[๒๕๒] ดูกรมหานาม ท่านนี้จะเสื่อมจากภูเขาชื่อเนสาทกะ ที่สะพรั่งไปด้วย
ต้นโมกมันและไม้อ้อยช้าง เป็นภูเขาที่สมบูรณ์ด้วยร่มเงาและน้ำเป็น
อันมากประดับด้วยต้นไม้และเถาวัลย์โดยรอบ.
๖. ปาราปริยเถรคาถา
สุภาษิตเกี่ยวกับการกำจัดกิเลส
[๒๕๒] ดูกรมหานาม ท่านนี้จะเสื่อมจากภูเขาชื่อเนสาทกะ ที่สะพรั่งไปด้วย
ต้นโมกมันและไม้อ้อยช้าง เป็นภูเขาที่สมบูรณ์ด้วยร่มเงาและน้ำเป็น
อันมากประดับด้วยต้นไม้และเถาวัลย์โดยรอบ.
๖. ปาราปริยเถรคาถา
สุภาษิตเกี่ยวกับการกำจัดกิเลส
[๒๕๓] เราละผัสสายตนะ ๖ ประการได้แล้ว เป็นผู้คุ้มครองทวารสำรวมด้วยดี
กำจัดเสียได้ซึ่งสรรพกิเลส อันเป็นมูลรากแห่งวัฏทุกข์ บรรลุความสิ้น
อาสวะแล้ว.
๗. ยสเถรคาถา
สุภาษิตเกี่ยวกับการทำกิจศาสนา
[๒๕๔] เราเป็นผู้ลูบไล้ดีแล้ว มีเครื่องนุ่งห่มอันงดงาม ประดับด้วยสรรพาภรณ์
ได้บรรลุวิชชา ๓ บำเพ็ญกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว.
๘. กิมพิลเถรคาถา
สุภาษิตไม่ให้ลืมตน
[๒๕๕] วัยย่อมล่วงไปพลัน รูปที่มีอยู่โดยอาการนั้นย่อมปรากฏแก่เราเหมือนเป็น
อย่างอื่น เราระลึกถึงตนของเรา ผู้ไม่อยู่ปราศจากสติเหมือนของผู้อื่น.
๙. วัชชีปุตตเถรคาถา
สุภาษิตเตือนให้ปฏิบัติธรรม
[๒๕๖] ดูกรอานนท์ผู้โคตมโคตร ท่านจงเข้าไปสู่ชัฏแห่งโคนไม้ จงหน่วงนิพพาน
ไว้ในหทัยแล้วจงเพ่งฌาน และอย่าประมาท การใส่ใจถึงประชุมชน จักทำ
ประโยชน์อะไรให้แก่ท่านได้.
๑๐. อิสิทัตตเถรคาถา
สุภาษิตเกี่ยวกับการรู้เห็นเบญจขันธ์
[๒๕๗] เบญจขันธ์ข้าพระองค์กำหนดรู้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ตั้งอยู่ ข้าพระองค์
บรรลุถึงความสิ้นทุกข์แล้ว บรรลุความสิ้นอาสวะแล้ว.
_____________________
ในวรรคนี้รวมพระเถระได้ ๑๐ องค์ คือ
๑. พระเชนตเถระ ๒. พระวัจฉโคตตเถระ
๓. พระวนวัจฉเถระ ๔. พระอธิมุตตเถระ
๕. พระมหานามเถระ ๖. พระปาราปริยเถระ
๗. พระยสเถระ ๘. พระกิมพิลเถระ
๙. พระวัชชีปุตตเถระ ๑๐. พระอิสิทัตตเถระ.
จบ วรรคที่ ๑๒
รวมหัวข้อที่มีในเอกกนิบาต
พระสังคีติกาจารย์ผู้หวังประโยชน์ส่วนใหญ่ ได้รวบรวมพระเถระผู้ทำกิจเสร็จแล้ว
หาอาสวะมิได้ มีจำนวน ๑๒๐ องค์ไว้ในเอกกนิบาต.
________________________________
ทุกนิบาต
เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑
ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในทุกนิบาต วรรคที่ ๑
๑. อุตตรเถรคาถา
สุภาษิตชี้โทษของภพ
[๒๕๘] ได้ยินว่า ท่านพระอุตตรเถระได้ภาษิตคาถาไว้ ๒ คาถาอย่างนี้ว่า ภพอะไร
ที่เที่ยงไม่มี แม้สังขารที่เที่ยงก็ไม่มี ขันธ์เหล่านั้นย่อมเวียนเกิดและ
เวียนดับไป เรารู้โทษอย่างนี้แล้ว จึงไม่มีความต้องการด้วยภพ เราสลัด
ตนออกจากกามทั้งปวง บรรลุถึงความสิ้นอาสวะแล้ว.
๒. ปิณโฑลภารทวาชเถรคาถา
สุภาษิตชี้ทางดำเนินชีวิตที่ถูก
[๒๕๙] ได้ยินว่า ท่านพระปิณโฑลภารทวาชเถระได้ภาษิตคาถาไว้ ๒ คาถาอย่างนี้ว่า
ชีวิตของเรานี้ ย่อมไม่เป็นไปโดยไม่สมควร อาหารไม่ได้ทำจิตให้สงบ
เราเห็นว่า ร่างกายจะดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร จึงได้เที่ยวแสวงหาอาหาร
โดยทางที่ชอบ นักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ได้กล่าวการไหว้
การบูชาในตระกูลทั้งหลายว่า เป็นเปือกตม เป็นลูกศรอันละเอียด
ถอนขึ้นได้ยาก สักการะอันบุรุษชั่วละได้ยาก.
๓. วัลลิยเถรคาถา
สุภาษิตเกี่ยวกับการฝึกจิต
[๒๖๐] วานรเข้าไปอยู่ในกระท่อมมีประตู ๕ ประตู พยายามเวียนเข้าออกทาง
ประตูนั้นเนืองๆ จงหยุดนิ่งนะเจ้าลิง อย่าวิ่งไปดังกาลก่อนเลย เราจับ
เจ้าไว้ได้ด้วยปัญญาแล้ว เจ้าจักไปไกลไม่ได้ละ.
๔. คังคาตีริยเถรคาถา
สุภาษิตสรรเสริญความสันโดษ
[๒๖๑] เราทำกระท่อมด้วยใบตาล ๓ ใบ ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา บาตรของเราเหมือน
ดังหม้อสำหรับตักน้ำรดศพ และจีวรของเราเป็นดังผ้าคลุกฝุ่น ในระหว่าง
๒ พรรษา เราพูดเพียงคำเดียวเท่านั้น ในภายในพรรษาที่ ๓ เราทำลาย
กองความมืด คืออวิชชาได้แล้ว.
๕. อชินเถรคาถา
สุภาษิตชี้ลักษณะคนพาล