[๓๔๗] บุคคลเหล่าใด ยังไม่รู้ธรรมทั้งหลาย ด้วยญาณทั้งปวง บุคคลเหล่านั้นแล
ย่อมสงสัยในธรรมทั้งหลาย เหมือนพระราชาบุตร ๔ พระองค์ ทรง
สงสัยในต้นทองกวาวฉะนั้น.
จบ กิงสุโกปมชาดกที่ ๘.
๙. สาลกชาดก
ว่าด้วยสาลกวานร
[๓๔๗] บุคคลเหล่าใด ยังไม่รู้ธรรมทั้งหลาย ด้วยญาณทั้งปวง บุคคลเหล่านั้นแล
ย่อมสงสัยในธรรมทั้งหลาย เหมือนพระราชาบุตร ๔ พระองค์ ทรง
สงสัยในต้นทองกวาวฉะนั้น.
จบ กิงสุโกปมชาดกที่ ๘.
๙. สาลกชาดก
ว่าด้วยสาลกวานร
[๓๔๘] ดูกรพ่อสาลกวานร พ่อเป็นลูกคนเดียวของเรา อนึ่ง พ่อจักได้เป็นใหญ่
แห่งโภคสมบัติในตระกูลของเรา ลงมาจากต้นไม้เถิด มาเถิดพ่อ เรา
จะพากันกลับไปบ้านของเรา.
[๓๔๙] ท่านสำคัญเราว่า เป็นสัตว์ใจดี จึงได้ตีเราด้วยเรียวไม้ไผ่ เราพอใจอยู่ใน
ป่ามะม่วงที่มีผลสุก ท่านจงกลับไปบ้านตามสบายเถิด.
จบ สาลกชาดกที่ ๙.
๑๐. กปิชาดก
เข้าใจว่าลิงเป็นฤาษี
[๓๕๐] ฤาษีผู้ยินดีแล้วในความสงบและความสำรวม ท่านถูกภัย คือ ความ
หนาวเบียดเบียน จึงมายืนอยู่ เชิญฤาษีผู้นี้จงเข้ามายังบรรณศาลานี้เถิด
จะได้บรรเทาความหนาว และความกระวนกระวายให้หมดสิ้นไป.
[๓๕๑] นี้ไม่ใช่ฤาษีผู้ยินดีในความสงบและความสำรวม เป็นลิงเที่ยวโคจรอยู่
ตามกิ่งมะเดื่อ มันเป็นสัตว์ประทุษร้าย ฉุนเฉียว และมีสันดานลามก
ถ้าเข้ามาอยู่ยังบรรณศาลาหลังนี้ ก็จะพึงประทุษร้ายบรรณศาลา.
จบ กปิชาดกที่ ๑๐.
จบ สิคาลวรรคที่ ๑๐.
_________________
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สัพพทาฐิชาดก ๒. สุนขชาดก
๓. คุตติลชาดก ๔. วิคติจฉชาดก
๕. มูลปริยายชาดก ๖. พาโลวาทชาดก
๗. ปาทัญชลิชาดก ๘. กิงสุโกปมชาดก
๙. สาลกชาดก ๑๐. กปิชาดก.
_________________
รวมวรรคที่มีในทุกนิบาตนี้ คือ
๑. ทัฬหวรรค ๒. สันถวรรค
๓. กัลยาณธรรมวรรค ๔. อสทิสวรรค
๕. รุหกวรรค ๖. นตังทัฬหวรรค
๗. พีรณัตถัมภกวรรค ๘. กาสาววรรค
๙. อุปาหนวรรค ๑๐. สิคาลวรรค.
จบ ทุกนิบาตชาดก.
_________________
ติกนิบาตชาดก
๑. สังกัปปวรรค
๑. สังกัปปวรรคชาดก
ว่าด้วยลูกศรคือกิเลส
[๓๕๒] อาตมภาพอันลูกศรที่อาบด้วยราคะดำริ อาศัยกามวิตก อันนายช่างศร
ไม่ได้ตกแต่งขัดเกลาและเหลาเสี้ยม แทงเข้าแล้ว.
[๓๕๓] อาตมภาพมิได้ถูกลูกศรที่เขายกคันขึ้นยิงมา หรือที่ติดพู่หางนกยูงเสียบ
แทงเลย แต่อาตมภาพถูกลูกศร คือ กิเลสเครื่องเผาอวัยวะทั้งปวงให้
เร่าร้อน เสียบแทงที่หทัย.
[๓๕๔] แต่อาตมภาพไม่เห็นรอยแผล ไม่เห็นโลหิตไหลออกจากรอยแผลนั้น
จิตที่ไม่มีอุบายอันแยบคาย ถูกลูกศรตรึงไว้แล้วอย่างมั่นคง อาตมภาพ
นำความทุกข์มาให้แก่ตนเอง.
จบ สังกัปปราคชาดกที่ ๑.
๒. ติลมุฏฐิชาดก
การเฆี่ยนตีเป็นการสั่งสอน
[๓๕๕] การที่ท่านให้จับแขนเราไว้แล้วเฆี่ยนตีด้วยซีกไม้ไผ่ เพราะเหตุเมล็ดงา
กำมือหนึ่งนั้น ยังฝังอยู่ในใจของเราจนทุกวันนี้.
[๓๕๖] ดูกรพราหมณ์ ชะรอยท่านจะไม่ยินดีในชีวิตของตนแล้วสินะ จึงได้มา
จับแขนแล้วเฆี่ยนตีเราถึง ๓ ครั้ง วันนี้ ท่านจะได้เสวยผลของกรรมนั้น.