พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๒๔๗] คำว่า ลำดับนั้น ภิกษุนั้นถูกวาทะของชนอื่นตักเตือน ย่อมกระทำศาตรา มี
ความว่า ศัพท์ว่า อถ เป็นบทสนธิ เป็นอุปสรรค เป็นบทปูรณะ เป็นศัพท์ประชุมอักษร เป็นศัพท์
มีพยัญชนะสละสลวย เป็นลำดับบท. คำว่า ศาตรา ได้แก่ ศาตรา ๓ อย่าง คือ ศาตราทางกาย ๑
ศาตราทางวาจา ๑ ศาตราทางใจ ๑ กายทุจริต ๓ อย่าง เป็นศาตราทางกาย วจีทุจริต ๔ อย่าง เป็น
ศาตราทางวาจา มโนทุจริต ๓ อย่าง เป็นศาตราทางใจ. คำว่า ถูกวาทะของชนอื่นตักเตือน คือ
ภิกษุนั้น อันอุปัชฌายะบ้าง อาจารย์บ้าง พวกชั้นอุปัชฌายะบ้าง พวกชั้นอาจารย์บ้าง มิตรบ้าง คนที่
เคยเห็นกันบ้าง คนที่เคยคบกันบ้าง คนที่เป็นสหายกันบ้าง ตักเตือนแล้ว ย่อมกล่าวเท็จทั้งรู้ คือ
ย่อมกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้ายินดียิ่งนักในบรรพชา แต่ข้าพเจ้าต้องเลี้ยงมารดา ฉะนั้น
จึงต้องลาสิกขา ข้าพเจ้าต้องเลี้ยงบิดา ข้าพเจ้าต้องเลี้ยงพี่ชายน้องชาย ต้องเลี้ยงพี่สาวน้องสาว
ต้องเลี้ยงบุตร ต้องเลี้ยงธิดา ต้องเลี้ยงมิตร ต้องเลี้ยงพวกพ้อง ต้องเลี้ยงญาติ ต้องเลี้ยงคนที่
สืบเชื้อสาย ฉะนั้น จึงต้องลาสิกขา ดังนี้ ชื่อว่าย่อมทำศาตราทางวาจา คือ ย่อมให้ศาตราทางวาจา
เกิดขึ้น เกิดขึ้นพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ลำดับนั้น ภิกษุนั้น
ถูกวาทะของชนอื่นตักเตือนแล้ว ย่อมกระทำศาตรา.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๒๔๘] คำว่า กล่าวเท็จทั้งรู้อยู่นั้น เป็นเครื่องผูกพันภิกษุนั้น มีความว่า การกล่าวเท็จ
ทั้งรู้อยู่นั้น เป็นเครื่องผูกพัน คือ เป็นป่าใหญ่ เป็นป่าชัฏใหญ่ เป็นกันดารใหญ่ เป็นทางไม่เสมอ
มาก เป็นทางคดมาก เป็นหล่มมาก เป็นเปือกตมมาก เป็นเครื่องกังวลมาก เป็นเครื่องผูกรัดมาก
ของภิกษุนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า การกล่าวเท็จทั้งรู้อยู่นั้น เป็นเครื่องผูกพันภิกษุนั้น.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๒๔๙] คำว่า ภิกษุนั้นย่อมหยั่งลงสู่ความเป็นผู้พูดเท็จ มีความว่า มุสาวาท เรียกว่า
ความเป็นผู้พูดเท็จ. บุคคลบางคนในโลกนี้ อยู่ในสภาก็ดี อยู่ในที่ประชุมชนก็ดี อยู่ในท่ามกลาง
ญาติก็ดี อยู่ในท่ามกลางสมาคมก็ดี อยู่ในท่ามกลางราชสกุลก็ดี ถูกเขานำไปถามเป็นพยานว่า
มาเถิดบุรุษผู้เจริญ ท่านรู้สิ่งใด ก็จงบอกสิ่งนั้น. บุคคลนั้น เมื่อไม่รู้ก็บอกว่ารู้บ้าง เมื่อรู้ก็บอกว่า
ไม่รู้บ้าง เมื่อไม่เห็นก็บอกว่าเห็นบ้าง เมื่อเห็นก็บอกว่าไม่เห็นบ้าง ย่อมกล่าวเท็จทั้งรู้ เพราะ
เหตุแห่งตนบ้าง เพราะเหตุแห่งผู้อื่นบ้าง เพราะเห็นแก่อามิสเล็กน้อยบ้าง ด้วยประการดังนี้ นี้
เรียกว่า ความเป็นผู้พูดเท็จ. อีกอย่างหนึ่ง มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๓ คือ ในเบื้องต้น บุคคลนั้น
ก็มีความรู้ว่า เราจักพูดเท็จ เมื่อพูดอยู่ก็รู้ว่า เรากำลังพูดเท็จ เมื่อพูดแล้วก็รู้ว่า เราพูดเท็จแล้ว
มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๓ นี้. อนึ่ง มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๔ ย่อมมีด้วยอาการ ๕ ย่อมมี
