พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๖๓๖] คำว่า วัตถุทั้งหลาย เป็นของอันบุคคลผู้ปรารถนาชอบใจความว่า ตัณหา
เรียกว่าความปรารถนา ได้แก่ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌาโลภะ อกุศลมูล. คำว่า ปรารถนา
ความว่า ปรารถนา อยากได้ ยินดี รักใคร่ ชอบใจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ปรารถนา.
คำว่า ชอบใจ ความว่า ตัณหา เรียกว่าความชอบใจ ได้แก่ราคะ สาราคะ ฯลฯ อภิชฌา
โลภะอกุศลมูล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นของอันบุคคลผู้ปรารถนาชอบใจ.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๖๓๗] ชื่อว่า ความกำหนด ในคำว่า ความหวั่นไหว ย่อมมีในเพราะวัตถุทั้งหลาย
ที่กำหนดแล้ว ได้แก่ความกำหนด ๒ อย่าง คือ ความกำหนดด้วยตัณหา ๑ ความกำหนดด้วย
ทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความกำหนดด้วยทิฏฐิ แม้บุคคล
ผู้มีความหวาดระแวงในการแย่งชิงวัตถุย่อมหวั่นไหว คือ แม้เมื่อวัตถุกำลังถูกแย่งชิงเอาไป ก็
ย่อมหวั่นไหว แม้เมื่อวัตถุถูกแย่งชิงเอาไปแล้ว ก็ย่อมหวั่นไหว แม้บุคคลผู้มีความหวาดระแวง
ในความแปรปรวนไปแห่งวัตถุ ย่อมหวั่นไหว คือ แม้เมื่อวัตถุกำลังแปรปรวนไปก็ย่อมหวั่นไหว
แม้เมื่อวัตถุแปรปรวนไปแล้ว ก็ย่อมหวั่นไหว สะทกสะท้านเอนเอียง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า
ความหวั่นไหวย่อมมีในเพราะวัตถุทั้งหลายที่กำหนดแล้ว.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๖๓๘] คำว่า แก่ภิกษุใด ในคำว่า ความเคลื่อนและความเข้าถึงมิได้มีแก่ภิกษุใดใน
ธรรมวินัยนี้ ความว่า ความมา ความไป ความไปและความมา ความตาย คติ ภพน้อยและ
ภพใหญ่ ความเคลื่อน ความเข้าถึง ความเกิด ความแตก ชาติ ชราและมรณะ มิได้มี คือ
ย่อมไม่มี ไม่ปรากฏ ไม่เข้าไปได้ แก่พระอรหันตขีณาสพ คือ ความเคลื่อนและความเข้าถึง
นั้นอันพระอรหันตขีณาสพตัดขาด สงบ ระงับแล้ว ทำไม่ควรให้เกิดขึ้น เผาเสียแล้วด้วยไฟ
คือญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความเคลื่อนและความเข้าถึงมิได้มีแก่ภิกษุใดในธรรมวินัยนี้.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๖๓๙] คำว่า ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร? พึงชอบใจในที่ไหน? ความว่า
ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ อุทธัจจะวิจิกิจฉา อนุสัย อะไรว่า
เป็นผู้กำหนัดบ้าง ประทุษร้ายบ้าง หลงใหลบ้าง มีมานะเป็นเครื่องผูกพันบ้าง ยึดถือบ้าง ถึง
ความฟุ้งซ่านบ้าง ถึงความไม่แน่ใจบ้าง ถึงโดยเรี่ยวแรงบ้าง และภิกษุนั้นละอภิสังขารเหล่านั้น
เสียแล้ว เพราะเป็นผู้ละอภิสังขารแล้ว พึงหวั่นไหวโดยคติด้วยเหตุอะไรว่า เป็นผู้ไปเกิดในนรก
เป็นดิรัจฉานเป็นเปรตวิสัย เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นสัตว์มีรูป เป็นสัตว์ไม่มีรูป เป็น
สัญญีสัตว์ เป็นอสัญญีสัตว์ หรือเป็นเนวสัญญีนาสัญญีสัตว์. ภิกษุนั้น ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย
ไม่มีการณะอันเป็นเหตุให้หวั่นไหวสะทกสะท้านเอนเอียง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุนั้น
พึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร?. คำว่า พึงชอบใจในที่ไหน? ความว่า พึงชอบใจ รักใคร่ พอใจ
ในที่ไหน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร? พึงชอบใจในที่ไหน?.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า
วัตถุทั้งหลาย เป็นของอันบุคคลผู้ปรารถนาชอบใจ อนึ่ง ความหวั่นไหวย่อมมีใน
เพราะวัตถุทั้งหลายที่กำหนดแล้ว ความเคลื่อนและความเข้าถึง มิได้มีแก่ภิกษุใดในธรรมวินัยนี้
ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร? พึงชอบใจในที่ไหน?.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๖๔๐] สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า เป็นเยี่ยม แต่สมณพราหมณ์
พวกอื่น ก็กล่าวธรรมนั้นนั่นแหละว่า เลว วาทะของสมณพราหมณ์
เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงเล่า? เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด
ต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๖๔๑] คำว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า เป็นเยี่ยม ความว่า สมณ
พราหมณ์เหล่าหนึ่งกล่าว บอก พูด แสดง แถลง ซึ่งธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคใด
อย่างนี้ว่า ธรรมนี้เป็นเยี่ยม เลิศ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธาน อุดม บวร เพราะฉะนั้นจึง
ชื่อว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า เป็นเยี่ยม.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๖๔๒] คำว่า แต่สมณพราหมณ์พวกอื่นก็กล่าวธรรมนั้นนั่นแหละว่า เลว ความว่า
สมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งกล่าว บอก พูด แสดง แถลงซึ่งธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา
มรรคนั้นนั่นแหละ อย่างนี้ว่า ธรรมนี้เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า แต่สมณพราหมณ์พวกอื่น ก็กล่าวธรรมนั้นนั่นแหละว่า เลว.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๖๔๓] คำว่า วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงเล่า? ความว่า
วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจริง แท้ แน่ เป็นจริง เป็นตามจริง ไม่วิปริต
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงเล่า?

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๖๔๔] คำว่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด ต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด ความ
ว่า เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งปวงต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด อ้างตนเป็นบัณฑิต อ้างตน
เป็นธีรชน อ้างตนเป็นผู้มีญาณ อ้างตนว่ากล่าวโดยเหตุ อ้างตนว่ากล่าวโดยลักษณะ อ้างตน
ว่ากล่าวโดยการณะ อ้างตนว่ากล่าวโดยฐานะ โดยลัทธิของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะสมณ
พราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า
สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า เป็นเยี่ยม แต่สมณพราหมณ์
พวกอื่น ก็กล่าวธรรมนั้นนั่นแหละว่า เลว วาทะของสมณพราหมณ์
เหล่านี้ วาทะไหนจะจริงเล่า? เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด
ต่างก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๖๔๕] ก็สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวธรรมของตนว่าบริบูรณ์ แต่กล่าวธรรม
ของผู้อื่นว่าเลว พวกสมณพราหมณ์ถือทิฏฐิ แม้อย่างนี้แล้ว ย่อม
วิวาทกัน พวกสมณพราหมณ์กล่าวทิฏฐิ ของตนๆ ว่าจริง.