พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๕๓๖] คำว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความรู้ไซร้ ความว่า เป็นผู้มี
ปัญญาหมดจด มีปัญญาหมดจดวิเศษ มีปัญญาหมดจดรอบ มีปัญญาผ่องแผ้ว มีปัญญาผ่องใส.
อีกอย่างหนึ่ง เป็นผู้มีความเห็นหมดจด มีความเห็นหมดจดวิเศษ มีความเห็นหมดจดรอบ
มีความเห็นผ่องแผ้ว มีความเห็นผ่องใส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี. คำว่า
เป็นผู้ฉลาด ความว่า เป็นผู้ฉลาด เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง
มีปัญญาทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด. คำว่า มีความรู้
ความว่า เป็นผู้มีความรู้ เป็นบัณฑิต มีปัญญา มีความตรัสรู้ มีญาณ มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีปัญญา
ทำลายกิเลส เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความรู้.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๕๓๗] คำว่า บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ใครๆ จะไม่เป็นผู้มีปัญญาเสื่อมรอบ
ความว่า บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ใครๆ จะไม่เป็นผู้มีปัญญาเลว มีปัญญาทราม มีปัญญา
ต่ำช้า มีปัญญาลามก มีปัญญาสกปรก มีปัญญาต่ำต้อย. อีกอย่างหนึ่ง สมณพราหมณ์ทั้งหมด
จะเป็นผู้มีปัญญาเลิศ มีปัญญาประเสริฐ มีปัญญาวิเศษ มีปัญญาเป็นประธาน มีปัญญาอุดม
มีปัญญาบวร เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บรรดาสมณพราหมณ์พวกนั้น ใครๆ จะไม่เป็นผู้มีปัญญา
เสื่อมรอบ.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๕๓๘] คำว่า เพราะทิฏฐิเป็นธรรมชาติอันสมณพราหมณ์เหล่านั้นถือเอาบริบูรณ์อย่าง
นั้น ความว่า ทิฏฐิเป็นธรรมชาติอันสมณพราหมณ์เหล่านั้นถือเอาบริบูรณ์ สมาทาน ถือ ยึดมั่น
ถือมั่น ติดใจ น้อมใจไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะทิฏฐิเป็นธรรมชาติอันสมณ
พราหมณ์เหล่านั้นถือเอาบริบูรณ์อย่างนั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า
ก็ถ้าพวกสมณพราหมณ์เป็นผู้ผ่องแผ้วเพราะทิฏฐิของตน เป็นผู้มีปัญญา
หมดจดดี เป็นผู้ฉลาด มีความรู้ไซร้ บรรดาสมณพราหมณ์พวกนั้น
ใครๆ จะไม่เป็นผู้มีปัญญาเสื่อมรอบ เพราะทิฏฐิเป็นธรรมชาติอันสมณ
พราหมณ์แม้เหล่านั้น ถือเอาบริบูรณ์อย่างนั้น.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๕๓๙] คนคู่กล่าวปรารภทิฏฐิใดกะกันและกันว่าเป็นพาล ข้าพระองค์ไม่กล่าว
ทิฏฐินั้นว่าจริง พวกสมณพราหมณ์ได้ทำทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง เพราะ
เหตุนั้นแหละ พวกสมณพราหมณ์จึงเห็นคนอื่นว่าเป็นพาล.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๕๔๐] ศัพท์ว่า น ในคำว่า ข้าพระองค์ไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าจริง เป็นศัพท์ปฏิเสธ.
คำว่า ทิฏฐินั้น คือ ทิฏฐิ ๖๒ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่กล่าว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง
เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ประกาศทิฏฐิ ๖๒ นั้นว่า จริง แท้ เป็นจริง เป็นตามจริง ไม่วิปริต
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ข้าพระองค์ ไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าจริง.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๕๔๑] คำว่า คนคู่ ในคำว่า คนคู่กล่าวปรารภทิฏฐิใดกะกันและกันว่า เป็นพาล
ความว่า คน ๒ คน ได้แก่คนสองคนผู้ทำความทะเลาะกัน คนสองคนผู้ทำความหมายมั่นกัน
คนสองคนผู้ทำความอื้อฉาวกัน คนสองคนผู้ทำความวิวาทกัน คนสองคนผู้ก่ออธิกรณ์กัน คนสอง
คนผู้พูดกัน คนสองคนผู้ปราศรัยกัน. คนคู่เหล่านั้น กล่าว บอก พูด แสดง แถลง กะกันและกัน
อย่างนี้ว่า ท่านเป็นพาล เลวทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า คนคู่
กล่าวปรารภทิฏฐิใดกะกันและกันว่าเป็นพาล.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๕๔๒] คำว่า พวกสมณพราหมณ์ได้ทำทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง ความว่า พวก
สมณพราหมณ์ได้ทำทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง โดยอ้างว่าโลกเที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า
โลกไม่เที่ยง สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า ฯลฯ สัตว์เมื่อตายไปย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็น
อีกก็หามิได้ สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พวกสมณพราหมณ์ได้ทำทิฏฐิ
ของตนๆ ว่าจริง.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๕๔๓] คำว่า เพราะเหตุนั้น ในคำว่า เพราะเหตุนั้นแหละ พวกสมณพราหมณ์จึง
เห็นคนอื่นว่าเป็นพาล ความว่า เพราะเหตุนั้น เพราะการณ์นั้น จึงเห็น คือ มองเห็น แลดู
เพ่งดู พินิจดู พิจารณาดูซึ่งคนอื่นว่า เป็นพาล เลว ทราม ต่ำช้า ลามก สกปรก ต่ำต้อย
เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เพราะเหตุนั้นแหละ พวกสมณพราหมณ์จึงเห็นคนอื่นว่าเป็นพาล. เพราะ
เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า
คนคู่กล่าวปรารภทิฏฐิใดกะกันและกันว่าเป็นพาล ข้าพระองค์ไม่กล่าว
ทิฏฐินั้นว่าจริง พวกสมณพราหมณ์ได้ทำทิฏฐิของตนๆ ว่าจริง เพราะ
เหตุนั้นแหละ พวกสมณพราหมณ์จึงเห็นคนอื่นว่าเป็นพาล.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๕๔๔] (พระพุทธนิมิตตรัสถามอีกว่า) สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่า
จริงแท้ สมณพราหมณ์แม้พวกอื่นก็กล่าวธรรมนั้นว่าเปล่าเท็จ สมณ
พราหมณ์เหล่านั้น ถือทิฏฐิแม้อย่างนี้แล้วก็วิวาทกัน เพราะเหตุไร พวก
สมณพราหมณ์จึงไม่กล่าวเป็นอย่างเดียวกัน.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๕๔๕] คำว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่าจริงแท้ ความว่า สมณพราหมณ์
เหล่าหนึ่ง กล่าว บอก พูด แสดง แถลงซึ่งธรรมะ คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรคใด อย่างนี้ว่า
ธรรมนี้ จริง แท้ เป็นจริง เป็นตามจริง ไม่วิปริต เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สมณพราหมณ์บาง
พวกกล่าวธรรมใดว่าจริงแท้.