ด้วยอาการ ๖ ย่อมมีด้วยอาการ ๗ ย่อมมีด้วยอาการ ๘ คือ ในเบื้องต้น บุคคลนั้นก็มีความรู้ว่า
เราจักพูดเท็จ เมื่อพูดอยู่ก็รู้ว่า เรากำลังพูดเท็จ เมื่อพูดแล้วก็รู้ว่า เราพูดเท็จแล้ว ปิดบังซึ่งทิฏฐิ
ความควร ความชอบใจ ความสำคัญ ความจริง มุสาวาทย่อมมีด้วยอาการ ๘ นี้. คำว่า ย่อมหยั่งลง
สู่ความเป็นผู้พูดเท็จ คือ ย่อมหยั่งลง ก้าวลง ยึดถือ เข้าไปสู่ความเป็นผู้พูดเท็จ เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า ย่อมหยั่งลงสู่ความเป็นผู้พูดเท็จ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
ลำดับนั้น ภิกษุนั้น ถูกวาทะของชนอื่นตักเตือนแล้ว ย่อมกระทำศาตรา
การกล่าวเท็จทั้งรู้อยู่นั้น เป็นเครื่องผูกพันภิกษุนั้น ภิกษุนั้นย่อมหยั่งลง
สู่ความเป็นผู้พูดเท็จ.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๒๕๐] ภิกษุเป็นที่เลื่องลือว่า เป็นบัณฑิต อธิษฐานความประพฤติผู้เดียว
แม้ภายหลังประกอบในเมถุนธรรม จักเศร้าหมอง เหมือนคนโง่ ฉะนั้น.
ว่าด้วยต้นตรงปลายคด

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๒๕๑] คำว่า ภิกษุเป็นที่เลื่องลือว่า เป็นบัณฑิต มีความว่า ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้อันชนทั้งหลายสรรเสริญเกียรติคุณว่า เป็นบัณฑิต เป็นผู้ฉลาด มีปัญญา เป็นพหูสูต
มีถ้อยคำไพเราะ มีปฏิภาณดี ทรงจำพระสูตรบ้าง ทรงจำพระวินัยบ้าง เป็นพระธรรมกถึกบ้าง ฯลฯ
เป็นผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติบ้าง ในกาลก่อน คือ ในคราวเป็นสมณะ เป็นผู้อันประชุม
ชนรู้ หมายรู้ เลื่องลือกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ภิกษุเป็นที่เลื่องลือว่า เป็นบัณฑิต.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๒๕๒] คำว่า อธิษฐานความประพฤติผู้เดียว มีความว่า อธิษฐานความประพฤติ
ผู้เดียวด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ด้วยส่วนบรรพชา ๑ ด้วยการละความคลุกคลีด้วยหมู่ ๑.
อธิษฐานความประพฤติผู้เดียวด้วยส่วนบรรพชาอย่างไร? ภิกษุตัดกังวลในฆราวาสทั้งหมด ฯลฯ
อธิษฐานความประพฤติผู้เดียวด้วยส่วนบรรพชาอย่างนี้. อธิษฐานความประพฤติผู้เดียวด้วยการละ
ความคลุกคลีด้วยหมู่อย่างไร? ภิกษุนั้นบวชแล้วอย่างนั้น เป็นผู้เดียว ซ่องเสพเสนาสนะเป็นป่า
ละเมาะ และป่าทึบอันสงัด ฯลฯ อธิษฐานความประพฤติผู้เดียวด้วยการละความคลุกคลีกด้วยหมู่
อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อธิษฐานความประพฤติผู้เดียว.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๒๕๓] คำว่า แม้ภายหลังประกอบในเมถุนธรรม มีความว่า ชื่อว่าเมถุนธรรม ได้แก่
ธรรมของอสัตบุรุษ ฯลฯ เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า เมถุนธรรม. คำว่า แม้ภายหลังประกอบใน
เมถุนธรรม คือ สมัยต่อมา ภิกษุนั้นบอกคืนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และสิกขาแล้ว
เวียนมาเป็นคฤหัสถ์ ประกอบ ประกอบทั่ว ประกอบด้วยความเอื้อเฟื้อ ประกอบด้วยดี
ในเมถุนธรรม เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แม้ภายหลังประกอบในเมถุนธรรม.
