พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา (เล่ม 26)

[๔๔๒] ดูกรนางนันทา ท่านจงดูร่างกายอันกระสับกระส่าย ไม่สะอาด
เปื่อยเน่า จงอบรบจิตให้ตั้งมั่นด้วยดี มีอารมณ์เป็นหนึ่งด้วยอสุภสัญญา
ร่างกายนี้ฉันใด ร่างกายของท่านก็ฉันนั้น ร่างกายของท่านนั้นฉันใด
ร่างกายนี้ก็ฉันนั้น ร่างกายเป็นของเปื่อยเน่า มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป อัน
พวกชนพาลปรารถนากันยิ่งนัก เมื่อท่านพิจารณาร่างกายนี้อย่างนี้ ไม่
เกียจคร้านทั้งกลางวันกลางคืน แทงตลอดแล้ว จักเห็นด้วยปัญญาของ
ตนได้ เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาท ค้นคว้าอยู่โดยอุบายอันแยบคาย จึง
เห็นกายนี้ทั้งภายในและภายนอกตามความเป็นจริง ทีนั้นเราจึงเบื่อหน่าย
ในกายและคลายความกำหนัดในภายใน เป็นผู้ไม่ประมาท ไม่เกาะเกี่ยว
ในสิ่งอะไร เป็นผู้สงบระงับดับสนิทแล้ว.
๕. นันทุตตราเถรีคาถา
สุภาษิตชี้โทษการถือผิด

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา (เล่ม 26)

[๔๔๓] เมื่อก่อนเราไหว้ไฟ พระจันทร์ พระอาทิตย์และเทวดา ไปสู่ท่าน้ำ
แล้วลงดำน้ำ เราสมาทานวัตรเป็นอันมาก โกนศีรษะเสียครึ่งหนึ่ง นอน
แผ่นดิน ไม่กินข้าวในกลางคืน แต่ยินดีในการประดับตบแต่ง บำรุง
ร่างกายนี้ ด้วยกายอาบน้ำ และนวดฟั่นขัดสี เป็นผู้ถูกกามราคะครอบ
แล้ว ต่อมาเราได้ศรัทธาในพระศาสนา ออกบวชเป็นบรรพชิต เรา
พิจารณาเห็นกายตามความเป็นจริงแล้ว จึงถอนกามราคะเสียได้ ตัดภพ
ความอยาก และความปรารถนาทั้งปวง ไม่เกาะเกี่ยวด้วยกิเลสเครื่อง
ประกอบทุกอย่าง บรรลุถึงความสงบใจแล้ว.
๖. มิตตกาลีเถรีคาถา
สุภาษิตชี้โทษการติดลาภสักการะ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา (เล่ม 26)

[๔๔๔] เราออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา แต่เป็นรู้ขวนขวายในลาภสัก
การะ ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการมุ่งลาภ เป็นเหตุละประโยชน์อันเยี่ยม
แล้ว ถือเอาประโยชน์อันเลว เราตกอยู่ในอำนาจของกิเลส ไม่ยินดี
ประโยชน์ของความเป็นสมณะ เมื่อเรานั่งในที่อยู่ ได้เกิดความสังเวช
ว่า เราเป็นผู้เดินทางผิดเสียแล้ว จึงตกอยู่ในอำนาจของตัณหา ชีวิต
ของเราเป็นของน้อย ถูกชราและพยาธิย่ำยีอยู่เป็นนิตย์ กายนี้ย่อมทำลาย
ไปก่อน เวลานี้เราไม่ควรประมาท เมื่อเราพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น
และความเสื่อมไปของขันธ์ทั้งหลาย ตามความเป็นจริง จึงมีจิตหลุดพ้น
จากภพ ๓ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว.
๗. สกุลาเถรีคาถา
สุภาษิตชี้ผลการฟังธรรม

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา (เล่ม 26)

[๔๔๕] เมื่อเรายังอยู่ในเรือน ได้ฟังธรรมของภิกษุรูปหนึ่ง ได้เห็นนิพพาน
อันเป็นธรรมปราศจากธุลี เป็นทางเครื่องถึงความสุข ไม่จุติต่อไป
เราจึงละบุตร ธิดา ทรัพย์ และธัญชาติ โกนผมออกบวชเป็นบรรพชิต
เราศึกษาทางสงบใจอยู่ เจริญมรรคชั้นสูง จึงละราคะ โทสะ และ
อาสวะทั้งหลายอันกล้าแข็งกว่าราคะโทสะนั้นได้ เราอุปสมบทเป็น
ภิกษุณีแล้ว ระลึกถึงชาติก่อนได้ ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์หมดมลทิน
อบรมแล้วด้วยดี เราเห็นสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นอนัตตา เป็น
ของเกิดแต่เหตุ มีอันทรุดโทรมไปเป็นสภาพ แล้วละอาสวะทั้งปวง
เป็นผู้มีความเย็นใจ ดับสนิทแล้ว.
๘. โสณาเถรีคาถา
สุภาษิตแสดงผลการฟังธรรม

