[๗๖๗] บุคคลได้ดื่มรสอันเกิดจากวิเวก รสแห่งความสงบ และรสคือธรรมปีติ
ย่อมเป็นผู้ไม่มีความกระวนกระวาย เป็นผู้หมดบาป.
จบ หิริชาดกที่ ๓.
๔. ขัชโชปนกชาดก
ว่าด้วยเห็นหิ่งห้อยว่าเป็นไฟ
[๗๖๗] บุคคลได้ดื่มรสอันเกิดจากวิเวก รสแห่งความสงบ และรสคือธรรมปีติ
ย่อมเป็นผู้ไม่มีความกระวนกระวาย เป็นผู้หมดบาป.
จบ หิริชาดกที่ ๓.
๔. ขัชโชปนกชาดก
ว่าด้วยเห็นหิ่งห้อยว่าเป็นไฟ
[๗๖๘] ใครหนอ เมื่อไฟมีอยู่ ยิ่งเที่ยวแสวงหาไฟอีก เห็นหิ่งห้อยในเวลา
กลางคืน ก็มาสำคัญว่าเป็นไฟ.
[๗๖๙] บุคคลนั้น เอาจุรณโคมัยและหญ้าขยี้ให้ละเอียดโปรยลงบนหิ่งห้อย
เพื่อจะให้เกิดไฟ ก็ไม่สามารถจะให้ไฟลุกได้ ด้วยความสำคัญวิปริต
ฉันใด.
[๗๗๐] คนพาล ย่อมไม่ได้สิ่งที่ต้องประสงค์โดยมิใช่อุบาย นมโคไม่มีที่เขา
โค คนรีดนมโคจากเขาโค ย่อมไม่ได้นม ก็ฉันนั้น.
[๗๗๑] ชนทั้งหลาย ย่อมบรรลุถึงประโยชน์ด้วยอุบายต่างๆ คือ ด้วยการข่มศัตรู
และด้วยการยกย่องมิตร.
[๗๗๒] พระเจ้าแผ่นดินทั้งหลาย ย่อมครอบครองแผ่นดินอยู่ได้ ก็ด้วยการได้
อำมาตย์ผู้เป็นประมุขของเสนี และด้วยการแนะนำของอำมาตย์ผู้ที่ทรง
โปรดปราน.
จบ ขัชโชปนกชาดกที่ ๔.
๕. อหิตุณฑิกชาดก
ว่าด้วยลิงกับหมองู
[๗๗๓] ดูกรสหายผู้มีหน้างาม เราเป็นนักเลงสะกา แพ้เขาเพราะลูกบาด ท่าน
จงทิ้งมะม่วงสุกลงมาบ้าง เราจะได้บริโภคเพราะความเพียรของท่าน.
[๗๗๔] ดูกรสหาย ท่านมากล่าวสรรเสริญเราผู้ลอกแลก ด้วยคำไม่เป็นจริง ขึ้น
ชื่อว่าลิงที่มีหน้างาม ท่านเคยได้ยินหรือเคยได้เห็นที่ไหนมาบ้าง?
[๗๗๕] ดูกรหมองู ท่านทำกรรมใดไว้กะเรา กรรมนั้นย่อมปรากฏอยู่ในหัวใจ
ของเราจนวันนี้ ท่านเข้าไปยังตลาดขายข้าวเปลือก เมาสุราแล้ว ตีเรา
ผู้กำลังหิวโหยถึงสามครั้ง.
[๗๗๖] เราระลึกถึงการนอนเป็นทุกข์ อยู่ที่ตลาดนั้นได้ อนึ่ง ถึงท่านจะยก
ราชสมบัติให้เราครอบครอง ท่านขอมะม่วงเราแม้ผลเดียว เราก็ไม่ให้
เพราะว่าเราถูกท่านคุกคามให้กลัวเสียแล้ว.