พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๖๔๖] คำว่า ก็สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวธรรมของตนว่าบริบูรณ์ ความว่า
ก็สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา
มรรค ของตน อย่างนี้ว่า ธรรมนี้บริบูรณ์ เต็มรอบ ไม่บกพร่อง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ก็สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวธรรมของตนว่าบริบูรณ์.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๖๔๗] คำว่า แต่กล่าวธรรมของผู้อื่นว่าเลว ความว่า สมณพราหมณ์ อีกพวกหนึ่ง
กล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ของสมณพราหมณ์อื่น
อย่างนี้ว่า ธรรมนี้ เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
แต่กล่าวธรรมของสมณพราหมณ์อื่นว่าเลย.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๖๔๘] คำว่า ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาทกัน ความว่า ถือ ยึดถือ ถือมั่น
ยึดมั่น ซึ่งทิฏฐิอย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาทกัน คือ ย่อมทำความทะเลาะกัน ทำความหมายมั่นกัน
ทำความแก่งแย่งกัน ทำความวิวาทกัน ทำความทุ่มเถียงกันว่า ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ ฯลฯ
หรือจงแก้ไขเพื่อปลดเปลื้องวาทะ ถ้าท่านสามารถ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้ว
ย่อมวิวาทกัน.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๖๔๙] คำว่า กล่าวทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง ความว่า กล่าวว่า โลกเที่ยง ฯลฯ สัตว์
เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กล่าวทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัส
ตอบว่า
ก็สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวธรรมของตนว่าบริบูรณ์ แต่กล่าวธรรม
ของผู้อื่นว่าเลว พวกสมณพราหมณ์ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาท
กัน พวกสมณพราหมณ์กล่าวทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๖๕๐] หากว่าบุคคลย่อมเป็นคนเลว เพราะคำที่ผู้อื่นตำหนิไซร้ ใครๆ ก็ไม่พึง
เป็นผู้วิเศษในธรรมทั้งหลาย เพราะว่าปุถุชนย่อมกล่าวธรรมของผู้อื่นโดย
ความเป็นธรรมแล้ว ชนทั้งหลาย เป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมเป็นทาง
ดำเนินของตน.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๖๕๑] คำว่า หากว่าบุคคลพึงเป็นคนเลวเพราะคำที่ผู้อื่นตำหนิไซร้ ความว่า หากว่า
บุคคลอื่นย่อมเป็นคนโง่ เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะเหตุถ้อยคำที่ผู้อื่น
ตำหนิติเตียนค่อนว่าไซร้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า หากว่าบุคคลย่อมเป็นคนเลว เพราะคำที่ผู้อื่น
ตำหนิไซร้.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๖๕๒] คำว่า ใครๆ ก็ไม่พึงเป็นผู้วิเศษในธรรมทั้งหลาย ความว่า ใครๆ ก็ไม่พึง
เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน อุดม บวร ในธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึง
ชื่อว่า ใครๆ ก็ไม่พึงเป็นผู้วิเศษในธรรมทั้งหลาย.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๖๕๓] คำว่า เพราะว่าปุถุชนย่อมกล่าวธรรมของผู้อื่นโดยความเป็นธรรมเลว ความว่า
ปุถุชนแม้มากย่อมกล่าว ค่อนขอด นินทา ติเตียนธรรมของปุถุชนมากย่อมกล่าว ค่อนขอด
นินทา ติเตียนธรรมของปุถุชนคนเดียวโดยความเป็นธรรมเลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก
ต่ำต้อย ปุถุชนแม้คนเดียวย่อมกล่าว ค่อนขอด นินทา ติเตียนธรรมของปุถุชนมากคน โดย
ความเป็นธรรมเลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย ปุถุชนแม้คนเดียวย่อมกล่าว ค่อนขอด
นินทา ติเตียนธรรมของปุถุชนคนเดียว โดยความเป็นธรรมเลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก
ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะว่าปุถุชนย่อมกล่าวธรรมของผู้อื่นโดยความเป็นธรรมเลว.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๖๕๔] ธรรมะ ทิฐิ ปฏิปทา มรรค ชื่อว่าธรรมเป็นทางดำเนินของตนๆ ในคำว่า
ชนทั้งหลายเป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมเป็นทางดำเนินของตน ชนทั้งหลายเป็นผู้กล่าวยืนยัน กล่าว
มั่นคง กล่าวแข็งแรง กล่าวเพียงแท้ในธรรมเป็นทางดำเนินของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ชนทั้งหลายเป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมเป็นทางดำเนินของตน. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึง
ตรัสตอบว่า
หากว่าบุคคลย่อมเป็นคนเลว เพราะคำที่ผู้อื่นตำหนิไซร้ ใครๆ ก็ไม่พึง
เป็นผู้วิเศษในธรรมทั้งหลาย เพราะว่าปุถุชนย่อมกล่าวธรรมของผู้อื่นโดย
ความเป็นธรรมเลว ชนทั้งหลาย เป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมเป็นทาง
ดำเนินของตน.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๖๕๕] ก็การบูชาธรรมเป็นทางดำเนินของตน ของพวกสมณพราหมณ์เป็นของ
จริง เหมือนดังพวกสมณพราหมณ์สรรเสริญธรรมเป็นทางดำเนินของตน
วาทะทั้งปวงก็พึงเป็นของจริง เพราะความหมดจดของพวกสมณพราหมณ์
เหล่านั้น เป็นของเฉพาะตัวเท่านั้น.