พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา (เล่ม 26)

[๔๓๒] โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ เป็นหนทางแห่งการบรรลุนิพพาน เราเจริญ
แล้วทั้งหมด ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว เรามีปกติได้สุญญตสมา
บัติและอนิมิตตสมาบัติตามปรารถนา เราเป็นธิดาผู้เกิดแต่พระอุระ
ของพระพุทธเจ้า ยินดีแล้วในนิพพานทุกเมื่อ กามทั้งปวง
ทั้งเป็นของทิพย์และเป็นของมนุษย์ เราก็ตัดขาดแล้ว ชาติสงสารสิ้นแล้ว
บัดนี้ ภพใหม่มิได้มี.
๔. ทันถิกาเถรีคาถา
สุภาษิตแสดงการเอาอย่างที่ดี

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา (เล่ม 26)

[๔๓๓] เราออกจากที่พักในกลางวันบนภูเขาคิชฌกูฏ ได้เห็นช้างลงสู่แม่น้ำ
แล้วขึ้นจากแม่น้ำนั้น ที่ฝั่งแม่น้ำจันทรภาคา นายหัตถาจารย์ถือขอแล้ว
ให้สัญญาว่า จงเหยียดเท้าออก ช้างเหยียดเท้าออกแล้ว นายหัตถาจารย์
จึงขึ้นช้างนั้น เราเห็นช้างนั้นผู้ไม่เคยได้รับการฝึก ครั้นนายหัตถาจารย์
ฝึกแล้ว เป็นสัตว์ตกอยู่ในอำนาจของมนุษย์ทั้งหลาย ภายหลังแต่การเห็น
ช้างนั้นแล้ว เราจึงไปสู่ป่า ยังจิตให้เป็นสมาธิ เพราะกิริยานั้นเป็นเหตุ.
๕. อุพพิริเถรีคาถา
สุภาษิตประกาศตนถึงไตรสรณคมน์
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา (เล่ม 26)

[๔๓๔] ดูกรนางอุพพิริ ท่านคว่ำครวญอยู่ในป่าว่า “ลูกชีวาเอ๋ย” ดังนี้ ท่าน
จงรู้สึกตนก่อนเถิด บรรดาธิดาของท่านที่มีชื่อเหมือนกันว่าชีวา ถูกเผา
อยู่ในป่าช้าใหญ่นี้ประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน ท่านจะเศร้าโศกถึงธิดาคนไหน?
นางอุพพิริทูลว่า
ลูกศรคือความโศก เป็นของเห็นได้ยาก เสียบอยู่แล้วในหทัย หม่อม
ฉันถอนขึ้นได้แล้ว หม่อมฉันบรรเทาความเศร้าโศกถึงธิดาของหม่อมฉัน
ผู้ถูกความโศกครอบงำได้แล้ว วันนี้ หม่อมฉันถอนลูกศรคือความโศก
ขึ้นแล้ว. หมดความอยาก ดับรอบแล้ว เข้าถึงแล้วซึ่งพระพุทธเจ้า
ผู้เป็นนักปราชญ์ กับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ
๖. สุกกาเถรีคาถา
สุภาษิตชวนดื่มธรรมรส

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา (เล่ม 26)

[๔๓๕] พวกมนุษย์ในเมืองราชคฤห์เหล่านี้ ทำอะไรกัน มัวดื่มน้ำผึ้ง ดีดนิ้ว
มืออยู่ ไม่เข้าไปหาพระสุกกาเถรี ผู้แสดงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอยู่
เล่า ส่วนชนเหล่าผู้มีปัญญา ย่อมดื่มธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
นั้น เป็นธรรมไม่นำกลับหลัง เป็นธรรมเครื่องทำบุคคลผู้ฟังให้ชุ่มชื่น
มีโอชะดุจบุคคลผู้เดินทางไกล ดื่มน้ำอันไหลมาจากซอกเขา ฉะนั้น
พระสุกกาเถรีมีธรรมอันบริสุทธิ์ ปราศจากราคะ มีจิตตั้งมั่น ชนะมาร
พร้อมทั้งพาหนะ ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด.
๗. เสลาเถรีคาถา
สุภาษิตโต้มาร
มารกล่าวกะพระเสลาเถรีว่า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา (เล่ม 26)