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา (เล่ม 26)

[๔๔๖] ในรูปกายนี้ เราคลอดบุตร ๑๐ คน ต่อมาเป็นคนชราทุพพลภาพ จึง
เข้าไปหาภิกษุณีรูปหนึ่ง ภิกษุณีนั้นแสดงธรรม คือ ขันธ์ อายตนะ
และธาตุแก่เรา เราฟังธรรมของภิกษุณีนั้นแล้ว โกนผมออกบวช เมื่อ
เราศึกษาอยู่ ได้ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์แล้ว รู้ระลึกชาติก่อนๆ ได้
อนึ่ง เราเป็นผู้มีจิตตั้งมั่น มีอารมณ์เป็นหนึ่ง เจริญอนิมิตสมาธิเป็น
ผู้มีวิโมกข์เกิดแล้ว ในลำดับแห่งมรรคอันเลิศ เป็นผู้ดับแล้วโดยหาเชื้อ
มิได้ ขันธ์ ๕ ที่เรากำหนดรู้ มีรากขาดแล้วตั้งอยู่ สิ่งที่ยังคงอยู่ก็คงมี
อยู่ในกายที่คร่ำคร่าเลวทราม บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี.
๙. ภัททากุณฑลาเถรีคาถา
สุภาษิตแสดงโทษการถือผิด

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา (เล่ม 26)

[๔๔๗] เมื่อก่อนเราต้องถอนผม อมขี้ฟัน นุ่งห่มผ้าผืนเดียวเที่ยวไป เรา
สำคัญในสิ่งที่ไม่มีโทษว่า มีโทษ และเห็นสิ่งที่มีโทษว่า ไม่มีโทษ
ออกจากที่พักในกลางวัน ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี มีพระภิกษุ
สงฆ์ห้อมล้อม ที่ภูเขาคิชฌกูฏ จึงคุกเข่าลงถวายบังคมประนมอัญชลี
เฉพาะพระพักตร์ พระองค์ตรัสว่า มาเถิดนางภัททา เท่านั้นเราก็เป็น
อันได้อุปสมบทแล้ว เราเป็นผู้ไม่มีหนี้สิน บริโภคก้อนข้าวของชาว
แว่นแคว้น เที่ยวไปในแคว้นอังคะ มคธ วัชชี กาสีและโกศล ๕๐ ปี
อุบาสกผู้มีปัญญา ได้ถวายจีวรแก่เราผู้ชื่อว่าภัททา ผู้พ้นแล้วจากกิเลส
เครื่องร้อยกองทั้งปวง ได้ประสบบุญเป็นอันมาก.
๑๐. ปฏาจาราเถรีคาถา
สุภาษิตแสดงผลการทำสมาธิ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา (เล่ม 26)

[๔๔๘] มาณพทั้งหลายไถนาด้วยไถ หว่านพืชลงบนแผ่นดิน หาทรัพย์เลี้ยง
บุตรภรรยา เราเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดา
ไม่เกียจคร้าน ไม่มีใจฟุ้งซ่าน เหตุไรจึงจะไม่บรรลุนิพพาน เราล้างเท้า
เห็นน้ำล้างเท้าไหลมาแต่ที่ดอนสู่ที่ลุ่ม กระทำให้เป็นนิมิต แต่นั้นทำ
จิตให้เป็นสมาธิ เหมือนม้าอาชาไนยที่ดี อันนายสารถีฝึกแล้วโดยง่าย
ฉะนั้น ลำดับนั้น เราถือประทีปเข้าไปยังวิหารตรวจดูที่นอนแล้วขึ้น
บนเตียง ลำดับนั้น เราจับเข็มหมุนไส้ลง พอไฟดับความหลุดพ้นแห่ง
ใจได้มีแล้ว.
๑๑. ติงสมัตตาเถรีคาถา
สุภาษิตแสดงผลการเชื่อฟังคำสอน

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา (เล่ม 26)