ว่าด้วยการลงโทษ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๒๕๔] คำว่า จักเศร้าหมอง เหมือนคนโง่ ฉะนั้น มีความว่า บุคคลนั้นจักลำบาก
จักเศร้าหมอง มัวหมอง เหมือนคนกำพร้า เหมือนคนหลงใหล ฉะนั้น คือ ย่อมฆ่าสัตว์บ้าง
ลักทรัพย์บ้าง ตัดที่ต่อบ้าง ปล้นโดยไม่เหลือบ้าง ปล้นเรือนหลังเดียวบ้าง ดักปล้นที่หนทาง
เปลี่ยวบ้าง คบหาภรรยาของผู้อื่นบ้าง กล่าวเท็จบ้าง จักลำบาก จักเศร้าหมอง มัวหมอง แม้อย่างนี้.
พระราชารับสั่งให้จับกุมบุคคลนั้นแล้วให้ทำกรรมกรณ์ต่างๆ คือ ให้เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง ให้ตี
ด้วยไม้พลองบ้าง ให้ตัดมือบ้าง ให้ตัดเท้าบ้าง ให้ตัดมือและเท้าบ้าง ให้ตัดใบหูบ้าง ให้ตัด
จมูกบ้าง ให้ตัดใบหูและจมูกบ้าง วางก้อนเหล็กแดงบนศีรษะบ้าง ถลกหนังศีรษะออกแล้วขัด
ให้ขาวเหมือนสังข์บ้าง ใส่ไฟลุกโพลงเข้าไปในปากจนโลหิตไหลออกเต็มปากเหมือนปากราหูบ้าง
พันตัวด้วยผ้าชุบน้ำมันแล้วเผาทั้งเป็นบ้าง พันมือด้วยผ้าจุดไฟให้ลุกเหมือนประทีปบ้าง ถลกหนัง
ตั้งแต่คอลงมาข้อเท้าลุกเดินเหยียบหนังนั้นจนล้มลงบ้าง ถลกหนังตั้งแต่คอลงมาถึงบั้นเอวทำ
ให้เป็นดังนุ่งผ้าคากรองบ้าง สวมปลอกเหล็กที่ข้อศอกและเข่าทั้งหมดแล้วเสียบหลาวเหล็ก ๕ ทิศ
ตั้งไว้เผาไฟบ้าง เอาเบ็ดเกี่ยวหนัง เนื้อ เอ็นออกมาบ้าง เอามีดเฉือนเนื้อออกเป็นแว่นๆ ดัง
เหรียญกระษาปณ์บ้าง เฉือนหนัง เนื้อ เอ็นออกเหลือแต่กระดูกบ้าง เอาหลาวเหล็กแทงที่ช่องหูจน
ทะลุถึงกันเสียบติดดินแล้วจับขาหมุนไปโดยรอบบ้าง ทุบให้กระดูกละเอียดแล้วถลกหนังออก
เหลือแต่กองเนื้อดังตั่งใบไม้บ้าง เอาน้ำมันเดือดพล่านรดตัวบ้าง ให้สุนัขกัดกินจนเหลือแต่
กระดูกบ้าง เสียบหลาวยกขึ้นนอนหงายทั้งเป็นบ้าง เอาดาบตัดศีรษะบ้าง บุคคลนั้นจักลำบาก
จักเศร้าหมอง มัวหมองแม้อย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลนั้น ถูกกามตัณหาครอบงำแล้ว มี
จิตอันกามตัณหาตรึงไว้แล้ว เมื่อแสวงหาโภคทรัพย์ย่อม แล่นไปสู่มหาสมุทรด้วยเรือ ฝ่าหนาว
ฝ่าร้อน ถูกสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เสือกคลานเบียดเบียน ถูกความหิว
กระหายเบียดเบียนอยู่ ไปคุมพรัฐ ไปตักโกลรัฐ ไปตักกสิลรัฐ ไปกาลมุขรัฐ ไปมรณปารรัฐ
ไปเวสุงครัฐ ไปเวราปถรัฐ ไปชวรัฐ ไปกมลิรัฐ ไปวังกรัฐ ไปเอฬวัทนรัฐ ไปสุวัณณกูฏรัฐ
ไปสุวัณณภูมิรัฐ ไปตัมพปัณณิรัฐ ไปสุปปารรัฐ ไปภรุกรัฐ ไปสุรัทธรัฐ ไปอังคเณกรัฐ
ไปคังคณรัฐ ไปปรมคังคณรัฐ ไปโยนรัฐ ไปปีนรัฐ ไปอัลลสันทรัฐ ไปมรุกันตารรัฐ
เดินทางที่ต้องไปด้วยเข่า เดินทางที่ต้องไปด้วยแพะ เดินทางที่ต้องไปด้วยแกะ เดินทางที่ต้อง