[๔๓๖] นิพพานอันเป็นที่สลัดออกไม่มีในโลก ท่านจักทำประโยชน์อะไรได้
ด้วยวิเวกเล่า จงบริโภคความยินดีในกามทั้งหลายเถิด ท่านอย่าได้เป็น
ผู้มีความเดือดร้อนในภายหลังเลย.
พระเสลาเถรีกล่าวว่า
กามทั้งหลายมีอุปมาดังหอกและหลาว ครอบงำขันธ์ทั้งหลายไว้ ท่านกล่าว
ถึงความยินดีในกามชนิดใด เดี๋ยวนี้ ความยินดีในกามชนิดนั้นของเรา
ไม่มีแล้ว เรากำจัดความเพลิดเพลินในสิ่งทั้งปวงแล้ว ทำลายกองแห่ง
ความมืดได้แล้ว ดูกรมารผู้ชั่วช้า ท่านจงรู้อย่างนี้ ตัวท่านเป็นผู้อันเรา
กำจัดแล้ว
๘. โสมาเถรีคาถา
สุภาษิตโต้มาร
มารกล่าวว่า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา (เล่ม 26)

[๔๓๗] ฐานะอันประเสริฐกล่าวคือ อรหัต อันฤาษีทั้งหลายพึงบรรลุ บุคคล
เหล่าอื่นให้สำเร็จได้โดยยาก ท่านเป็นหญิงมีปัญญาเพียง ๒ องคุลีเท่านั้น
ไม่สามารถจะบรรลุฐานะอันประเสริฐนั้นได้.
พระโสมาเถรีกล่าวว่า
เมื่อจิตตั้งมั่นดีแล้ว เมื่อญาณเป็นไปอยู่ และเมื่อเราเห็นแจ้งธรรมโดย
ชอบ ความเป็นหญิงจะพึงทำอะไรเราได้ เรากำจัดความเพลิดเพลินใน
สิ่งทั้งปวงได้แล้ว ทำลายกองแห่งความมืดแล้ว ดูกรมารผู้มีบาป ท่าน
จงรู้อย่างนี้ ท่านเป็นผู้อันเรากำจัดเสียแล้ว.
จบ ติกนิบาต.
________________
เถรีคาถา จตุกกนิบาต
ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในจตุกกนิบาต
ภัททกาปิลานีเถรีคาถา
สุภาษิตแสดงเหตุออกบวช

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา (เล่ม 26)

[๔๓๘] พระมหากัสสปะท่านเป็นโอรสของพระพุทธเจ้า เป็นทายาทของพระ
พุทธเจ้า เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว รู้ระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้ ทั้งเห็น
สวรรค์และอบาย อนึ่ง ท่านบรรลุอรหัต อันเป็นความสิ้นไปแห่งชาติ
เป็นผู้เสร็จกิจแล้วเพราะรู้ยิ่ง เป็นมุนี เป็นพราหมณ์ผู้มีวิชชา ๓ ด้วยวิชชา
๓ เหล่านี้ นางภัททกาปิลานีเป็นผู้มีวิชชา ๓ เหมือนพระมหากัสสปะ เป็น
ผู้ละมัจจุชนะมารพร้อมทั้งพาหนะแล้ว ย่อมทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด
เราทั้งสองบวชแล้วเพราะเห็นโทษในโลก เราทั้งสองนั้นเป็นผู้มีอาสวะ
สิ้นแล้ว มีอินทรีย์อันฝึกแล้ว เป็นผู้มีความเย็นใจ ดับสนิทแล้ว.
จบ จตุกกนิบาต.
__________________
เถรีคาถา ปัญจกนิบาต
ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในปัญจกนิบาต
๑. อัญญตราภิกษุณีเถรีคาถา
สุภาษิตชี้ผลการฟังธรรม

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา (เล่ม 26)