[๔๔๙] พระเถรีประมาณ ๓๐ รูปนี้ ได้พยากรณ์อรหัตผลในสำนักพระปฏาจารา
เถรีอย่างนี้ว่า
มาณพทั้งหลายถือเอาสากซ้อมข้าว แสวงหาทรัพย์มาเลี้ยงบุตรภรรยา
ท่านทั้งหลายจงทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่กระทำแล้วไม่เดือด
ร้อนในภายหลัง ท่านทั้งหลายจงรีบล้างเท้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง จง
ประกอบความสงบใจ ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ภิกษุณีเหล่านั้น
ได้ฟังคำสั่งสอนของพระปฏาจาราเถรีนั้นแล้ว ล้างเท้าเข้าไปนั่ง ณ ที่ควร
ข้างหนึ่ง ได้ประกอบความสงบใจ กระทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธ
เจ้า ในยามต้นแห่งราตรี พากันระลึกชาติก่อนได้ ในมัชฌิมยามได้
บรรลุทิพยจักษุ ในปัจฉิมยาม ได้ทำลายกองแห่งความมืด พระภิกษุณี
เหล่านั้นพากันลุกขึ้นไปกราบเท้าพระปฏาจาราเถรี แล้วกล่าวว่า คำสั่ง
สอนของท่าน พวกเราได้กระทำแล้ว เทวดาชั้นดาวดึงส์พากันห้อมล้อม
พระอินทร์ผู้ชนะสงคราม ฉันใด พวกเราจักพากันล้อมท่านอยู่ ฉันนั้น
เพราะพวกเราเป็นผู้ได้วิชชา ๓ เป็นผู้ไม่มีอาสวะ.
๑๒. จันทาเถรีคาถา
สุภาษิตแสดงผลการเชื่อฟังคำสอน

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา (เล่ม 26)

[๔๕๐] เมื่อก่อนเราเป็นคนเข็ญใจ เป็นหญิงหม้ายไม่มีบุตร ปราศจากญาติ
และมิตร ไม่ได้ประสบความบริบูรณ์ด้วยอาหารและผ้านุ่งห่ม เราถือ
ภาชนะดินและไม้เท้าเที่ยวไปขอทานตามสกุลน้อยใหญ่ ถูกความหนาว
ร้อนเบียดเบียนอยู่ตลอด ๗ ปี ต่อมาภายหลัง เราได้พบพระปฏาจารา
ภิกษุณี ผู้ได้ข้าวและน้ำเป็นปกติ จึงเข้าไปหาท่านแล้วขอบรรพชาอยู่ใน
สำนักท่าน ท่านให้เราบวชด้วยความอนุเคราะห์ ต่อมาท่านกล่าวสอน
เรา แนะนำเราให้ประกอบในปฏิปทาอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เราฟัง
คำของท่านแล้ว ได้ทำตามท่านสอน โอวาทของท่านไม่เป็นโมฆะ เพราะ
เราได้บรรลุวิชชา ๓ เป็นผู้ไม่มีอาสวะ.
จบ ปัญจกนิบาต.
เถรีคาถา ฉักกนิบาต
ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในฉักกนิบาต
๑. ปัญจสตาปฏาจาราเถรีคาถา
สุภาษิตระงับโศก
พระปฏาจาราเถรีแสดงธรรมด้วยคาถา ความว่า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา (เล่ม 26)

[๔๕๑] ท่านไม่รู้ทางของผู้ใดซึ่งมาแล้วหรือไปแล้ว แต่ท่านก็ยังร้องไห้ถึงคนนั้น
ซึ่งมาแล้วจากไหนว่า บุตรของเราๆ ถึงท่านจะรู้จักทางของเขาผู้มาแล้ว
หรือไปแล้วก็ไม่ควรเศร้าโศกถึงเขาเลย เพราะสัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็น
ธรรมดา เมื่อเขามาจากปรโลก ใครๆ ไม่ได้อ้อนวอนเลย เขาก็มาแล้ว
เมื่อเขาจะไปจากมนุษยโลก ใครๆ ก็ไม่ได้อนุญาตให้ไป เขามาจากไหน
ก็ไม่รู้ พักอยู่ที่นี้ ๒-๓ วันแล้วไปก็ดี มาจากที่นี้สู่ที่อื่น ไปจากที่นั้นสู่
ที่อื่นก็ดี เขาละไปแล้วจักท่องเที่ยวไปโดยรูปมนุษย์ มาอย่างไรก็ไป
อย่างนั้น การร่ำไห้ในการไปของสัตว์นั้นจะเป็นประโยชน์อะไร.
พระภิกษุณี ๕๐๐ รูปกล่าวว่า
ท่านได้ช่วยถอนขึ้นซึ่งลูกศร ที่บุคคลเห็นได้ยาก อันเสียบแทงอยู่ใน
หทัยของเราแล้ว เมื่อเราถูกความโศกถึงบุตรครอบงำ ท่านได้บรรเทาเสีย
แล้ววันนี้ เรามีลูกศร อันถอนขึ้นแล้ว หมดความหิว ดับรอบแล้ว
เขาขอถึงพระพุทธเจ้าผู้เป็นนักปราชญ์ กับทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์
ว่าเป็นสรณะ.
๒. วาสิฏฐีเถรีคาถา
สุภาษิตดับความฟุ้งซ่าน