โหนไปด้วยเชือกและหลัก เดินทางที่ต้องโดดลงด้วยร่มหนังแล้วจึงเดินไปได้ เดินทางที่ต้องไป
ด้วยพะองไม้ไผ่ เดินทางตามทางนก เดินทางตามทางหนู เดินทางตามทางซอกภูเขา เดินทาง
ตามลำธารที่ต้องไต่ไปตามเส้นหวาย จักลำบาก จักเศร้าหมอง มัวหมองแม้อย่างนี้. เมื่อ
แสวงหาไม่ได้ ย่อมเสวยทุกข์และโทมนัสแม้มีความไม่ได้เป็นมูล จักลำบาก จักเศร้าหมอง
มัวหมองแม้อย่างนี้. เมื่อแสวงหาได้ ครั้นได้แล้วก็เสวยทุกข์และโทมนัสแม้มีความรักษาเป็นมูล
ด้วยวิตกอยู่ว่า ด้วยอุบายอะไรหนอ พระราชาจึงจะไม่ริบโภคทรัพย์ของเรา พวกโจรจะไม่ลักไป
ไฟจะไม่ไหม้ น้ำจะไม่พัดไป พวกทายาทอัปรีย์จะไม่ขนเอาไป เมื่อรักษาปกครองอย่างนี้
โภคทรัพย์ย่อมสลายไป บุคคลนั้นก็เสวยทุกข์และโทมนัสแม้มีความสลายไปแห่งทรัพย์เป็นมูล
จักลำบาก จักเศร้าหมอง มัวหมองแม้อย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า จักเศร้าหมอง เหมือน
คนโง่ ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
ภิกษุเป็นที่เลื่องลือว่า เป็นบัณฑิต อธิษฐานความประพฤติผู้เดียว แม้ภาย
หลังประกอบในเมถุนธรรม จักเศร้าหมองเหมือนคนโง่ ฉะนั้น.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๒๕๕] มุนีทราบโทษนั้น ในความเป็นฆราวาสอื่นแต่ความเป็นสมณะก่อนใน
ธรรมวินัยนี้ พึงทำความเป็นผู้ประพฤติผู้เดียวให้มั่นคง ไม่พึงเสพเมถุน
ธรรม.
ว่าด้วยปฏิปทาของมุนี

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ขุททกนิกาย มหานิทเทส (เล่ม 29)

[๒๕๖] คำว่า มุนีทราบโทษนั้น ในความเป็นฆราวาสอื่นแต่ความเป็นสมณะก่อนใน
ธรรมวินัยนี้ มีความว่า คำว่า นั้น คือ มุนี ทราบ รู้ เทียบเคียง พิจารณา ทำให้
แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นแจ้ง ซึ่งสมบัติและวิบัตินั้น คือ ยศและเกียรติในกาลก่อน คือ ในคราว
เป็นสมณะ ย่อมกลายเป็นความเสื่อมยศและเสื่อมเกียรติ ของภิกษุผู้บอกคือพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ สิกขาแล้ว เวียนมาเป็นคฤหัสถ์ในภายหลัง. คำว่า มุนี มีความว่า
ญาณเรียกว่าโมนะ ได้แก่ ปัญญา ความรู้ทั่ว ฯลฯ ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหา
เพียงดังข่าย ดำรงอยู่ และเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว บุคคลนั้นชื่อว่ามุนี. คำว่า ในธรรม
วินัยนี้ คือ ในลัทธิ ในความควร ในความชอบใจ ในเขตแดน ในธรรม ในวินัย ใน
ธรรมวินัย ในปาพจน์ ในพรหมจรรย์ ในสัตถุศาสน์ ในอัตภาพ ในมนุษยโลกนี้ เพราะ
ฉะนั้น จึงชื่อว่า มุนีทราบโทษนั้น ในความเป็นฆราวาสอื่นแต่ความเป็นสมณะก่อนในธรรม
วินัยนี้.