[๔๓๙] ตั้งแต่เราบวชมาตลอด ๒๕ ปี ยังไม่ประสบความสงบจิต แม้ชั่วเวลา
ลัดนิ้วมือหนึ่งเลย เราไม่ได้ความสงบจิต มีจิตชุ่มแล้วด้วยกามราคะ
ประคองแขนทั้งสองคว่ำครวญเดินเข้าไปสู่วิหาร เราได้เข้าไปหาพระ
ภิกษุณีผู้ที่เราควรเชื่อถือ พระภิกษุณีนั้นได้แสดงธรรม คือขันธ์ อายตนะ
และธาตุแก่เรา เราฟังธรรมของภิกษุณีนั้นแล้ว เข้าไปนั่ง ณ ที่ควรแห่ง
หนึ่ง ย่อมรู้ระลึกชาติก่อนๆ ได้ ทิพยจักษุเราชำระให้หมดจดแล้ว
เจโตปริยญาณและโสตธาตุเราชำระให้หมดจดแล้ว แม้ฤทธิ์เราก็ทำให้
แจ้งแล้ว เราได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะแล้ว ทำให้แจ้งอภิญญา ๖
แล้ว ทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว.
๒. วิมลปุรณคณิกาเถรีคาถา
สุภาษิตชี้โทษความสวย

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา (เล่ม 26)

[๔๔๐] เราเป็นผู้เมาแล้วด้วยผิวพรรณ รูปสมบัติ ความสวยงาม บริวารสมบัติ
และความเป็นสาว มีจิตกระด้าง ดูหมิ่นหญิงอื่นๆ ประดับร่างกายงดงาม
วิจิตร สำหรับลวงบุรุษผู้โง่เขลา ได้ยืนอยู่ที่ประตูบ้านหญิงแพศยา ดุจ
นายพรานที่คอยดักเนื้อ ฉะนั้น เราได้แสดงเครื่องประดับต่างๆ และ
อวัยวะที่ควรปกปิดเป็นอันมากให้ปรากฏแก่บุรุษ กระทำมายาหลายอย่าง
ให้ชายเป็นอันมากยินดี วันนี้เรามีศีรษะโล้น ห่มผ้าสังฆาฏิเที่ยว
บิณฑบาต แล้วมานั่งที่โคนต้นไม้ เป็นผู้ได้ฌานอันไม่มีวิตก เราตัด
เครื่องเกาะเกี่ยว ทั้งที่เป็นของทิพย์ทั้งที่เป็นของมนุษย์ได้ทั้งหมด และ
ทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป เป็นผู้มีจิตใจเยือกเย็น ดับสนิทแล้ว.
๓. สีหาเถรีคาถา
สุภาษิตชี้โทษกามราคะ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถระ-เถรีคาถา (เล่ม 26)

[๔๔๑] เมื่อก่อนเราเป็นผู้ถูกกามราคะเบียดเบียน มีจิตฟุ้งซ่าน จึงทำจิตให้อยู่
ในอำนาจไม่ได้ เพราะไม่มนสิการโดยอุบายอันแยบคาย เป็นผู้อันกิเลส
ทั้งหลายกลุ้มรุมแล้ว มีปกติเป็นไปตามความเข้าใจในกามคุณว่าเป็นสุข
ตกอยู่ในอำนาจแห่งจิตอันสัมปยุตด้วยราคะ จึงไม่ได้ความสงบแห่งจิต
เราจึงเป็นผู้ผอมเหลือง มีผิวพรรณไม่ผ่องใสอยู่ตลอด ๗ ปี เราเป็นผู้
อันทุกข์ครอบงำแล้ว ไม่ได้ความสบายใจทั้งกลางวันกลางคืน เพราะ
เหตุนั้น เราจึงถือเอาเชือกเข้าไปสู่ราวป่า ด้วยคิดว่า จะผูกคอตายเสียใน
ที่นี้ ดีกว่าที่จะกลับไปสู่ความเป็นคฤหัสถ์อีก พอเราทำบ่วงให้มั่นคง
ผูกที่กิ่งไม้แล้ว สวมบ่วงที่คอ ในทันใดนั้น จิตของเราก็หลุดพ้นจาก
อาสวะกิเลสทั้งหลาย.
๔. นันทาเถรีคาถา

สุภาษิตสอนตน