่ความขวนขวายของผู้อื่น ทุกข์อันเนื่องแต่ทุกขเวทนา ทุกข์อันเกิดแต่สังขาร
ทุกข์อันเกิดแต่ความแปรปรวน ทุกข์เพราะโรคตา โรคหู โรคจมูก โรคลิ้น โรคกาย โรคศีรษะ
โรคที่ใบหู โรคปาก โรคฟัน โรคไอ โรคหืด โรคไข้หวัด โรคไข้พิษ โรคไข้เซื่อมซึม โรค
ในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรค
มองคร่อ โรคลมบ้าหมู่ โรคหิดเปื่อย โรคหิดด้าน โรคหูด โรคละลอก โรคคุดทะราด โรค
อาเจียนโลหิต โรคดีเดือด โรคเบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง โรคริดสีดวง อาพาธมีดีเป็น
สมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธสันนิบาต อาพาธ
เกิดเพราะฤดูแปรปรวน อาพาธเกิดเพราะการบริหารไม่สม่ำเสมอ อาพาธเกิดเพราะความเพียร
เกินกำลัง อาพาธเกิดเพราะผลกรรม ด้วยความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย
ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ทุกข์เกิดแก่สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เสือกคลาน
ทุกข์เพราะมารดาตาย ทุกข์เพราะบิดาตาย ทุกข์เพราะพี่ชายน้องชายตาย ทุกข์เพราะพี่หญิงน้อง
หญิงตาย ทุกข์เพราะบุตรตาย ทุกข์เพราะธิดาตาย ทุกข์เพราะญาติตาย ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่ง
โภคทรัพย์ ทุกข์เพราะความฉิบหายอันเกิดแต่โรค ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งศีล ทุกข์เพราะ
ความฉิบหายแห่งทิฏฐิ. คำว่า เพราะเห็น คือ เพราะประสบ พิจารณา เทียบเคียง ให้แจ่มแจ้ง
ทำให้เป็นแจ้ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเห็นหมู่สัตว์ดิ้นรนอยู่.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๗๙๕] คำว่า เหมือนปลาทั้งหลายดิ้นรนอยู่ในที่มีน้ำน้อย ความว่า ปลาทั้งหลายอันกา
นกตะกรุม นกยาง จิกเฉี่ยวฉุดขึ้นกินอยู่ ย่อมดิ้นรน กระเสือกกระสน ทุรนทุราย หวั่นไหว
เอนเอียง กระสับกระส่ายอยู่ในที่มีน้ำน้อย คือ ในที่มีน้ำเล็กน้อย ในที่มีน้ำจะแห้งไป ฉันใด
หมู่สัตว์ย่อมดิ้นรนกระเสือกกระสน ทุรนทุราย หวั่นไหว เอนเอียง กระสับกระส่ายไปมา ด้วย
ความดิ้นรนเพราะตัณหา ฯลฯ ด้วยทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งทิฏฐิ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า เหมือนปลาทั้งหลายดิ้นรนอยู่ในที่มีน้ำน้อย.